วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อยากเห็น พ.ร.บ. ติดตามหนี้อย่างเป็นธรรม


เขียนโดย นสพ.กรุงเทพธุรกิจ   

Monday, 01 October 2007

“สังศิต” ถกร่าง พ.ร.บ.ติดตามทวงหนี้ที่เป็นธรรม ระบุให้บริษัททวงหนี้ต้องลงทะเบียนกับแบงก์ชาติ กำหนดบทลงโทษถ้าทำผิดกฎต้องถูกถอดถอนสิทธิเป็นผู้ทวงหนี้ พร้อมเสนอตั้งองค์กรอิสระเป็นคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนการทวงหนี้โหด นักการเงินแนะใช้วิธีปรับโครงสร้างหนี้ 

วันที่30 ก.ย. คณะกรรมาธิการการคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้จัดการสัมมนาเรื่องทำอย่างไรจึงจะตามหนี้เป็นธรรมและลูกหนี้จะเต็มใจชำระหนี้ขึ้น พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.การติดตามทวงถามหนี้ที่เป็นธรรมที่ร่างขึ้นด้วย 

ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานคณะกรรมาธิการการคลังฯ สนช. กล่าวว่า คณะกรรมาธิการการคลังฯ สนช.ได้ร่างพระราชบัญญัติการติดตามทวงถามหนี้ที่เป็นธรรมขึ้น หลังจากที่มีประชาชนร้องเรียนถึงความเดือดร้อนที่ได้รับจากการติดตามทวงถามหนี้ ที่ไม่เหมาะสมของสถาบันการเงินเป็นจำนวนมาก โดยเนื้อหาหลักของร่าง คือ กำหนดให้ธุรกิจที่ทำหน้าที่ติดตามทวงถามหนี้ ต้องมาจดทะเบียนกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้ ธปท.ติดตามพฤติกรรมของผู้ทวงหนี้ได้ และในกรณีที่บริษัททวงถามหนี้ ไม่ปฏิบัติตามแนวทางการทวงถามหนี้ตามที่กำหนดไว้ ก็จะต้องได้รับบทลงโทษด้วยการถอดถอนสิทธิการเป็นบริษัททวงหนี้ด้วย 

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังระบุให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาดูแลลูกหนี้โดยตรง เพื่อให้ลูกหนี้สามารถร้องเรียนเวลาที่มีปัญหาเกี่ยวกับการทวงถามหนี้ได้ โดยหน่วยงานดังกล่าว จะต้องมีความคล่องตัวมากกว่าหน่วยงานราชการอย่างสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือ ธปท. 

แนะปรับโครงสร้างหนี้จูงใจหันคืนหนี้
นายนิวัฒน์ กาญจน์ภูมินทร์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด กล่าวว่า การติดตามทวงถามหนี้ที่เป็นธรรมจะได้ผล เมื่อมีความร่วมมือจากสถาบันการเงิน ที่ต้องดูแลผู้ทวงหนี้และบริษัทติดตามหนี้ พร้อมทั้งต้องมีความรับผิดชอบในการปล่อยสินเชื่อ โดยพิจารณาถึงความสามารถ ในการชำระหนี้ไม่ใช่แข่งขันกันปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ลูกหนี้ก็ต้องให้ความร่วมมือหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินที่เกิดขึ้น และต้องรู้จักประมาณ มีเหตุผลและสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองด้วย 

วิธีการแก้ไขปัญหาหนี้สินนั้น น่าจะต้องหาวิธีในการให้ลูกหนี้ กลับมาชำระหนี้ โดยอาจจะมีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อหาทางร่วมกันระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ในการแก้ปัญหาหนี้ เช่น อาจจะมีลดดอกเบี้ยให้ หรือการนำหนี้มารวมกันแล้วปรับปรุงโครงสร้าง เพื่อที่จะได้ชำระหนี้เก่าให้หมดเป็นต้น 

นอกจากนี้ในกรณีที่ปัญหาหนี้เข้าสู่กระบวนการศาลอาจจะต้องหามาตรการทางกฎหมาย เพื่อไม่ให้การแก้ไขปัญหาหนี้กลายเป็นภาระของเจ้าหนี้มากเกินไป 

สอดคล้องกับนายสาโรจน์ จิรธรรมกูล ประธานชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ที่เห็นว่าทางออกของปัญหาหนี้ที่ดีคือการรวมหนี้ทั้งหมด ของลูกหนี้ในสถาบันการเงินต่างๆ เป็นก้อนเดียวกันแล้ว ทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยดูความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ ขณะเดียวกันสถาบันการเงิน ก็ต้องมีวินัยในการปล่อยสินเชื่อด้วย 

ส่วนการออกร่างพระราชบัญญัติ ให้มีแนวทางติดตามทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรมนั้น ถือเป็นสิ่งที่ดีเพราะการทวงหนี้ไม่จำเป็นต้องทวงด้วยวิธีการกดดันหรือใช้วิธีการที่รุนแรง 

ชี้มาตรการธปท.แค่เขียน"เสือให้วัวกลัว"
ทั้งนี้สำหรับแนวทางปฏิบัติการทวงหนี้ของ ธปท.ที่ออกมาก่อนหน้านี้นั้น นายสาโรจน์ กล่าวว่าเป็นสิ่งที่ดีที่มีหน่วยงานการให้ความเป็นธรรมกับลูกหนี้มากขึ้น อย่างไรก็ตามหลังจากที่ ธปท.ออกประกาศเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมาก็ยังคงมีผู้ร้องเรียนเข้ามาถึงการทวงหนี้ ที่เข้าข่ายการข่มขู่ลูกหนี้อยู่ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะการที่แนวทางของ ธปท.ไม่มีบทลงโทษจึงเหมือนกับการเขียน "เสือให้วัวกลัว" มากกว่าที่จะทำให้ได้ผลที่แท้จริง 

ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ก็มีความเห็นสอดคล้องกันในส่วนของการแก้ไขปัญหาหนี้สินว่าทำได้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งจะทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ และในส่วนของร่าง พ.ร.บ.การติดตามทวงถามหนี้ที่เป็นธรรมนั้น ก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะการให้ผู้ประกอบธุรกิจ จดทะเบียนขออนุญาต จะทำให้เกิดความรับผิดชอบต่อการทวงหนี้ให้ไม่ใช้ความรุนแรง หรือใช้วิธีที่ผิดกฎหมาย 

อย่างไรก็ตามเห็นว่าช่องทางการร้องเรียนเวลาที่เกิดปัญหาไม่เป็นธรรมนั้น ควรจะต้องให้มีกลไกรับการร้องเรียนที่ทั่วถึงและกลไกการร้องเรียน ก็ควรจะเป็นกลไกที่นำไปสู่การเจรจาประนีประนอมหนี้ ไม่ใช่กลไกที่นำไปสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ทั้งนี้องค์กรที่จัดตั้งเพื่อรับการร้องเรียน ก็ควรให้ภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย 

นายโชค ณ ระนอง ประธานชมรมธุรกิจบัตรเครดิต กล่าวว่า ปัญหาหลักของการแก้ไขปัญหาหนี้คือลูกหนี้ที่มีปัญหาไม่สามารถจ่ายชำระหนี้ได้ ไม่ยอมเจรจากับเจ้าหนี้ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าลูกหนี้แจ้งกับเจ้าหนี้ ถึงปัญหาตามความจริงแล้วตนเชื่อว่าเจ้าหนี้ก็พร้อมที่จะเจรจากับลูกหนี้ โดยในส่วนของการทวงหนี้ ที่ไม่มีมาตรฐานและไม่ถูกต้องนั้น ชมรมธุรกิจบัตรเครดิตก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน 

หลังจากที่ ธปท. ได้มีหนังสือเวียนถึงแนวทางปฏิบัติ ในการติดตามทวงถามหนี้เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา สมาคมธนาคารไทยก็ออกระเบียบเกี่ยวกับการทวงถามหนี้ ไปถึงสมาชิกทุกฝ่ายและเชื่อว่าแนวทางดังกล่าวจะสามารถควบคุม ไม่ให้สิ่งไม่ดีเกิดขึ้นในสังคมได้ 

สอดคล้องกับนางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายความเสี่ยง ธปท.กล่าวว่าปัจจุบันธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งมีกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้อยู่แล้ว หากลูกหนี้พูดคุยเจรจากับเจ้าหนี้ได้ ส่วนกรณีที่จะมีองค์กรอิสระนั้น ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าจะเป็นในรูปแบบใด เพราะปัจจุบันก็มีสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) และธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์ ก็ทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนอยู่แล้วด้วย 

นายวิเชียร ชุปไธสง อนุกรรมการทดสอบผู้เข้าฝึกอบรมวิชาว่าความของสภาทนายความ กล่าวว่าในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังมีข้อที่น่ากังวลถึง คือ การที่กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทวงหนี้ที่ไม่ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดจะต้องถูกถอดถอนสิทธิการเป็นผู้ทวงหนี้นั้น จะต้องเขียนให้ชัดว่าถึงกรณีที่พนักงานบริษัททวงหนี้ทำผิดด้วย เพราะหากพนักงานทำผิดแต่บริษัททวงหนี้ ต้องถูกถอดถอนสิทธิ จะเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นได้ อีกทั้งหากปัญหาต่างๆ ต้องสิ้นสุดด้วยกระบวนการทางศาล อาจจะทำให้คดีความมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก จนกลายเป็นปัญหาด้านบุคลากร และงบประมาณทางศาลได้ 

บริษัททวงหนี้เมินกฎหมาย
ขณะที่นายประชา ชัยสุวรรณ กรรมการผู้จัดการบริษัทเชฎฐ์ คอลเคลชั่น แมนเนจเมนท์ จำกัด ตัวแทนบริษัทที่รับทวงหนี้ กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวควรชะลอออกไปก่อน เพราะมีผลกระทบกับทุกส่วน เนื่องจากหากการทวงหนี้ทำได้ยากมากขึ้น จะทำให้การตกลงปัญหาหนี้สิน ต้องนำไปขึ้นศาล ซึ่งเมื่อต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น ก็จะเกิดการผลักภาระให้กับผู้บริโภครายอื่น ดังนั้นจึงควรระดมความเห็นของทุกฝ่ายก่อนออกเป็นกฎหมาย 

Powered by AkoComment 2.0!

โดย ความทุกข์หนี้บัตรเครดิต

 

กลับไปที่ www.oknation.net