วันที่ อังคาร ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“นครพิงค์เวียงเชียงใหม่” ฤาจะเป็นภาพเงาสุดท้ายแห่ง”พระนครธม”


       “เมืองโบราณนพบุรีศรีนครพิงค์” เป็นเมืองที่มีผังแนวกำแพงและคูเมืองเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคล้านนา เพราะหลังจากการสร้างเมืองเชียงใหม่ในพุทธศตวรรษที่ 19 แล้ว ก็ยังไม่เคยปรากฏเมืองที่มีการสร้างรูปแบบผังเมืองตามลักษณะดังกล่าวขึ้นในเขตวัฒนธรรมล้านนาอีกเลยครับ

.

        การวางผังเมืองของเชียงใหม่ได้รับอิทธิพลมาจากเมืองสุโขทัยอย่างไม่ต้องสงสัย จากหลักฐานตำนานความสัมพันธ์ระหว่างสามกษัตริย์แคว้นล้านนา สุโขทัยและพะเยา แต่จะรับอิทธิพลมาอย่างไรนั้น วันนี้ผมจึงขออาสาพาเพื่อน OKNation ขึ้นเหนือไปเที่ยวเมืองเชียงใหม่ ย้อนเวลาไปในอดีตและฟัง "มุขปาฐะ" ที่ไม่น่าเชื่อ พร้อม ๆ กันอีกครั้งครับ

.

       นครคู่แฝดทั้งสองมีความเหมือนกันในหลาย ๆ ด้านและในคติความเชื่อพื้นฐาน หากเรานำภาพถ่ายจากดาวเทียมจากอวกาศ (ที่ปัจจุบันหาได้ง่ายจาก Google Earth) ของทั้งเมืองสุโขทัยและเมืองเชียงใหม่มาเปรียบเทียบกัน ก็จะเห็นได้ว่าเมืองทั้งสองมีความเหมือนกันอย่างน่าพิศวงหลายประการ กล่าวคือ

.  

      1. มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยม และมีขนาดกว้างยาวเกือบเท่ากัน ต่างกันไม่กี่เมตร

 

          2. มีแนวภูเขาอยู่ทางด้านตะวันตก และมีแม่น้ำอยู่ทางตะวันออกเหมือนกัน เมืองเชียงใหม่มีลำน้กคองแม่ข่าไหลลงคลองคูเมืองมุมตะวันออก และมีแม่น้ำปิงห่างไปประมาณ 1 กิโลเมตรทางทิศตะวันออก  เมืองสุโขทัยมีแม่น้ำรำพันชิดติดคูเมืองตะวันออกและแม่น้ำยมที่ห่างไปประมาณ 12 กิโลเมตร

.

      3. ใกล้เมืองมีเมืองหรือเวียงขนาดเล็ก ๆ คล้ายกัน และมีขนาดเกือบเท่ากัน สุโขทัยมีเกาะวัดพระพายหลวงอยู่ทางทิศเหนือ ที่สร้างขึ้นก่อนเมืองสุโขทัยในราวพุทธศตวรรษที่ 17  ส่วนเมืองเชียงใหม่มีเวียงสวนดอกอยู่ทางทิศตะวันตก ที่สร้างขึ้นก่อนเมืองเชียงใหม่ ทั้งสองแห่งมีขนาดความกว้างแต่ละด้านประมาณ 600 เมตร

.

.

      4. มีพระมหาธาตุศูนย์กลางของเมืองในตำแหน่งเดียวกัน กรุงสุโขทัยมีวัดมหาธาตุ เมืองเชียงใหม่มีวัดเจดีย์หลวง

.

 

.
      5. มุมเมืองทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของเมืองสุโขทัยยกสูงขึ้นชนกับลำน้ำแม่รำพัน ส่วนเมืองเชียงใหม่ มุมเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือลดต่ำลงเกือบติดลำน้ำแม่ข่า และห่างออกไปเกือบหนึ่งกิโลเมตรคือแม่น้ำปิง

.
     
   6. ทางทิศตะวันตกของทั้งสองเมือง มีเขื่อนกั้นน้ำโบราณเพื่อการชลประทานกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งเหมือนกัน  เมืองสุโขทัย มี “สรีดภงส์” ส่วนเมืองเชียงใหม่มีเขื่อนโบราณเจ็ดลินที่ห้วยแก้ว ทั้งสองเมืองไม่พึ่งพาน้ำธรรมชาติจากแม่น้ำทางทิศตะวันออกเพียงอย่างเดียว

.

        ตำนานเมืองเชียงใหม่กล่าวว่า เมืองนพบุรีศรีนครพิงค์ สร้างขึ้นในราวปีพ.ศ. 1839 ในสมัยของพญามังราย ราชวงศ์ชาวลัวะจักราช ผู้ครอบครองหิรัญนครเงินยางหรือเมืองเชียงแสน ริมฝั่งแม่น้ำโขง ในเขตอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน

.

.

       ในช่วงเวลานั้นเกิดวิกฤตการณ์ในภูมิภาค เมื่อราชวงศ์มองโกล กำลังขยายอิทธิพลลงมาทางตอนใต้ของแผ่นดินจีน และเข้าโจมตีพุกามประเทศ พญาเม็งรายจึงได้ทรงย้ายเมืองจากเมืองหิรัญนครเงินยางเชียงแสนถิ่นฐานเดิมของพระองค์  ด้วยเป็นเมืองริมเส้นทางน้ำใหญ่ เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ หากกองทัพใหญ่ของมองโกลรุกลงมาก็ยากจะต่อต้านได้ จึงทรงย้ายเมืองมาสร้างเมืองเชียงรายในปี พ.ศ.1805  เมืองฝาง เมืองพร้าว และสถาปนาเวียงกุมกาม เมืองขนาดเล็ก อยู่ติดแม่น้ำปิงทางทิศใต้ของเมืองเชียงใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. 1831 ในที่สุดพระองค์ก็ได้สถาปนาเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งแว่นแคว้น

.

      ในช่วงที่ทรงครองเมืองเวียงกุมกามในปี พ.ศ.1835 พญาเม็งรายได้ทำสงครามขยายดินแดนลงมาทางใต้จนสามารถยึดเมืองลำพูน – หริภุญไชยได้ ทำให้จำนวนไพร่พลและดินแดนกว้างขวางมากขึ้น ประกอบกับเวียงกุมกามเป็นเมืองที่มีขนาดเล็ก โดนกระแสน้ำหลากเข้ามาทับถมในเมืองในทุก ๆ ปี จนยากจะลอกดินทับถมออกได้ทัน จึงได้ทรงคิดจะสร้างเมืองใหม่ขึ้นทดแทน

.

      การสร้างเมืองเชียงใหม่ ก็มีตำนานเล่าว่า เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของกษัตริย์สามแคว้นใหญ่แห่งภูมิภาค พญาเม็งรายแห่งล้านนา พญางำเมืองแห่งพะเยา และพ่อขุนรามคำแหง แห่งแว่นแคว้นสุโขทัย

.

.

       ตำนานเมืองเชียงใหม่เล่าว่า ผู้นำแห่งรัฐทั้งสามกษัตริย์ เป็นพระสหายสนิทตั้งแต่ครั้งเดินทางไปศึกษาศิลปะวิทยาการด้วยกันที่เมืองลพบุรี หรือเมือง ลวปุระ ในราชอาณาจักรเขมร - สยามโบราณ ในภาคกลางของประเทศไทย

.

        ซึ่งก็เป็นร่องรอยหลักฐานสำคัญชิ้นแรกที่ปรากฏใน Myth หรือนิทานปรัมปราของตำนานเมืองเชียงใหม่ เชื่อมโยงให้เราเห็นอิทธิพลของเขมรพระนครธมที่เข้ามาสู่กรุงสุโขทัยและเมืองเชียงใหม่ ก็เพราะยุวกษัตริย์ทั้งสามได้เรียนรู้ความเป็นวัฒนธรรมเขมรไปจากลพบุรีนี่เอง

.

        กลับมาที่เมืองเชียงใหม่กันก่อน  ตามตำนานการสร้างเมืองเชียงใหม่ของพญาเม็งราย มีพ่อขุนรามคำแหงเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ รูปแบบของเมืองเชียงใหม่ จึงมีผังเมืองและการจัดการทรัพยากรน้ำเป็นพิมพ์เขียวเดียวกับกรุงสุโขทัย เรียกได้ว่าถอดแบบกันมาแทบทั้งหมด !!!

.

        ภูมิประเทศของเมืองเชียงใหม่มีแนวภูเขาอยู่ทางทิศตะวันตก และมีแม่น้ำอยู่ทางทิศตะวันออกบริเวณเชิงดอยสุเทพ มี “ห้วยแก้ว” เป็นลำน้ำใหญ่ไหลผ่านลงมายังพื้นที่ที่จะใช้สร้างเมืองใหม่ ซึ่งสามารถพัฒนาขึ้นเป็นระบบคันกั้นน้ำและทำชลประทานได้เช่นเดียวกับเมืองต้นแบบที่สุโขทัย

.

. 

        พญาเม็งรายไม่อยากจะสร้างเมืองติดแม่น้ำเหมือนอย่างแต่ก่อน เพราะหลายเมืองประสบปัญหาการกัดเซาะตลิ่ง การป้องกันเมืองและปัญหาดินทับถมจากน้ำหลากเช่นที่เวียงกุมกาม

.

       ตำนานเมืองเชียงใหม่บอกว่า พญาเม็งรายอยากจะสร้างเมืองที่มีขนาดใหญ่ มีกำแพงและคูเมืองล้อมรอบที่แข็งแรง ให้ได้กว้างยาวด้านละ 2,000 วา หรือประมาณ 4 กิโลเมตร ซึ่งจะใหญ่กว่าเมืองสุโขทัยและเมืองพะเยาหนึ่งเท่าตัว แต่ขนาดจะเกือบเท่าเมืองพระนครธม 
.

        แต่พ่อขุนรามคำแหงก็ได้ทรงแสดงความเห็นคัดค้าน ด้วยเหตุผลว่า หากสร้างเมืองขนาดใหญ่เกินไป ยามเมื่อมีศึกสงคราม ก็จะหาเกณฑ์ไพร่พลมารักษาเมืองได้ยาก จำนวนประชากรที่มีอยู่ก็ไม่สัมพันธ์กับขนาดของเมือง การจัดการทรัพยากรน้ำก็จะมีปัญหา ควรจะลดขนาดความกว้างให้เหลือด้านละ 1,000 วา หรือ 2 กิโลเมตร จะเหมาะสมกว่า ซึ่งพญางำเมืองก็เห็นด้วยกับพ่อขุนรามคำแหง เพราะหากล้านนาเป็นเมืองขนาดใหญ่ขึ้น ไพร่พลและแสงยานุภาพก็จะมากขึ้น แคว้นพะเยาซึ่งมีอาณาเขตแคว้นอยู่ติดกัน ก็อาจจะมีปัญหาและตกอยู่ในอันตราย เพราะดูเหมือนว่าพญาเม็งรายก็ต้องการจะเข้ายึดครองแคว้นพะเยาอยู่หลายครั้ง

.

        พ่อขุนรามคำแหง “น่าจะ” ทรงเชี่ยวชาญในการจัดการระบบชลประทานเขื่อนกั้นน้ำมาก่อน ดังปรากฏหลักฐานเขื่อนกั้นน้ำสรีดภงส์ขนาดใหญ่ทางทิศตะวันตกของกรุงสุโขทัยที่สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง เมืองก็ตั้งห่างไกลจากแม่น้ำยมมาก

.

       ตำนานเมืองเชียงใหม่กล่าวว่า   “…คือว่าน้ำห้วยแก้ว อันไหลเข้าสู่แจ่งหัวลินเลี้ยงบ้านเลี้ยงเมืองนั้น คันว่านองมาแลน้ำตกตาดเวลากลางคืนนั้น คนทั้งหลายอันอยู่ในเวียงก็ดี คันได้ยินเสียงน้ำห้วยแก้วตกตาด ได้ยินเสี้ยงทั่วบ้านทั่วเมืองทังมวล บ้านนอกขอกนิคมก็ได้ยินเสียงชุแห่งชุ ที่นั้น บ้านเมืองทังมวลก็อยู่วุฒิจำเริญสุขยิ่งนักชะแล ปีใดน้ำห้วยแก้วนอง เวลากลางคืน แลคนทั้งหลายบ่ได้ยินเสียงน้ำห้วยแก้วตกตาดนั้น บ้านเมืองทั้งมวลก็จะเป็นทุกข์นานาต่างๆ ทังสัตว์แลคนทังหลาย ก็จักตายมากนักชะแล…”      

.

        แปลความว่า ถ้าปีใด ในเวลากลางคืน ชาวเวียงเชียงใหม่ทั้งในและนอกเมืองได้ยินเสียงน้ำตกกระทบหินผาดังสนั่นหวั่นไหว ปีนั้นน้ำท่าและพืชพันธุ์ธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์ ผู้คนจะสุขสบาย หาก (ฤดูน้ำ) ปีใดชาวเมืองไม่ได้ยินเสียงน้ำตกโกรกกระแทกแก่งหิน ปีนั้นก็จะแห้งแล้ง ทั้งผู้คนสัตว์เลี้ยงจะได้รับความทุกข์ยากและล้มตายมากนัก

.
       ซึ่งนั้นก็แสดงว่า ถึงขุนเขาดอยสุเทพจะมีน้ำมากและพอเพียง แต่ในบางปีก็อาจจะแล้งจนก่อให้เกิดปัญหาต่อการดำรงชีวิตได้ จึงต้องมีการคิดสร้างระบบชลประทานไว้พร้อมกันกับการสร้างเมืองใหม่

.
         พญาเม็งรายสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นโดยใช้คติการสร้างเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ในคติจักรวาล 4 ด้านเท่าแบบเดียวกับสุโขทัย และมีการสร้างระบบชลประทาน เป็นเขื่อนคันดินขนาดใหญ่ ตัวเขื่อนสร้างด้วยดินเหนียว (homogenous fill) ความยาวสันเขื่อนประมาณ 1 กิโลเมตร บริเวณเวียงโบราณเจ็ดลิน (ปัจจุบันอยู่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียกว่า "อ่างแก้ว" ) เช่นเดียวกับระบบ "สรีดภงส์" ของกรุงสุโขทัย 


         น้ำจากเขื่อนใหญ่ “เจ็ดลิน” จะถูกพักไว้ในคันดินอีกระดับหนึ่งเพื่อกรองตะกอน ก่อนจะไหลลงมายังเมืองเชียงใหม่ตรงมุมกำแพงที่แจ่งหัวริน

.
        ในขณะที่เมืองสุโขทัยก็มี “ลำคลองเสา”บังคับน้ำจากเขื่อนสรีดภงส์ ให้ไหลเข้าคูเมืองตรงมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ในลักษณะเดียวกัน

.
        เมื่อน้ำจากภูเขาดอยสุเทพเข้ามาในตัวเมืองเชียงใหม่มากเกินไปจนกลายเป็นอุทกภัย น้ำปริมาณมากจะถูกระบายตามคูเมืองทางทิศเหนือไปลงลำน้ำแม่ข่า ออกไปสู่แม่น้ำปิง

.         

       จากผังเมืองและระบบชลประทานของเมืองเชียงใหม่ เรามาดูคติความเชื่อในการสร้างเมืองใหม่ ที่หลงเหลืออยู่กันบ้างครับ

.        

        เวียงเชียงใหม่มีจุดศูนย์กลางเมืองเช่นเดียวกับเมืองในวัฒนธรรมล้านนาทั่วไป เรียกว่า “สะดือเมือง” หรือ “สายดือเมือง” ปัจจุบันเป็นวัดสะดือเมืองหรือวัดอินทะขิล เชื่อว่ามีการสถาปนา "เสาสะดือเมือง"หรือ"เสาหลักเมือง" ในสมัยแรกสร้าง จนเมื่อเมืองเชียงใหม่ร้างไปเกือบ 60  ปี พระเจ้ากาวิละจึงกลับมาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ขึ้นอีกครั้งในปี 2339  จึงได้ย้ายเสาอินทะขิลไปตั้งใหม่ในบริเวณวัดเจดีย์หลวง จนถึงในปัจจุบัน

.

        “ข่วงเมือง” ก็คือสนามหลวงหรือพื้นที่โล่งกว้างภายในเมืองในวัฒนธรรมล้านนา เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมและกิจกรรมหลวงของเมือง  พื้นที่บางส่วนของข่วงเมืองจะเป็นที่ตั้งของคุ้มวังเจ้านายและหอคำ และเป็นที่ตั้งของวัดหลวงประจำข่วง เรียกกันว่า “วัดหัวข่วง” 

.

         วัดประจำ "ข่วงเมือง"ของเมืองเชียงใหม่ คือวัดหัวข่วงแสนเมืองมาหลวง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของข่วงเมือง เดิมชื่อวัดพระเจ้าแสนเมืองมา แต่ชาวบ้านมักเรียกวัดหัวข่วงกันจนติดปากครับ

.

.

       ข่วงเมืองเชียงใหม่มีชื่อว่า “ข่วงสนามหลวง”หรือ “ข่วงหลวง”  เคยเป็นที่ถวายพระเพลิงศพของพญาเม็งราย ในปี พ.ศ. 1890 (ตามตำนาน) ปัจจุบันยังมีข่วงหลวงบางส่วนหลงเหลืออยู่ตรงบริเวณลานหน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์เท่านั้นครับ

.

         วัดพระเจดีย์หลวง เป็นศาสนสถานในคติ "พระมหาธาตุ" ศูนย์กลางของนครใหญ่ สร้างขึ้นพร้อมกับเมืองเชียงใหม่ในครั้งพญาเม็งรายสถาปนาเมือง แต่ก็มีการบูรณะและสร้างเสริมต่อกันให้ใหญ่ขึ้นโดยกษัตริย์เชียงใหม่พระองค์ต่อ ๆ มา จนเกิดเหตุแผ่นดินไหวในราวพุทธศตวรรษที่ 22 ทำให้ยอดเจดีย์พังถล่มลงและยากจะปฏิสังขรณ์จนทิ้งร้างไป จนเมื่อปี 2535 กรมศิลปากรได้เข้าซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ ซึ่งผมได้นำภาพการซ่อมแซมใหญ่ครั้งนั้นบางส่วนมาให้ชมด้วยครับ

.

.

.

         กำแพงเมืองเชียงใหม่มีสองชั้น ชั้นนอกเป็นกำแพงดินอัด เรียกกันติดปากว่า "กำแพงดิน" เริ่มต้นจากแจ่งศรีภูมิทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตามลำแม่ข่า ลงมาทางทิศใต้ผ่านลำคูไหวไปจรดแจ่งกู่เฮืองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะเมือง

.

.

.

        หลายคนก็สันนิษฐานกันว่ากำแพงดิน เดิมน่าจะสร้างขึ้นในคราวเดียวกับช่วงสร้างเมืองเชียงใหม่ในครั้งแรก หรือมีอายุเก่าแก่กว่า แต่ในความเห็นของผม กำแพงดินน่าจะมีอายุหลังจากการสร้างเมืองเชียงใหม่ เป็นร่องรอยการขยายตัวของเมืองที่เริ่มคับแคบลงมาทางทิศใต้ ประตูเมืองทางทิศใต้ขยายออกเป็นสองประตู และน่าจะมีการสร้างกำแพงดินขึ้นโดยใช้ไม้เป็นเสาเรียงระเนียดติดชิดกัน แล้วขุดดินจากคูขึ้นมาอัดหลังแนวเสาไม้เป็นเชิงเทิน

.

.

        เหตุผลของการสร้างเชิงเทินดินและคูน้ำหันหน้ามาทางทิศใต้ตามแนวของแม่น้ำปิงนี้ “อาจจะ” มีเหตุผลจากความต้องการตั้งเมืองรับศัตรูจากทางทิศใต้ ในสมัยที่ "พม่า" มีอิทธิพลในเมืองเชียงใหม่ยาวนานกว่า 200 ปี จึงได้สร้างกำแพงดินแนวนอก ไว้เพื่อรับศึกกรุงศรีอยุธยาที่จะเดินทัพขึ้นมาตามลำน้ำปิงทางทิศใต้ มิให้เข้ามาประชิดกำแพงได้โดยง่าย

.

        ยังมีหลักฐานสำคัญในการติดต่อแลกเปลี่ยนและความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างเมืองสุโขทัยและเมืองเชียงใหม่ในยุคร่วมสมัยการสร้างเมืองเชียงใหม่ก็คือ มี “เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือทรงดอกบัวตูม” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะสุโขทัยอยู่รอบเจดีย์ประธานวัดสวนดอก

.

.

.

       เจดีย์สุโขทัยทรงพุ่มข้าวบิณฑ์น่าจะสร้างขึ้นในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 20 แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย เมื่อครั้งที่พระครูบาศรีวิชัยมาบูรณะวัดสวนดอกที่อยู่สภาพชำรุดทรุดโทรม ก็ได้รื้อเจดีย์แบบสุโขทัยทิ้ง แล้วมาสร้างเป็นเจดีย์ศิลปะแบบล้านนา(ยุคหลัง)แทนจนหมดครับ

.

.

        จากที่มุขปาฐะมาทั้งหมดจึงพอสรุปได้ว่า อิทธิพลของสุโขทัยได้สร้างให้เมืองเชียงใหม่กลายมาเป็นเมืองคู่แฝดในพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 ครับ !!!

.

.

.

      แต่กรุงสุโขทัยในก่อนพุทธศตวรรษที่ 19  ก็คือเมืองใน "วัฒนธรรมเขมรโบราณ" ที่รับอิทธิพลโดยตรงมาจากเมืองพระนครหลวงหรือเมืองพระนครธม ในพุทธศตวรรษที่ 17 – 18  อีกต่อหนึ่ง เรามาดูความเหมือนที่น่าฉงนกันครับ

.

       เมืองพระนครหลวงหรือนครธม มีผังเมืองสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ในคติศูนย์กลางจักรวาลแห่งโลกตามคติฮินดูและวัชรยานตันตระ มีกำแพงศิลาและคูน้ำล้อมรอบ สร้างขึ้นใหม่ในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีปราสาทบายนเป็นศูนย์กลางของเมืองหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีปราสาทนครวัดและคูน้ำขนาดใหญ่อยู่ทางทิศใต้ มีแม่น้ำเสียมเรียบอยู่ทางทิศตะวันออก มีระบบชลประทานขนาดใหญ่ที่เรียกว่า บารายตะวันออกและบารายตะวันตก

.

.

       ในขณะที่กรุงสุโขทัย เป็นเหมือนเมืองคู่แฝดของเมืองพระนครธมแต่มีขนาดย่อมกว่า โดยมีผังเมืองสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ในคติศูนย์กลางจักรวาลแห่งโลกในคติที่รับมาจากเขมรอีกทีหนึ่ง มีกำแพงและคูน้ำล้อมรอบ มีวัดมหาธาตุเป็นศูนย์กลางของเมืองหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีปราสาทพระพายหลวงและคูน้ำขนาดใหญ่เป็นชุมชนเริ่มแรกของสุโขทัยอยู่ทางทิศเหนือ มีแม่น้ำรำพันอยู่ทางทิศตะวันออก มีระบบชลประทานที่เรียกว่า เขื่อนสรีดภงส์อยู่ทางทิศตะวันตก

.

        ความเหมือนกันของกรุงสุโขทัยกับเมืองพระนครหลวงคงไม่ใช่เกิดจากความบังเอิญหรือจินตนาการอย่างแน่นอนครับ เพราะมีหลักฐานที่ยืนยันถึงอิทธิพลของราชอาณาจักรขอมกัมพุชาเทศที่บริเวณถูมิภาคเมืองสุโขทัยและใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก ทั้งปราสาทเขาปู่จา ปราสาทวัดพระพายหลวง ศาลตาผาแดง รูปสลักพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 วัดศรีสวาย เมืองเชลียง ฯลฯ ล้วนมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 – 18 ก่อนหน้าที่ราชวงศ์พระร่วงที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ผสมเขมรขอม-ไท-ลาว ได้เข้ามาครอบครองกรุงสุโขทัยในพุทธศตวรรษที่ 18 – 21 ต่อจากกลุ่มคนในตระกูลลูกผสมออสโตรนิเชี่ยนของเขมรศูนย์กลางที่อ่อนแอและสิ้นอิทธิพลลงจากภูมิภาคนี้

.

.

       กลิ่นอายสังคมและวัฒนธรรมแบบเขมรโบราณ จากหลักฐานทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ คติชนวิทยา รวมทั้งตำนานปรัมปรา( Myth) ล้วนแสดงให้เห็นภาพของการติดต่อเชื่อมโยงกันระหว่างภูมิภาคสุโขทัย ล้านนา กับเมืองลวปุระ ไปยังเมืองพระนครหลวง นครธมอันยิ่งใหญ่

.

      เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า เมืองเชียงใหม่ก็คือ “ภาพเงาสะท้อนของพระนครธม” จุดสุดท้ายที่อยู่เหนือสุดของภูมิภาค ก่อนจะกลืนกลายมาเป็นเมืองในวัฒนธรรมล้านนาและพม่าอย่างสมบูรณ์เมื่อหลุดออกจากความเป็นวัฒนธรรมสุโขทัย จากชาวลัวะ ชาวไต กลายมาเป็นชาวม่านพม่าและเงี้ยว จนกลายมาเป็นคนไทยในปัจจุบัน

.

.

        จากพระนครธมมาสู่กรุงสุโขทัยและไปสิ้นสุดที่เวียงพิงค์ จนกลายมาเป็นเมืองคู่แฝดทั้งสามนครในที่ต่างกัน เป็นความเหมือนกันโดยเจตนาและไม่เคยปรากฏในที่อื่น ๆ ของสุวรรณภูมิเลยครับ !!!

.

. 

        ไปเชียงใหม่คราวหน้า ก็ลองแวะไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเชียงใหม่กันดูนะครับ ท่านอาจจะได้พบหลักฐานที่ไม่คาดคิดว่าจะมีมาถึงเมือง "นพบุรีศรีนครพิงค์" เช่นรูปสลักหินทราย รูปเครื่องแต่งกายแปลก ๆ  ซุ้มหน้าบันนาคสะดุ้ง ที่อาจจะแฝงอิทธิพลวัฒนธรรมจากแดนเขมรพระนครที่ห่างไกล ส่งมาสู่เมืองศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา หลงเหลืออยู่ก็ได้

.

        แต่อย่าเผลอไปกล่าวคำทักทายใครว่า  “ซัวสะเดย เจ้า” เข้าล่ะ เรื่องนี้มันเป็นเพียงมุขปาฐะนอกกรอบ ที่เล่าเรื่อง "เมืองนพบุรีศรีนครพิงค์" เมื่อเวลาที่นานแสนนานมาแล้วเท่านั้นเอง

.

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net