วันที่ อังคาร ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความรุนแรงกับสิทธิมนุษยชน


สวนทางปืน / (ฉ.800)            


 ผู้เขียนค่อนข้างสับสนอยู่บ้างกับคำพิเศษสองสามคำ ที่มักจะพูดถึงบ่อยๆ เมื่อพื้นที่ไหนหรือประเทศไหนมีความขัดแย้งกัน โดยมีคู่ขัดแย้งกัน ระหว่างรัฐกับประชาชน หรือเผ่าชนหนึ่งกับอีกเผ่าชนหนึ่ง หรือแม้แต่กรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยมนุษย์กันเอง เลือกที่จะใช้แนวทางการต่อสู้ด้วยการแลกกับเลือดเนื้อและวิญญาณ เพื่อเป้าหมายของตนเอง

 ทั้งหมดนี้มักมีกรอบการวิเคราะห์ จึงมีการใช้คำอยู่สองสามคำเป็นบรรทัดฐานเสมอ คือ สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และ ความมั่นคงของชาติ

 คำเหล่านี้บางครั้งก็อธิบายขัดแย้งกัน บางครั้งก็พอจะสอดคล้องกันได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะขัดแย้งกันมากกว่า และความไม่สอดคล้องกันหรือขัดแย้งกัน ก็ยังขึ้นอยู่กับว่า ใครเป็นคนพูด ใครเป็นคนใช้ และใครได้ประโยชน์จากมัน

 ในอดีต ชาติตะวันตกออกล่าอาณานิคมและแข่งขันกันยึดครองแผ่นดินต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ของชาติตน โดยไม่ได้สนใจหรือให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน และความยุติธรรมเลย แต่ทั้งหมดก็เพื่อความมั่นคง ความมั่งคั่งของชาติตนเป็นหลัก การขูดรีดกดขี่ข่มเหงชาติใต้อาณานิคม เป็นไปด้วยความรู้สึกที่ไม่เท่าเทียมกัน เห็นมนุษยชาติอื่นเผ่าพันธุ์อื่นต่ำต้อยกว่าชาติตนเผ่าพันธุ์ตนเองเสมอ

 จนกระทั่งปัจจุบันนี้ความรู้สึกลึกๆ ที่เชื่อว่าชาติตะวันตก หรือที่เราเรียกว่าฝรั่ง ก็ยังคงรู้สึกเผ่าพันธุ์ตนเองเหนือกว่าพิเศษกว่า แต่ทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องความยุติธรรมหรือความเสมอภาคกันในความเป็นมนุษย์ กลับถูกนำเสนอโดยชาติตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ และถือว่าเป็นหัวขบวน หรือเป็นบรรทัดฐานของเรื่องเหล่านี้ด้วยซ้ำไป และโดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพ ถือได้ว่าชาติตะวันตกหรือฝรั่งเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมันเลยทีเดียว

 ดังนั้นเมื่อเราพูดถึงเรื่องเหล่านี้ เรามักจะมองดูฝรั่งเป็นหลัก และการมองดูฝรั่งของเราก็มักจะมองด้วยหูมากกว่ามองด้วยตา หมายถึงว่า เราจะฟังที่เขาพูดเขาโฆษณามากกว่าที่เราจะใช้ตาดูตาอ่านที่เขาเขียนเขาบันทึก และหากเราตั้งใจค้นคว้าเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อย เราจะเห็นได้ว่า ทั้งความอธรรม การละเมิดสิทธิมนุษยชน และลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน สามารถกระทำได้ทันทีภายใต้กฎหมายเพื่อความมั่นคงของชาตินั้น คือ ในบรรดาชาติตะวันตก กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง มีความศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยสิทธิพิเศษมากมาย ที่ประชาชนควรจะลืมคำว่าเสรีภาพ ความยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนไปเลย

 แต่น่าแปลกตรงประเด็นเหล่านี้ เมื่ออยู่ในประเทศอื่นๆ กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โต รัฐบาลทุกรัฐบาลแทบจะถูกเขกหัวทันที หากบังอาจอ้างกฎหมายความมั่นคงของชาติที่จะส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

 ผู้เขียนกล่าวมาค่อนข้างยาว เพราะรู้สึกผู้คนในประเทศไทยดูเหมือนจะเอาจริงเอาจังกับ สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ มากเกินกว่าฝรั่งที่เป็นต้นแบบเสียอีก เช่น ในกรณีพื้นที่สามจังหวัดบางพื้นที่รัฐได้ประกาศใช้กฎอัยการศึก ทำให้มีเสียงคัดค้าน ติเตียนกัน จนรัฐบาลออกพระราชกำหนดฉุกเฉินฯ นำมาใช้ ฟังแล้วทันสมัยขึ้นมาหน่อย แต่กฎอัยการศึกก็ยังใช้อยู่ ก็ใช้เพียงบางข้อบางประเด็นเท่านั้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความมั่นคงของชาติเป็นหลัก

 แม้ดูเหมือนจะไปกระทบกับคำว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนบางส่วนอยู่บ้าง และยิ่งมาในห้วงเวลานี้รัฐเลือกที่จะเปิดยุทธการปิดล้อมตรวจค้นและควบคุมตัวแกนนำหรือแนวร่วม ทั้งตามกฎอัยการศึก หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ควบคุมตัวกันหลายๆ วัน จนมีเสียงท้วงติงจากฟากฝั่งนักสิทธิมนุษยชน นักยุติธรรมต่างๆ โดยฝ่ายนักต่างๆ เห็นว่ารัฐกำลังปฏิบัติละเมิดสิทธิของประชาชน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยเสนอข้อมูลความยากลำบากและความยุ่งยากของครอบครัวผู้ถูกควบคุมตัว และยังเห็นว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐเหวี่ยงแหเดาสุ่ม หรือจับผิดจับถูก โดยตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะส่งฟ้องดำเนินคดีอาญา

 ประเภทจับตัวคุมตัวกันแล้วสุดท้ายก็ต้องปล่อยตัวเมื่อครบกำหนดเวลาที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้อำนาจไว้ และตรงที่กล่าวกันว่าไม่มีหลักฐานจะฟ้องนี่แหละเป็นข้อครหาที่ว่าฝ่ายรัฐละเมิดสิทธิประชาชน เพราะไปควบคุมตัวคนโดยไม่มีหลักฐานจริงๆ จังๆ แต่ในขณะที่ฝ่ายรัฐกลับเข้าใจและมองว่าสามจังหวัดนั้นเป็นพื้นที่พิเศษ ต้องใช้วิธีพิเศษ การก่อเหตุก่ออาชญากรรมต่างๆ นั้น ไม่ใช่ในแบบปกติทั่วไป แต่มีเป้าหมายทางการเมือง ทางอุดมการณ์เป็นสาเหตุหลัก

 ดังนั้น จะมัวแต่มุ่งจับกุมคุมขังส่งฟ้องเอาเข้าคุกเข้าตะรางเหมือนเป็นอาชญากรไม่ได้ เพราะมันอยู่ในหัว ไม่ใช่อยู่ในสันดาน ฉะนั้น จึงเลือกวิธีการ ควบคุมตัวกันนานๆ เพื่อสลายพฤติกรรม ปรับความคิดความเชื่อกันใหม่ เหมือนกลุ่มคนที่เขากำลังยกพวกตีกัน ไม่รู้ใครเป็นใคร ผู้ที่ชัดเจนเห็นชัดก็ใช้วิธีปฏิบัติอย่างหนึ่ง คนที่วิ่งมั่วๆ อยู่ในที่เกิดเหตุก็ใช้วิธีอีกอย่างหนึ่ง คือใช้วิธีแยกคนที่ตีกันออกจากกันก่อน แล้วหาที่หาทางให้ไปสงบสติอารมณ์ เผื่อว่าจะได้คิดกันได้เพราะเห็นทุกข์เห็นโศกของครอบครัวญาติพี่น้องที่ต้องพลอยมาเดือดร้อนเพราะการกระทำของเรา ถ้าฝ่ายรัฐมีมุมมองเช่นนี้ ก็ยังนับว่าคิดดี คิดถูก เพราะยังไงเสียก็เป็นเรื่องความขัดแย้งกันของคนในชาติ คับข้องหมองใจอะไรกัน ก็ใช้วิธีพูดคุยเจรจากัน

 ถ้ารัฐเลือกวิธีจับกุมส่งฟ้อง เอาเข้าคุกกันทุกราย แม้สุดท้ายศาลอาจจะฟังว่ามีหลักฐานไม่พอจะลงโทษ ยกฟ้องกันไป แต่ผู้ต้องหาหรือจำเลยเหล่านี้ก็ต้องอยู่ในคุกในตะราง หรือเรือนจำเป็นเวลานานเป็นปี ครอบครัวก็จะเดือดร้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก ถึงแม้สุดท้ายถ้าศาลจะยกฟ้อง ก็เป็นเพียงการยืนยันว่าไม่ผิดตามฟ้องในกระดาษเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงคนเหล่านี้ ต้องอยู่ในเรือนจำในที่ที่เดียวกันกับผู้ที่ศาลตัดสินว่าผิดไปแล้ว แม้จะอยู่ต่างชื่อต่างแดนกันก็ตาม แล้วอย่างนี้เราจะเรียกว่ายุติธรรมหรือไม่?
 ผู้เขียนมองว่าบางครั้งเราจะคิดอะไรตามตำรับตำรามากเกินไปก็ไม่ดี โดยเฉพาะผู้คนในสังคมไทยส่วนใหญ่ที่ยังคงมองปัญหาที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดแบบด้านเดียว ไม่ค่อยได้ศึกษารากเหง้าหรือสาเหตุหลัก ทั้งในมุมประวัติศาสตร์ และพลวัตของสังคมที่นี่ หรือไม่ก็มองด้านเดียวในด้านของสิทธิมนุษยชน หรือความยุติธรรมที่ไร้ชีวิตชีวา เป็นความยุติธรรมตามตัวอักษร ไม่ใช่ความยุติธรรมที่เป็นทางเลือก ซึ่งควรจะตีความคำว่า ความยุติธรรม คือการยุติข้อขัดแย้งด้วยความเป็นธรรม ไม่ใช่ความยุติธรรมที่เป็นตัวบทกฎหมาย ที่จะต้องยุติกันที่ศาลเท่านั้น เช่นเดียวกัน คำว่า สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ ก็ไม่ควรเป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์ ยึดมั่นถือมั่นกันจนไม่สามารถควบคุมสังคมกันได้

 ในมุมมองของอิสลามถือว่า สิทธิของมนุษย์แต่ละคน จะเป็นเพียงสิทธิของกันและกัน ซึ่งเป็นสิทธิที่ขึ้นอยู่กับฐานภาพของตนเอง ที่มีทั้งสิทธิที่เหนือกว่าและการรองรับสิทธิของฐานภาพของผู้อื่น เช่น สิทธิของพ่อที่มีต่อลูก และสิทธิของลูกที่มีต่อพ่อ สิทธิของภรรยาต่อสามีและสิทธิของสามีต่อภรรยา ไล่เรียงกันไปจนถึงสิทธิของสิ่งถูกสร้างอื่นต่อมนุษย์ และสิทธิของมนุษย์ต่อสิ่งถูกสร้างอื่นๆ เช่น อิสลามกล่าวถึงสิทธิของมนุษย์ที่พระเจ้าอนุมัติให้แสวงหาอาหารจากธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกัน สิทธิของบรรดาอาหารเหล่านั้นก็มีเหนือมนุษย์เหมือนกัน โดยมนุษย์จะกินทิ้งกินขว้างไม่ได้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิ หรือการที่มนุษย์จะเอาการล่าสัตว์เพียงเพื่อความบันเทิงไม่ได้เด็ดขาด เป็นการละเมิดชีวิตสัตว์นั้นๆ

 ดังนั้น ทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ หรือแม้แต่ ความยุติธรรม มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวมันเองที่เป็นเพียงคำๆ หนึ่งเท่านั้น แต่มันจะต้องสะท้อนถึงความดีสูงสุดของมนุษย์ด้วย และองค์คุณของความดีสูงสุดก็คือความเมตตากรุณา ซึ่งทั้งหมดนี้ มนุษย์ยังจะต้องผ่านด่านที่สำคัญที่สุด คือ การให้อภัย

 เพราะหากไม่มีการให้อภัยแล้ว การสำแดงถึงความเมตตากรุณาก็จะเป็นเพียงคุณธรรมธรรมดาๆ เท่านั้น การให้อภัยเป็นตัวเสริมให้ความเมตตากรุณาสมบูรณ์ขึ้นด้วยกับคำว่า ปรานี แต่ทั้งหมดนี้ ความอดทน คือรากเหง้าของมัน และวันนี้ทั้งสังคมไทยส่วนใหญ่ และสังคมสามจังหวัด ยังคงต้องการความอดทน อดกลั้น ถึงที่สุดที่เราเรียกว่า ขันติธรรม เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ทุกฝ่ายเข้าอกเข้าใจกัน และหาทางออกต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่ดำรงอยู่ อย่างยุติธรรมจริงๆ

 อีกทั้ง ความเมตตากรุณาปรานี การให้อภัย และขันติธรรม มีความสำคัญสูงสุดที่ฝ่ายรัฐจะต้องยึดมั่นเป็นแบบอย่าง จึงจะสามารถสะท้อนให้ผู้คนสามจังหวัด สัมผัสมันได้ในความรู้สึกของ คำว่า 'ความยุติธรรมและสิทธิที่เท่าเทียมกัน' หาใช่ สิทธิมนุษยชน หรือสิทธิเสรีภาพ จอมปลอมอย่างที่มักพูดถึงกัน

โดย บะห์รูน

 

กลับไปที่ www.oknation.net