วันที่ อังคาร ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตามรอยแม่น้ำโขง แวะดูสะดือโขงที่บึงกาฬ แล้วลงไปไหว้พระพุทธบาทกลางโขงที่ท่าอุเทน


"สายนทีรินหลั่งจากฟ้า แบ่งพสุธาเป็นซ้ายและขวาสองฝั่ง หากน้ำกั้นขวางก็บ่สำคัญ แต่ความสัมพันธ์ของเรามั่นคงเรื่อยไป.." เรื่องราวจากบทเพลง สองฝั่งโขง ที่บอกเล่าถึงภาระหน้าที่ที่คนไกลโขงมอบหมายไว้ให้กับสายน้ำ อุดมการความคิดที่อาจละเลยถึงวิถีธรรมชาติและจิตวิญญานของคนริมโขงทั้งสองฝั่ง

แม่น้ำโขงเมื่อไหลผ่านอำเภอเมืองหนองคายแล้ว ก็ยังคงเรื่อยไหลหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนทั้งสองฝั่งผ่านอำเภอโพนพิสัย กิ่งอำเภอรัตนวาปี อำเภอปากคาด อำเภอบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดหนองคาย ก่อนที่จะไหลเข้าสู่เขตจังหวัดนครพนม

เรื่องราวความเชื่อของผู้คนสองฝั่งโขงเกี่ยวกับการปกครองและการสร้างเมืองของพญานาค ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคเฉพาะแนวลำน้ำโขงในพื้นที่จังหวัดหนองคายในวันออกพรรษา ซึ่งในปีนี้จะตรงกับวันที่ 26 ตุลาคม 2550 แม่น้ำโขงที่อำเภอโพนพิสัย คือประตูทางออกสู่เมืองมนุษย์ของเมืองบาดาล บั้งไฟพญานาคจึงเกิดขึ้นเป็นประจำที่นี่

 

แต่สำหรับที่แก่งอาฮง อำเภอบึงกาฬ คือเมืองหลวงของเมืองบาดาลที่ว่า แม่น้ำโขงตรงบริเวณนี้เชื่อกันว่าเป็นจุดที่มีความลึกที่สุดของลำน้ำโขงทั้งสาย จนได้ชื่อว่าเป็นสะดือแม่น้ำโขง ซึ่งมีถ้ำใต้น้ำทะลุออกไปที่ภูงูฝั่งลาว บั้งไฟพญานาคที่เห็นตรงที่อื่นจะเป็นสีแดงอมชมพู แต่ที่แก่งอาฮงนี้จะเห็นเป็นสีเขียวนวล

 

ที่แก่งอาฮง ริมฝั่งลำน้ำโขงฝั่งไทยเป็นที่ตั้งของวัดอาฮงศิลาวาส ตำบลไคสี ภายในพื้นที่บริเวณวัดเต็มไปด้วยก้อนหินทรายขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับแก่งหินที่กลางลำน้ำโขง ทางวัดก็เลยจัดตกแต่งให้เป็นสวนหินดูสวยงาม

 

วัดอาฮงศิลาวาสอยู่ห่างจากตัวอำเภอบึงกาฬไปตามทางหลวงหมายเลข 212 ทางที่จะไปอำเภอปากคาด ประมาณ 12 กิโลเมตร ฝั่งตรงข้ามเป็นพื้นที่เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ ของลาว ซึ่งตัวเมืองตรงที่ลำน้ำซันไหลลงสู่ลำน้ำโขงจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตัวอำเภอบึงกาฬ

แม่น้ำโขงเมื่อไหลผ่านเข้าสู่พื้นที่จังหวัดนครพนม จะไหลผ่านอำเภอบ้านแพง และอำเภอท่าอุเทน ก่อนที่จะไหลผ่านอำเภอเมืองนครพนม

ตามทางหลวงหมายเลข 212 จากจังหวัดหนองคายมุ่งหน้าจังหวัดนครพนม ก่อนที่จะถึงตัวอำเภอท่าอุเทนประมาณ 18 กิโลเมตร จะมีทางแยกเข้าบ้านไชยบุรี จุดชมแม่น้ำสองสีอีกแห่งหนึ่ง บริเวณปากแม่น้ำสงครามที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง

 

ตรงจุดชมวิวเป็นร้านอาหารชื่อ ร้านปากแม่น้ำ ที่อาหารออกแบบมาจากปลาในลำน้ำโขง และกุ้งจากแม่น้ำศรีสงคราม สินค้าถิ่นที่ขึ้นชื่อก็คือ ปลาส้มชะโด หรือที่เรียกสั้น ๆ กันว่า ส้มปลาโด

ถัดมาก่อนถึงตัวอำเภอท่าอุเทน เป็นที่ตั้งของพระธาตุท่าอุเทน ซึ่งกำลังจะมีอายุครบ 100 ปี ในปี 2554 ถือกันว่าเป็นพระธาตุประจำคนที่เกิดวันศุกร์ ภายในบรรจุพระธาตุของพระอรหันต์ที่มีการอัญเชิญมาจากกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า

 

อีกฟากของแม่น้ำโขงฝั่งลาวเป็นพื้นที่บ้านหินบูน เมืองหินบูน แขวงคำม่วน ของลาว

 

ออกจากตัวอำเภอท่าอุเทนไปทางอำเภอเมืองนครพนม ตามทางหลวงหมายเลข 212 ประมาณ 9 กิโลเมตร ในพื้นที่ตำบลเวินพระบาท อำเภอท่าอุเทน เป็นที่ตั้งของวัดพระบาทเวินปลา ในลำน้ำโขงหน้าวัดห่างจากฝั่งมีโขดหิน ซึ่งน้ำจะท่วมในฤดูน้ำหลาก และโผล่พ้นน้ำในฤดูน้ำแล้ง โดยภาษาถิ่น เวิน ก็คือ วังน้ำวน

 

บริเวณตรงกลางโขดหินที่ว่าจะมีร่องรอยคล้ายรอยเท้า ซึ่งผู้คนสองฝั่งโขงเชื่อเหมือนกันว่าเป็นรอยฝ่าพระบาทเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า ซึ่งเล่าเรื่องต่อ ๆ กันมาว่า พระยาปลาผู้ซึ่งมีถิ่นพำนักอยู่ในลำโขงบริเวณนี้ และปางชาติให้หลังได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จึงได้เสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทไว้เพื่อเป็นการระลึกถึงพระอดีตชาติ

 

ช่วงเวลาที่แนะนำสำหรับการเดินทางคือช่วงวันสงกรานต์ที่จะมีงานเทศกาลนมัสการ ทางวัดจะทำทางเดินจากฝั่งไปยังโขดหิน เป็นการนมัสการรอยพระพุทธบาทที่ได้มีโอกาสสัมผัสกับผืนน้ำโขงที่ใสเย็น อย่างที่ต้องไปสัมผัสรู้ด้วยตัวเอง

รอยธรรมชาติบนโขดหินมีขนาดกว้างประมาณ 70 เซนติเมตร ยาวประมาณ 180 เซนติเมตร ตรงกลางถูกสลักไว้ด้วยรอยรูปดอกบัว

 

ความเชื่อของคนสองฝั่งเกี่ยวกับเรื่องราวของลำน้ำ นำไปสู่งานบุญประเพณีที่คนทั้งสองฝั่งได้ทำและมีความสุขร่วมกัน การรับรู้ทางจิตวิญญานถึงความผูกพันเป็นญาติพี่น้องของคนริมโขง เป็นสิ่งที่ช่วยลดตระหนักสำนึกอันแปลกแยกของความเป็นรัฐชาติได้อย่างหมดจด

ถ้าวันนี้ของความเชื่อจะช่วยรักษาความดีงามและความงดงามของลำน้ำสายนี้ไว้ จะมีเหตุผลใดที่ยิ่งใหญ่เพียงพอที่คนนอกโขงจะไปทำลายศรัทธาความเชื่อนั้น แล้วปล่อยให้สายน้ำเผชิญอยู่กับยถากรรมแต่ลำพัง !!!

ชาร / 9 ตุลาคม 2550

โดย ชาร

 

กลับไปที่ www.oknation.net