วันที่ อังคาร ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รักภาษาไทย..คือรักษ์วิถีไทย คำว่า น้ำฉอง...เคยได้ยินไหมพี่น้อง


"""""""""""

“เวลาน้ำฉอง ปลาจะเมาน้ำ ลอยหัวเป็นแพ ถึงเวลานั้น เราลอยเรือ เอาสวิงมาช้อนตักกันได้สบายๆ” 

ควันกรุ่นๆ ลอยออกจากปากผู้พูด แกดีดขี้ยาที่ปลายมวนเบาๆ ก่อนจะยกขึ้นสูดมันอีกหน ยาฉุนกลิ่นจัดที่ห่อใบจากทำเองกับมือ หาได้ง่ายๆ แถวนี้ เพราะนี่คือลุ่มน้ำปากพนัง

ลุงบรรจบ อ่วมคง ชายชราวัยเฉียด 70 คนที่นั่งอยู่ข้างหน้าฉัน กำลังทบทวนอดีต อันไม่ไกลนัก แต่ดูราวกับผ่านพ้นมานานแสนนาน เพราะน้ำเสียงที่เหนื่อยล้า จนฉันสะท้านในอก คาดไม่ถึงว่างานชิ้นเล็กๆที่ฉันรับทำให้เพื่อน ด้วยค่าจ้างไม่เกินพันบาท กลับกลายเป็นเรื่องราวที่พันพัวกับผลประโยชน์นับหมื่นล้าน

อย่างน้อย ค่าก่อสร้างเขื่อนใหญ่ขั้นต้น ราวๆ 15,000 ล้านบาท ยังไม่นับการขุดลอกคลองทุกปี การสร้างและซ่อมถนนที่พังทุกปี การดูแลรักษาอื่นๆ รวมทั้งการสร้างเขื่อนย่อยอีกหลายจุด

ฉันมาที่ ตำบลบ้านเนิน อำเภอเชียรใหญ่ เพื่อตามหาคนที่สิ้นเนื้อประดาตัวเพราะเขื่อนยักษ์ตัวนี้ 

ลุงบรรจบ เป็นหนึ่งในนั้น ที่ฉันตัดสินสัมภาษณ์วิถีชีวิต โดยขอค้างคืนที่บ้านแกเพื่อจะได้ใช้เวลานานๆ ในการพูดคุยแบบสบายๆ เพราะลุงเป็นคนที่ยากจนที่สุด มีแค่ที่ดินสร้างบ้านขนาดไม่เกิน 2 งาน มีอาชีพประมงน้ำจืดเพียงอาชีพเดียว

คนอื่นๆอีก8 คนที่เป็นผู้นำในแต่ละหมู่บ้านของสองอำเภอ ได้ให้ภาพผลกระทบกว้างๆ จึงรู้ว่าอาชีพเดิมๆ คือประมงน้ำจืด น้ำกร่อย อาชีพทำน้ำตาลจาก อาชีพเลี้ยงกุ้ง อาชีพทำนา ได้รับผลกระทบจากน้ำเน่าท่วมขัง

เพราะเขื่อนนี้ เป็นเขื่อนที่มุ่งจัดการน้ำในลุ่มน้ำปากพนังทั้งหมด เพื่อกั้นน้ำเค็มไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมาทางต้นน้ำ เขื่อนจึงอยู่ที่ปากน้ำ “คลองปากพนัง”

พื้นที่ๆมีผลกระทบ ห้าอำเภอ คือ ปากพนัง เชียรใหญ่ หัวไทร ชะอวด และเฉลิมพระเกียรติบางส่วน รวมแล้ว ไม่ต่ำกว่าแสนครอบครัว  เกิดสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด กระจัดกระจายออกไปหางานทำข้างนอก บ้างต้องขายที่ดินอพยพไปอยู่ที่อื่น

บางคน บางครอบครัวที่ไม่สามารถอพยพโยกย้ายไปไหนได้ ต้องพยามปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมใหม่ เช่น ที่อำเภอชะอวด  หมู่บ้านที่เคยทำนา ตามระบบน้ำฝน ถูกน้ำท่วมขังตลอดปี ต้องทดลองหาพันธุ์ ชนิดที่ทนน้ำท่วมได้นานๆ มาปลูก

เขาบอกว่าทดลองมาสามปีแล้ว ยังไม่ได้ผลเลยสักปี

ฉันตั้งใจสัมภาษณ์ลุงบรรจบ เพราะลุงคือหนึ่งในคณะทำงานวิจัยที่เป็นชาวบ้าน ร่วมกับองค์กรสิทธิมนุษยชน เพื่อเก็บข้อมูลมาต่อรองกับกรมชลประทาน ในการเปิดปิดประตูน้ำ ซึ่งตั้งแต่สร้างเขื่อนเสร็จ ประตูน้ำไม่เคยเปิดเลย

ลุงเล่าว่า...

เมื่อ 20 ปีก่อน ลุงเห็นคณะสำรวจมาขุดดินตรงใกล้ๆที่บ้านลุง  จากนั้นไม่นาน ก็มีทหารเข้ามาทำการสำรวจประชามติว่าถ้ามีการสร้างเขื่อนชาวบ้านจะยินยอมไหม

ลุงบอกว่า ส่วนใหญ่ชาวบ้านไม่ยินยอม แต่ทหารบอกว่า นี่เป็นโครงการพระราชดำริ..การคัดค้านจึงไม่เกิดขึ้น

เมื่อมีการสร้างเขื่อนเสร็จแล้ว สิ่งที่ชาวบ้านต้องเผชิญคือปัญหาน้ำท่วมขัง น้ำในลำคลองเน่า ปลาธรรมชาติสูญพันธุ์ กรมประมงจึงต้องเอาพันธุ์ปลามาปล่อย

ปัญหาอีกอย่างคือ การแบ่งโซนเป็นเขตน้ำจืด น้ำเค็ม โดยห้ามเลี้ยงกุ้งกุลาดำในโซนน้ำจืด (เดิมชาวมีบ่อเลี้ยงกุ้งกันทั่วไป) ทำให้สูญเสียอาชีพ บางคนที่แอบเลี้ยงก็ต้องซื้อน้ำเค็มมาเติมในบ่อน้ำจืด รถละ 500 ร้อยบาท แต่ก็ไม่คุ้ม ต้องเลิกเลี้ยงไปมากแล้ว ทั้งเวลาขายก็ต้องใช้สิทธิ์คนโซนน้ำเค็มไปขาย (มีใบแสดงสิทธิ์ในการเลี้ยงให้กับเขตน้ำเค็ม/// ที่อยู่ใต้เขื่อน)

นี่คือปัญหาที่ลุงเล่ามา
ส่วนตัวลุงเอง ชายชราผู้มีชีวิตเดียวดาย หากินกับลำคลองเลี้ยงลูกเล็กๆ
11 คนมาตามลำพังนานถึง 40 ปี ให้เติบโตได้ และคนสุดท้องคนเดียวที่ได้ร่ำเรียนจนจบปริญญาตรีแบบกระเสือกกระสน ในยามที่น้ำเริ่มท่วมขัง

ลุงบอกว่า ชีวิตในอดีตที่สุขสบายผ่านพ้นไปนานแล้ว

ก่อนที่จะมีเขื่อน ลูกชายทั้งหลายของลุง ใช้เวลาวันเสาร์อาทิคย์ หาปลาในลำคลองเพื่อขายเอาเงินมาส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือจนจบมัธยม และนั่นเป็นวิถีของเด็กหนุ่มลุ่มน้ำปากพนังหลายคน

ปัจจุบนแค่ปลาสักตัวเพื่อจะกินก็ยังไม่มี

ที่น่าอึดอัดคือกลิ่นเน่าที่โชยฟุ้งมาจากลำคลอง ไม่ต้องให้ใครมาบอก เพระฉันกำลังสูดดมมันอยู่

ลุงบรรจบมีหน้าที่วัดระดับโคลนที่กองอยู่ใต้ก้นลำคลอง เพราะว่าการปิดเขื่อนทำให้ดินโคลนที่มาจากต้นน้ำและผักตบที่ติดค้างหน้าเขื่อน เน่าเสีย กลายเป็นของหนักกองรวมกัน

ที่ทำอย่างนั้น ก็เพื่อจะบอกกับฝ่ายดูแลว่า การเปิดเขื่อนบ้างเป็นระยะ น่าจะช่วยลดปัญหาน้ำเน่าได้


สองปีกว่าผ่านไป ฉันติดตามข่าวคราวของลุงบรรจบอยู่เสมอ ด้วยความเป็นห่วง

ห่วงแรก คือเรื่องบ้าน ที่จวนเจียนจะพัง  เพราะมันเป็นกระท่อมที่สร้างด้วยใบจากทั้งหลัง หลังคามุงด้วยตับจาก ฝากั้นด้วยตับจาก ลุงบอกว่าตั้งใจจะสร้างใหม่ แต่พอหากินกับคลองไม่ได้ ไม่มีเงินจะสร้างก็ต้องอยู่อย่างนี้แหละ จะไปอยู่กับลูกๆที่กระจัดกระจายไปมีครอบครัวอยู่จังหวัดอื่นๆ ก็ลำบากใจไม่เหมือนบ้านตัวเอง ที่ลูกๆให้เงินใช้บ้างก็นับว่าบุญแล้ว

ห่วงที่สอง คือ เรื่องการเปิดเขื่อน ฉันลุ้นทุกวาระการประชุม ที่ได้ข่าวจากลุงบรรจบ ว่ามีตัวแทนของคณะกรรมการสิทธิ์ฯ จากกรุงเทพฯ มาร่วมประชุมกับตัวแทนชลประทาน และตัวแทนชาวบ้าน ที่อำเภอปากพนัง เพื่อให้มีการเปิดเขื่อนระบายน้ำออกเสียบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อหาความเหมาะสมในการปิดเปิดเขื่อน ให้มีผลได้ผลเสีย ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ระหว่างคนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์

วันที่ฉันดีใจ คือ  วันที่ 21 ตุลาคม 2548  กรมชลประทานยอมเปิดเขื่อนจริงๆ

อย่างน้อย “น้ำฉอง” ของลุง ก็น่าจะได้กลับมาอีกหน แม้จะไม่มีปลาน้ำจืดลอยหัวเป็นแพ เพราะเมาน้ำทะเลที่หนุนเข้ามาอีกแล้ว แต่มันก็ยังเป็นความหวังว่า โลกน้ำกร่อย ไม่ได้สูญสิ้นไปจากวิถีชีวิตของแพลงตอน ของสาหร่ายน้ำกร่อย ของวงจรชีวิตสัตว์ทะเลนับล้านๆชนิด ที่ต้องการมัน

อย่างน้อย อาจจะยังไม่สายเกินไป......ที่โลกน้ำกร่อยจะกลับมา

น้ำฉอง  คือรอยต่อของน้ำจืดและน้ำเค็ม ก่อนที่จะกลายเป็นน้ำกร่อย ที่มีค่าต่อชีวิตคนและสัตว์ ที่เกิดขึ้นเพียงไม่ถึงครึ่งวันต่อปี

แต่มันได้กลับมาแค่เดือนเดียว  

เพราะหลังจากนั้น เขื่อนไม่เคยเปิดอีกเลย

ข้อมูลเพิ่มเติม

http://webhost.wu.ac.th/pakpanang/localfisher.asp

http://www.prachatai.com/news/show.php?Category=nm&No=3323

ขอบคุณ Chaikovsky

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net