วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บนเรือสินค้าสัญชาติจีน (2)


บนเรือสินค้าสัญชาติจีน [2]


สินค้าจากประเทศจีนที่ส่งผ่านมาทางแม่น้ำโขงที่สำคัญได้แก่ แอปเปิล สาลี่ กระเทียม ส่วนสินค้าที่เราส่งไปขายจีนผ่านทางท่าเรือเชียงแสนจะเป็นพวกลำไยอบแห้ง ยางแผ่น น้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ก็ยังมีรถยนต์มือสองที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น

เรือสินค้าลำที่เราโดยสารอยู่นี้ก็เช่นเดียวกัน ตอนหน้าของเรือที่คลุมอยู่ภายใต้ผ้าใบสีน้ำตาลนั้น ผมนับรถยนต์ได้สิบคัน

ก่อนหน้านี้ การขนส่งสินค้าจากไทย (ท่าเรือกรุงเทพฯ) ไปจีน (เซี่ยงไฮ้) ต้องใช้ 26 วัน จากเซี่ยงไฮ้ไปเมืองยี่อู่ (ศูนย์กลางการค้าลำไย) อีก 1 วัน รวม 27 และค่าใช้จ่ายในการขนส่งก็สูงมากหากเทียบกับการขนส่งผ่านทางน้ำโขง

ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ปัจจุบันการขนส่งสินค้าทางน้ำในแม่น้ำโขงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะการขนส่งจากเชียงใหม่ไปเชียงรุ่ง (สิบสองปันนา) ใช้เวลาเพียง 4 วัน จากเชียงรุ่งถึงคุนหมิง 3 วัน และจากคุนหมิงถึงยี่อู่อีก4 วัน รวม 11 วัน และเหตุผลที่จีนพยายามระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงถึง 11 จุด เพื่อให้เรือสินค้าขนาด ๓๐๐ ตันจากเมืองซือเหมา มณฑลยูนนานของจีน ลงไปยังแม่น้ำโขงตอนล่าง ผ่านพม่า ลาว และไทย และสิ้นสุดที่หลวงพระบางนั้น เป็นเรื่องที่ไม่นับว่าอยู่นอกเหนือความเข้าใจแต่อย่างใด

เรือสินค้าสัญชาติจีนตีโค้งขึ้นเหนือ ผมสบตากับสามเหลี่ยมทองคำอย่างเงียบๆ นี่คือครั้งแรกที่ผมเห็นสามเหลี่ยมทองคำจากมุมมองของแม่น้ำโขง

สามเหลี่ยมทองคำ, เมื่อได้ยินชื่อนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะนึกถึงดงดอกฝิ่น หรือไม่ก็นึกถึงอาณาจักรของยาเสพย์ติดที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

แน่นอน ตอนที่ได้ยินชื่อนี้ครั้งแรกผมก็คิดเช่นนั้น

ราวกับว่าดินแดนแห่งนี้ถูกสกัดมาจากฝิ่น- พืชซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

แม้การปลูกฝิ่นบริเวณสามเหลี่ยมทองคำจะเริ่มขึ้นในช่วงระหว่างรอยต่อของคริสต์ศตวรรษที่ 18 กับคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทว่าสิ่งที่ทำให้การปลูกฝิ่นในแถบนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกก็คือ ผลพวงจากสงครามฝิ่นระหว่างอังกฤษกับจีน

ตอนนั้นอังกฤษคือผู้ควบคุมกิจการการค้าฝิ่นในจีน เมื่อจีนพยายามเลิกการสูบฝิ่นอังกฤษจึงไม่พอใจ แล้วสงครามฝิ่นก็อุบัติขึ้น

นั่นคือปี คศ.1839

สงครามดำเนินอยู่ 3 ปี กระทั่งจีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ชาวเขาที่อยู่ทางตอนใต้ของจีนก็พากันอพยพลงมาทางใต้ แน่นอน พวกเขานำฝิ่นติดตัวลงมาด้วย ในที่สุดกลุ่มอพยพก็ได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณตอนเหนือของประเทศไทย รวมทั้งบางส่วนในลาวและพม่า

ไม่นานนับจากนั้นทุ่งภูเขาแถบนี้ก็เต็มไปด้วยไร่ฝิ่น

นอกจากเป็นแหล่งผลิต แหล่งซื้อขายฝิ่นที่สำคัญแล้ว สามเหลี่ยมทองคำ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการลำเลียงฝิ่นจากพื้นที่นี้ไปสู่ภูมิภาคอื่นในแถบเอเชีย

ห้วงเวลานั้น การซื้อขายฝิ่นจะใช้ทองคำเป็นหลัก และการที่จะพิสูจน์ว่าแท่งใดเป็นทองคำแท้หรือทองคำปลอมก็โดยการผ่าทองคำนั้นออกเป็นรูปสามเหลี่ยม 2 อัน ประกอบกับภูมิประเทศบริเวณนั้นเป็นลักษณะสามเส้า เป็นจุดบรรจบของสามประเทศคือ พม่า ไทย ลาว โดยมีแม่น้ำโขงเป็นพรมแดน

นั่นคือที่มาของคำว่าสามเหลี่ยมทองคำ

พื้นที่ฝั่งไทยเบื้องหน้าผมคือบ้านสบรวก ฝั่งพม่าคือบ้านผักฮี้ ตำบลเมืองพง ท่าขี้เหล็ก ส่วนฝั่งลาวคือบ้านกว๊าน เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว

ก่อนสามเหลี่ยมทองคำจะลับหายจากสายตา ผมก็หันหน้าไปทางต้นน้ำ ด้านซ้ายมือคือประเทศพม่า ด้านขวามือคือฝั่งลาว เพื่อนร่วมทางทุกคนเริ่มตื่นตาตื่นใจกับฉากสองฟากของแม่น้ำ ไม่ว่าจะเป็นหาดทรายสีขาวที่เจิดจ้าอยู่ในแสงแดดเดือนเมษายน เกาะแก่งหินผาระเกะระกะที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านเรือสินค้าไปช้าๆ

ผมเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน แม้จะเคยล่องแม่น้ำโขงมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ทว่าที่ผ่านมานั่นมันเป็นแม่น้ำโขงช่วงที่ยังอยู่ในเขตประเทศของตัวเอง

พี่ยุทธกดชัตเตอร์ราวกับเป็นเจ้าของบริษัทผลิตฟิล์ม

ครู่ใหญ่ต่อมา ลูกเรือชาวจีนคนหนึ่งชะโงกขึ้นมาจากชั้นล่าง พร้อมกับตะโกนเป็นภาษจีน ผมไม่เข้าใจว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร

สักพักผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาคล้ายชนพื้นเมืองแถบลานนา ขึ้นมาบอกเป็นว่าให้พวกเราลงไปกินข้าว ก่อนนั้นผมเข้าใจว่าหล่อนคือคนจีนและคงจะแม่ครัวประจำเรือ แต่สำเนียงภาษาไทยเหนือของหล่อนทำให้ผมไม่แน่ใจ จึงถามว่าเป็นหล่อนเป็นคนไทยหรือเปล่า

"เป็นคนไต" หล่อนพูดพร้อมกับยิ้มให้ผม

ผมจึงถามต่อว่าหล่อนทำงานในเรือลำนี้หรือ

"เปล่า" หล่อนว่า "ฉันกำลังจะกลับบ้าน"

กลับบ้าน?" ผมไม่เข้าใจที่หล่อนพูด เพราะเมื่อครู่ที่ผ่านมาหล่อนบอกผมว่าเป็นคนไทย แต่ตอนนี้หล่อนบอกว่ากำลังจะกลับบ้าน

"ฉันมาจากสิบสองปันนา"

พอได้ยินคำว่าสิบสองปันนา ผมนึกถึงพี่น้องคนไต หรือไทลื้อซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของที่นั่น ผมงำความรู้สึกตื่นเต้นยินดีไว้เงียบๆ ที่ได้รู้จักหล่อน

แน่นอน เพราะหล่อนคือคนสิบสองปันนาคนแรกในชีวิตที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยด้วย

ครู่ต่อมา ลูกเรือหนุ่มอีกคนขึ้นมายังชั้นสอง ส่งเสียงดังฟังชัด "ซือฟ่านๆ" เขาพูดพร้อมกับทำท่าตักอาหารเข้าปาก

"กินข้าวๆ" ผู้หญิงชาวสิบสองปันนาหัวเราะอย่างจริงใจ

พวกเราจึงตะโกนบอกต่อๆ กันว่า ซือฟ่านๆ กินข้าวๆ สลับกันไปมาระหว่างภาษาไทยกับภาษาจีน

"ซือฟ่านๆ" พี่ยุทธเดินไปบอกเจ้าฝรั่งจมูกแดงที่ยังคงแน่วนิ่งอยู่กับภูมิทัศน์ฝั่งพม่า เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นว่าเจ้าหมอนั่นก็ยิ้มเป็นเหมือนกัน

เจ้าจมูกแดงลุกขึ้น เดินมาแตะแขนผมเบาๆ พูดด้วยเสียงเล็กๆ แบบเสียงเด็กๆ

"ซือฟ่าน"

เราสบตาและส่งยิ้มให้กัน

ผมรู้สึกแปลกใจตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นสำรับอาหารวางอยู่บนโต๊ะ

เปล่าเลย... ไม่ใช่เพราะว่ากับข้าวแต่ละอย่างนั้นมีแต่ผัก(ต้ม) ผัก(ลวก) และผัก(ผัดกับหมูเนื้อขาว)เท่านั้น ทว่าผมแปลกใจที่บนโต๊ะไม่มีช้อนเลยสักคัน

เพียงครู่ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้เรากำลังอยู่บนเรือสินค้าสัญชาติจีนที่มีชื่อว่าจินสุ่ย 3...

ถึงกระนั้นก็เถอะ ผมแอบคาดหวังอยู่เงียบๆ ว่า น่าจะมีช้อนวางอยู่ที่ไหนสักที่ หลังจากกวาดสายตาดูจนทั่ว ผมก็ต้องยอมรับความจริง

แม้พอจะคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการใช้ตะเกียบของจีนมาบ้าง ทว่านั่นสำหรับอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยว แต่นี่มันคือข้าวสวยในถ้วยกระเบื้องดินเผาใบเล็กๆ ผมไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมโต๊ะคนอื่นๆ จะรู้สึกเช่นเดียวกับผมบ้างหรือเปล่า

ผมหันไปทางดอนเวียง ดูพี่ท่านก็คุ้นเคยกับเจ้าไม้ไผ่คู่นั้นเป็นอย่างดี ส่วนหนุ่ยนั้นเรียกได้ว่าสนิทสนมเลยทีเดียว ด้านพี่ยุทธกับพี่เสี้ยวคล้ายๆ ว่าจะไม่มีปัญหา หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นหรือไม่ก็ชาวใต้หวันคู่นั้นก็ดูปกติดี ส่วนหนุ่มชาวจีนยิ่งไม่ต้องพูดถึง

แต่แล้วความขัดอกขัดใจของผมก็มลายหายไป เมื่อเห็นเจ้าฝรั่งจมูกแดงขนดกซึ่งนั่งตรงข้ามกับผม มีทีท่างุนงนกับตะเกียบไม้ไผ่ที่อยู่ในมือของเขา เจ้านั่นพลิกตะเกียบไปมา ขณะกวาดตามองเพื่อนร่วมโต๊ะคนอื่นๆ จากท่าทีของเขา ผมรู้เลยว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเจ้าหมอนั่นไม่เคยแตะต้องตะเกียบมาก่อน หลังพยายามอยู่นาน เจ้าจมูกแดงจึงตัดสินใจวางตะเกียบอันหนึ่งลงบนโต๊ะ และใช้อีกอันคุ้ยข้าวใส่ปาก

อาหารมื้อแรกบนเรือดำเนินไปในความเงียบ ขณะที่จินสุ่ย 3 ล่องทวนน้ำโขงขึ้นไปอย่างอืดเอื่อย

ถึงตอนนี้ผมรู้แล้วว่า เพื่อนร่วมโต๊ะอาหารของเราทั้งเก้าคนคือบุคคลแปลกหน้าของจินสุ่ย 3 เหตุเพราะว่าสมาชิกของเรือทุกคน รวมทั้งพี่ผู้หญิงชาวสิบสองปันนานั้น ปลีกตัวขึ้นไปชั้นบนตั้งแต่เรายังไม่ทันวางก้นบนเก้าอี้ด้วยซ้ำ

ไม่ทันไร หนุ่มชาวจีนก็เติมข้าวให้ตัวเองอีกถ้อย เขากินอย่างเอร็ดอร่อย คล่องแคล่วว่องไวแบบคนจีนทั่วๆ ไป ขณะที่ผมรู้สึกอิ่มทั้งที่ส่งข้าวเข้าปากได้เพียงไม่กี่คำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะยังไม่หิวหรือไม่คุ้นเคยกับรสชาติของอาหาร หรืออาจจะทั้งสองอย่างรวมกัน

ท่ามกลางความแปลกหน้าที่ดำเนินไปอย่างเงียบๆ ของอาหารมื้อแรกที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผัก ผมเงยหน้าไปทางพี่เสี้ยว จากสายตา ผมรู้ว่าพี่เสี้ยวก็รู้สึกไม่ต่างไปจากผมสักเท่าไหร่ ต่างกับพี่ยุทธซึ่งเป็นมังสวิรัติ

ที่สุดแล้วความเอร็ดอร่อยของอาหารแต่ละชนิดแต่ละประเภทนั้นน่าจะอยู่ที่ความเคยชินของลิ้นแต่ละแบบแต่ละเชื้อชาติ หรือพูดอีกอย่างก็ต้องบอกว่า มาตรฐานที่แท้จริงของความอร่อยนั้นไม่น่าจะมีอยู่จริง

เจ้าจมูกแดงยังคงเขี่ยข้าวเข้าปากทีละสองสามเม็ดอย่างไม่เร่งร้อน ขณะที่หนุ่มชาวจีนลุกจากโต๊ะ เดินอ้อมหลังผมไปยังก๊อกน้ำข้างตัวเรือ ล้างตะเกียบและถ้วยอย่างลวกๆ ก่อนนำไปคว่ำไว้ในกะละมังที่ตั้งอยู่บริเวณนั้น จากนั้นผมก็ทำตามหนุ่มตี๋ผิวเข้ม ก่อนเลี่ยงขึ้นไปยังชั้นสอง...

ผมแปลกใจที่เห็นเข็มสั้นของนาฬิกาในห้องนั่งเล่นเยื้องเลขสิบเอ็ดไปแค่หน่อยเดียว ขณะที่เข็มนาทีชี้อยู่ที่เลขสาม ถ้าเช่นนั้นลูกเรือก็เรียกเราลงไปกินข้าวเที่ยงตอนสิบเอ็ดโมงน่ะสิ ถึงว่าผมจึงไม่รู้สึกหิว

เพียงครู่ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ผมกำลังอยู่บนเรือสินค้าสัญชาติจีน และเวลาในประเทศจีนนั้นเร็วกว่าเวลาของไทยหนึ่งชั่วโมงพอดี

อากาศนิ่ง แดดร้อนอบอ้าว ผาหินสองฟากแม่น้ำกลายเป็นปฏิมากรรมสัมฤทธิ์ด้วยแสงแดดเดือนเมษายน

            ผมนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่นัดหมายกันไว้อย่างดิบดีว่าจะร่วมเดินทางมาด้วยกัน แต่ต้องมาพลาดกันไปเพราะเขาสะสางงานเสร็จไม่ทันวันกำหนดเดินทาง ทั้งที่แลกเงินหยวนไว้แล้วหลายหมื่นบาท

            ตอนที่ตกลงโปรแกรมการเดินทางกันครั้งแรกนั้น พวกเราบางคนรวมทั้งผมตั้งใจจะออกจากกรุงเทพฯหลังสงกรานต์ ทว่าดอนเวียงไม่อยากร่วมบรรยากาศสงกรานต์ในเมืองไทย อีกอย่างพี่ดอนยังนัดพี่ประกายกับเดือนวาดไว้แล้วด้วย

ที่สำคัญ โปรแกรมและรายละเอียดการเดินทางทั้งหมดนั้นพี่ดอนและหนุ่ยเป็นคนกำหนด ส่วนผมไม่มีข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งการขอวีซ่าเข้าประเทศลาว จีน เวียดนาม เขมร อีกทั้งการแลกเงินบาทไทยเป็นเงินหยวนในกรุงเทพฯก็เป็นธุระของหนุ่ย

สายของวันที่ 12 เดือนเมษายน คณะของเราจึงออกเดินทางโดยรถตู้ที่หน้าออฟฟิตของดอนเวียง จุดหมายแรกคือเมืองริมแม่น้ำโขง พี่ดอนนัดกับพี่วัชระเจ้าของเกสต์เฮาส์ชื่อตำมิละไว้ที่นั่น และพี่วัชระนี่เองที่เป็นคนรั้งเรือสินค้าเอาไว้เพื่อรอคณะของเรา ทั้งที่ในความเป็นจริงจินสุ่ย 3 จะต้องออกจากท่าเรือเชียงแสนในเช้าวันที่ 12 และหากพวกเราไม่ทันเรือสินค้าลำนี้ นั่นก็หมายความว่าเราจะต้องรอไปอีกหนึ่งอาทิตย์จนกว่าเรือสินค้าของจีนลำใหม่จะออกเดินทาง หรือไม่เช่นนั้นเราก็จะต้องเปลี่ยนโปรแกรมการเดินทางจากทางน้ำเป็นทางบก โดยข้ามไปฝั่งห้วยทราย ประเทศลาว ตีขึ้นเหนือเข้าหลวงน้ำทา ไปบ่อเต็นชายแดนประเทศจีน เพื่อเข้าสู่เชียงรุ่ง (สิบสองปันนา,จิ่งหง)

ระหว่างทางไปเชียงของ เรืองกิตติ์- เพื่อนคนที่พลาดการเดินทางก็โทรเข้ามือถือของพวกเราคนหนึ่ง บอกว่าเขาจะขึ้นรถทัวร์ตามมาตอนหัวค่ำ เพื่อที่ว่าตอนเช้าจะได้ออกจากประเทศไทยพร้อมกัน

นั่นนับว่าเป็นข่าวดีที่ทุกคนกำลังรอคอย...

เรามาถึงเชียงของตอนสามทุ่มกว่าๆ พี่วัชระรออยู่บนระเบียงริมแม่น้ำโขง เสียงเพลงลูกทุ่งจากฝั่งลาวโดยสารข้ามแม่น้ำมากับลมหนาว แม้เสียงนั้นจากเดินทางมาจากฝั่งลาว ทว่าเสียงร้องและท่วงทำนองนั้นไม่ผิดเพี้ยนไปจากเพลงลูกทุ่งที่ขับร้องโดยคนไทย ผมไม่รู้ว่าที่ฝั่งโน้นเขามีงานรื่นเริงอะไรกัน 

สักพัก รัตน์ คำพร- เพื่อนนักเขียนหนุ่มรุ่นน้องของผมซึ่งหลบกรุงเทพฯมาเขียนหนังสืออยู่ที่นี่ก็แหวกความมืดเข้ามายังระเบียงของตำมิละ หลังจากผมแจ้งข่าวไปเรามาถึงที่นี่แล้ว...

ก่อนเราจะแยกย้ายกันไปนอนไม่นาน เรืองกิตติ์โทรมาอีกครั้ง บอกว่าเขามาไม่ทันรถเที่ยวสุดท้ายที่จะมาเมืองริมแม่น้ำโขง แต่เขาจะตามมาในเช้าของวันรุ่งขึ้น ไม่รู้ว่าพวกเราจะรอเขาได้หรือเปล่า

หลังปรึกษากัน พี่วัชระบอกว่าหากจะให้เรือรอเราอีกหนึ่งวันนั้น เรือจะต้องเสียค่าจอดล่วงเวลาให้ท่าเรือเชียงแสน และนั่นก็หมายถึงว่าเรือจะบวกค่าโดยสารจากเราเพิ่มขึ้นจากราคาปกติ

สรุปว่าพรุ่งนี้เช้าเราจะต้องออกเดินทาง หากเรืองกิตติ์ยังไม่เปลี่ยนใจก็ให้ตามไปที่สิบสองปันนา พวกเราจะรออยู่ที่นั่น

ถึงตอนนี้ โทรศัพท์ของพวกเราทุกเครื่องมีค่าไม่ต่างจากกระดูกท่อนหนึ่ง ไม่มีใครรู้ว่าเรืองกิตติ์ได้ออกมาจากประเทศไทยหรือเปล่า

เมื่อพี่ยุทธขึ้นมาจากชั้นล่าง ผมจึงเปรยกับแกว่า พี่ว่าตอนนี้เรืองกิตติ์กำลังแบกเป้อยู่ส่วนไหนของโลก

(อ่านต่อตอนหน้า)

 

 

 

 

 

 

โดย ศิวร

 

กลับไปที่ www.oknation.net