วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เดรัจฉานวิชา (คมชัดลึก)


“เดรัจฉานวิชา”

...เอาไม้มะริดกันเกราเถากันภัย ก่อชุดจุดไฟใส่ฟืนล่าง

ตั้งจิตสนิทดีไว้ที่ทาง ภาวนานั่งย่างกุมารทอง

คำกลอนที่ยกมานี้มาจากวรรณคดี “ขุนช้างขุนแผน” ตอนขุนแผนย่างกุมารทอง ซึ่งเป็นลูกในไส้ของ ตนเอง

ใครที่อ่านตอนนี้แล้วก็จะได้รู้ว่า ขุนแผนย่างกุมารทองนั้นไม่ต่างไปจากการย่างไก่ หรือว่าทำหมูหัน จะต่างกันก็ตรงที่มีการใช้เลขยันต์แปะ และมีการใช้เวทมนตร์สารพัดเสกเป่าด้วย

วรรณคดีหรือว่านิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๒ แต่สะท้อนถึงความเชื่อที่ได้สืบทอดต่อกัน มา นับแต่สมัยอยุธยาที่เป็นสังคมโบราณสมัยทวดของทวดโน่น

ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่ในสังคมไทยเดี๋ยวนี้ ที่เป็นสังคมประชาธิปไตยยุคโลกาภิวัตน์แล้ว

สังคมไทยปัจจุบันชั้นแต่เณรพระ ก็ยังเอาศพเด็กทารกประเภทลูกกรอก กุมารทอง มาทำเครื่องราง ของขลังหรือว่าประกอบเข้ากับมวลสารในสิ่งที่เชื่อว่าจะวิเศษศักดิ์สิทธิ์

ที่ก็ไม่ต่างไปจากขุนแผนเชื่อในอิทธิฤทธิ์อำนาจของกุมารทองดังที่กล่าว

ในทางพุทธศาสนาเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “เดรัจฉานวิชา” คือเป็นวิชาที่ขวางทางพระนิพพานหรือว่า เป็นวิชาภายนอกที่พระบรมศาสดาทรงสอนว่า ไม่มีประโยชน์อะไร

ดูฮวงจุ้ย ดูฤกษ์ยาม เป็นหมอดู เป็นโหร เสกคาถาอาคม ใช้เวทมนตร์ ยันต์ทำอาถรรพ์ กฤตยา คุณไสยล้วนเป็นลัทธิไสยศาสตร์เชื่อในอำนาจลึกลับที่อยู่เหนือธรรมชาติ

ล้วนแต่เป็น “เดรัจฉานวิชา” ที่พระพุทธเจ้าท่านห้ามพระมิให้เรียนหรือว่าสอนใครทั้งสิ้น

แต่เนื่องจากว่าสังคมไทยดั้งเดิมนั้นเป็นสังคมที่นับถือผี กับลัทธิพราหมณ์อยู่ก่อนแล้วที่ พุทธศาสนาจะเข้ามา สังคมไทยของเราก็เลยกลายเป็นสังคมลูกผสม แบบที่เรียกกันว่า “สังคมพุทธ พราหมณ์ ผี” อยู่จนกระทั่งถึงทุกวันนี้

เราจึงได้เห็นพระส่วนหนึ่งทุกวันนี้ เป็นทั้งพระ เป็นหมอดู และก็เป็นหมอผีผสมปนกันไปดังที่ ปรากฎอยู่

จะว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่อุดมไปด้วย “เดรัจฉานวิชา” ก็ไม่ผิดนัก

ดังนั้นทุกวงการจึงไม่ต้องสงสัย ว่า จะเต็มไปด้วยสารพัด “เดรัจฉานวิชา” ที่จะต้องนำมาใช้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการการเมืองไทย

ยิ่งการเลือกตั้งใกล้เข้ามา ก็จะได้เห็นกันครับ

๔ / ๘ / ๕๐

โดย อัศศิริ-ธรรมโชติ

 

กลับไปที่ www.oknation.net