วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

= แก่นตะวันบาน ณ ม.ขอนแก่น =


 

"แก่นตะวัน กำลังบานพอดี พี่ไปดูมาหรือยัง" ....น้องเบนซ์ สาวสวย ปัจจุบันเป็น นศ.ปี 4 อยู่ที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จุดประเด็นถามขึ้นมา ระหว่างที่มาทำงานร่วมกันเรา ที่ขอนแก่น

"อะไรเหรอ  แก่นตะวัน" ถามไม่พอ ยังทำหน้างงให้น้องเห็นอีกด้วย

"อ้าวพี่ไม่รู้จักอ่ะดิ ดังมากๆ เลยตอนนี้ ดอกแก่นตะวัน คล้ายๆ ดอกทานตะวันกับบัวตองหน่ะพี่ กำลังบานอยู่ใน มข.นี่เอง สวยมากเลย"

"เหรอ ดีจัง เดี๋ยวว่างๆ จะหาเวลาเข้าไปดูดีกว่า"  

ว่าแล้วป๋มก็ซักไซ้ไล่เรียง จนได้ความมาว่า รากของต้นแก่นตะวัน จะเป็นหัวตะปุ่มตะป่ำไม่ใหญ่มาก อยู่ในดิน เอามากินสดๆ ก็ได้ เอาไปบด ผสมแป้งทำคุ๊กกี้ก็ได้ ราคาขายก็ดีทีเดียว เพราะมีประโยชน์หลายอย่าง เป็นคล้ายๆกับสมุนไพรพื้นบ้าน แถมดอกก็สวยอีกต่างหาก



แต่จนแล้วจนรอด ป๋มก็ไม่อาจจะปลีกตัวจากงานไปได้ จนกระทั่งพายุเข้าขอนแก่นเมื่อ 3-4 ตค.50 เฮ้อ ยิ่งไม่ต้องไปเลย ขืนไปก็ถ่ายรูปก็ไม่ได้ ฝนตกตลอด  จนจะลืมอยู่แล้วเชียว ก่อนวันงานเลิกได้ 2 วัน นึกขึ้นมาได้ ระหว่างไปเดินหน้าหอประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก ในรั้ว มข.ด้านบึงสีฐาน แล้วก็บ่นๆ กับน้องที่มาช่วยงาน  "ดูดิ อดไปดูทุ่งแก่นตะวันบานเลย"

"อ้าวพี่ยังไม่ได้ไปดูเหรอ  ถ้าจะไปเดี๋ยวกิ๊บพาไป อยู่แค่นี้เอง ซ้อนมอไซด์ไปกัน " น้องกิ๊บ สาวน่ารัก นศ.ปี 3 คณะสาธารณสุข มข. บอกเหมือนรู้ใจ แล้วไม่รอช้า พอฝนซา ก็วิ่งแนบไปที่มอเตอร์ไซด์ ขี่ไปทุ่งแก่นตะวันกันทันที  


น้องกิ๊บพาขี่มอเตอร์ไซด์ลัดเลาะขอบถนน ที่ดูจะมีรถพลุกพล่าน เนื่องจากบริเวณภายใน มข. เป็นที่อยู่อาศัยของคนทั่วไปส่วนหนึ่ง ที่เค้าตั้งรกรากอยู่ก่อนเก่า มีแฟลตขึ้น 2-3 หลังเท่าที่เห็น แล้วยังมีทางแยกเข้าไปบ้านสีฐานต่างๆ อีก ต้นไม้ 2 ข้างถนนร่มครึ้ม  ไม่นานนักเราก็ไปถึงทุ่งแก่นตะวัน ที่อยู่ชายขอบของคณะเกษตรศาสตร์

"ช่วงนี้เหลือไม่เยอะเท่าไหร่แล้วพี่ เพราะเค้าถอนไปบ้างแล้ว ก่อนนี้ดอกจะเต็มไปหมด ตอนเย็นๆ จะมีนักศึกษามาถ่ายรูปกัน คนทั่วๆไปก็ชอบมาเที่ยว"  น้องกิ๊บเล่าให้ฟัง ก่อนจะจอดรถปล่อยให้เราลงไปเก็บบรรยากาศ ท่ามกลางละอองฝนที่ยังไม่ขาดเม็ดดี



แก่นตะวันของป๋มคอพับคออ่อน เพราะฤทธิ์เลกีมา

ดอกแก่นตะวัน เล็กกว่าถ้าเทียบกับทานตะวัน ส่วนตัวป๋มเห็นว่ามันออกไปทางดอกบัวตองซะมากกว่า ถ่ายภาพไป พร้อมกับหมายมาดในใจว่าพรุ่งนี้จะต้องมาให้ได้ เพราะฝนคงจะหมดแล้ว 

 


คออ่อนหลังรับน้ำฝนไปพักใหญ่ๆ

แล้ววันต่อมา ป๋มก็ไม่ผิดหวัง อากาศกำลังสบายๆ  น้องซันนี่ สาวใจดี ขาลุย นศ.ปี 2 คณะเกษตรศาสตร์ มข. บอกถิ่นหนูเอง เดี๋ยววันนี้เป็นไกด์พาพี่ไปเที่ยวคณะหน่อย เพราะเมื่อวานพี่กิ๊บไม่ได้พาพี่ไปถนนต้นสัก แถมบอกด้วยว่า "ไปวันนี้เผื่อได้คุยกับคนงาน เพราะเค้าจะมาเก็บหัวแก่นตะวันกัน"

"ดีเลย จะได้ถามข้อมูลเพิ่มซะหน่อย ชักอยากรู้(เผื่อตกงานไปปลูกแก่นตะวันก็ดีนะ....คิดในใจ ... ฮา)

ระหว่างนั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์ไป น้องซันนี่ก็เล่าให้ฟังว่า  อาจารย์เค้าจะปลูกเป็นแปลงๆ ไป พอแปลงนี้เก็บได้ ก็ลงแปลงใหม่ เพราะงั้นจะมีดอกเวียนไปเรื่อย ถึงเวลาก็จ้างคนงานเก็บ เอาไปขาย เพราะหัวของมันจะกินดิบๆ ก็ได้ เอาไปทำกับข้าวหรือขนมก็ได้


  
คนงานกำลังเก็บหัวแก่นตะวัน



หน้าตาหัวแก่นตะวัน เพิ่งดึงขึ้นมาจากดิน จะเห็นตะปุ่มตะป่ำ
นั่นหล่ะเวลาจะปลูกก็ตัดแบ่งออกปลูก หัวหนึ่งก็ปลูกได้หลายต้น

  

พี่คนงานเห็นป๋มสนใจ ก็เลย เอาเคียวตัดมาให้ป๋มดูท่อนหนึ่ง "เนี่ยะถ้าจะปลูกก็แบ่งหัวออกแบบนี้ คือตัดตรงปุ่มๆ ของมัน แล้วก็แบ่งครึ่งอีกที หรือไม่ปลูก จะกินสดๆ ก็ได้" 
"งั้นหนูลองกินเลยนะ" ถามย้ำให้แน่ใจ แล้วป๋มก็จัดการแกะเปลือกมันออก ไม่ให้ติดดิน ก่อนจะลองชิมดู อืมมม กรอบๆ ทั้งสีและรสชาติคล้ายๆ มันแกว แล้วก็สะอึกเมื่อพี่เค้าบอกว่า ถ้ากินเยอะจะผายลมเยอะนะ 5 5 55  เฮ้ย เจงดิ !!

แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบที่อยากรู้อยู่ดี ที่ว่ากินได้ เป็นสมุนไพรด้วย มีประโยชน์ตั้งแยะ แถมน้องกิ๊บบอกว่า เค้าปอกแล้วหั่นใส่ถุงขาย ถุงละ15 หรือ 30 นี่แหล่ะ 

กลับมาก็เลยต้องลองค้นข้อมูลดูได้ความว่า แก่นตะวันไม่ใช่พืชเมืองไทย โดยคนที่เป็นคนนำสายพันธุ์แก่นตะวันเข้ามาทดลองปลูกในไทย ก็คือ รศ.ดร.สนั่น จอกลอย หัวหน้าทีมงานวิจัยของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นั่นเอง เลยจัดแจงหาข้อมูลเพิ่ม แล้วก็โทรศัพท์ไปขอข้อมูลเพิ่มเติมเสียหน่อย (ป.ล. ป๋มถาม ดร.สนั่นแล้ว ทราบว่า นามสกุลของอาจารย์ อ่านว่า จอก-ลอย ตรงตัวนะฮับ เผื่อใครนำไปกล่าวถึงจะได้เอ่ยถูกๆ)



แก่นตะวัน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า "Jerusalem artichoke" มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า "Helianthus tuberosus" มีถิ่นกำเนิดในเขตหนาวของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่สามารถปลูก และปรับตัวได้ดีในสภาพเพาะปลูกของประเทศไทย เป็นพืชที่ใกล้ชิด ชนิดเป็นพี่น้องกับทานตะวัน มีดอกคล้ายทานตะวัน และบัวตอง แต่มีขนาดเล็กกว่า มีหัวใต้ดินคล้ายมันฝรั่ง เพื่อเก็บสะสมอาหาร ซึ่งเป็น Inulin ประกอบด้วยน้ำตาล fructose ต่อกันเป็นโมเลกุลยาว  ที่น่าสนใจก็คือ หัวของแก่นตะวันใช้เป็นอาหารของคนก็ได้ ทำเป็นอาหารสัตว์ก็ได้

ทำไมถึงชื่อแก่นตะวัน แล้วเกี่ยวอะไรกับเยรูซาเลม(ในอิสราเอล) หรือเปล่า
รศ.ดร.สนั่น เล่าให้ฟังว่า ไม่เกี่ยวกันเอาเสียเลย แต่อาจจะพ้องเสียงหรือยังไงนี่แหล่ะ  ความจริงแก่นตะวันเป็นพืชเมืองหนาว อยู่แถวรอยต่อแคนาดากับสหรัฐอเมริกา ก่อนจะกระจายไปหลายประเทศในยุโรป เช่น เยอรมนี อิตาลี ก็มีชื่อเรียกท้องถิ่นกันไป ซึ่งชือ่เรียกของอิตาลีนี่แหล่ะที่น่าจะเพี้ยนมาเป็นเยรูซาเลม ส่วนคำว่า artichoke นี่ ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นพวกเดียวกับที่เราเอามาทำอาหาร เพราะนั่นเป็นพืชกินดอก แต่สำหรับแก่นตะวันเป็นพืชกินหัว

ส่วนที่เราตั้งชื่อแก่นตะวัน ก็เพราะว่า มันอดทน (เหมือนแก่นไม้ที่จะแข็งแกร่ง) เป็นพืชเมืองหนาว มาอยู่เมืองไทยอากาศร้อน แต่กลับเติบโตได้ดี ทนต่อสภาพอากาศ อย่างที่นำไปทดลองปลูกที่ อ.เทพสถิตย์ จ.ชัยภูมิ ก็พบว่าเติบโตดี แล้วยังมีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับทานตะวันมากกว่า ก็เลยเรียกมันว่า "แก่นตะวัน" ซะเลย จะได้เรียกกันง่ายๆ

ความจริงแก่นตะวันนี่ นำเข้ามาตั้งแต่เมื่อปี 2515 โดยอาจารย์ท่านหนึ่ง ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ก็แค่สายพันธุ์เดียว ต่อมาเมื่อไม่นานมานี้ ที่ รศ.เยาวมาลย์ ค้าเจริญ ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มข. นำเข้ามาวิจัยเพื่อเป็นอาหารสัตว์ ส่วนตัว รศ.ดร.สนั่นเป็นนักปรับปรุงพันธุ์พืช ก็วิจัยเพิ่มเติมอย่างจริงจัง เมื่อ 2 ปีก่อน จนปัจจุบันนำพันธุ์จากต่างประเทศหลากหลายสายพันธุ์เข้ามา นับแล้วไม่ต่ำกว่า 200 สายพันธุ์  แล้วในที่สุด ......ก็เป็น แก่นตะวัน ในชื่อไทยไทย


รศ.ดร.สนั่น บอกว่า การวิจัยของต่างประเทศ พบว่า แก่นตะวันเป็นสารเยื่อใยอาหาร ในหัวมีสารสำคัญเรียกว่า อินโนริน เมื่อคนบริโภคเข้าไป จะไม่ย่อยในกระเพาะอาหาร ให้แคลลอรี่ต่ำ เมื่อไม่ย่อยก็ไม่เกิดน้ำตาล จึงไม่ทำให้อ้วน ไม่เพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือด จึงไม่เป็นปัญหากับผู้เป็นโรคเบาหวาน ช่วยลด Cholesterol Triglyceride และ LDL ในร่ายกาย จึงลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

นอกจากนี้ ยังพบสารอินโนริน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อแบคทีเรียในลำไส้ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย 
เช่น แลคโตบาซิลัส ในขณะเดียวกันก็ทำให้แบคทีเรียตัวที่ก่อโรค มีการเจริญเติบโตต่ำ นอกจากนั้นผลงานวิจัยต่างประเทศชี้ชัดว่า พืชชนิดนี้เมื่อคนบริโภคเข้าไปแล้วจะช่วยลดครอเลสเตอรอล ก็จะลดปัญหาการเสี่ยงเนื่องจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น  

“แก่นตะวันนับว่าเป็นพืชชนิดใหม่ของไทย ที่มีโอกาสพัฒนาไปเป็นพืชทางเลือกเป็นการค้าหรืออุตสาหกรรมในอนาคต ซึ่งขณะนี้เราได้พัฒนาด้วยการศึกษาวิจัยให้ผลผลิตแล้ว ก็มาพัฒนาเรื่องพันธุ์ของไทย เพื่อที่จะแนะนำเกษตรกรให้ปลูก ซึ่งให้ผลผลิตต่อไร่สูง โตเร็วกว่ามันสำปะหลัง แล้วยังจัดเป็นพืชสมุนไพร" 

ในแง่ของการผลิตเป็นอาหารสัตว์ ทีมงานวิจัยของ รศ.เยาวมาลย์ ค้าเจริญ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ศึกษาพบว่า เมื่อสัตว์บริโภคหัวแก่นตะวันเข้าไปจะทำให้ลดกลิ่นของมูลสัตว์ และจะทำให้ภูมิคุ้มกันของสัตว์ดีขึ้นด้วย

และที่สำคัญอีกอย่างคือ หัวแก่นตะวันมีปริมาณน้ำตาลฟรุกโตสอยู่ค่อนข้างสูง และเราสามารถเอาแก่นตะวันไปหมักเพื่อจะได้ เอทานอล หรือแอลกอฮอล์ออกมาโดยหัวแก่นตะวัน 1 ตัน สามารถให้
เอทานอล ประมาณ 80- 100 ลิตร มากกว่าการผลิตเอทานอลจากอ้อย เพราะฉะนั้น พืชชนิดนี้จึงเป็นพืชที่มีศักยภาพในแง่ของการผลิตพลังงานทดแทนต่อไปในอนาคต
ข้อมูลเพิ่มเติม : "วารสารกัลปพฤกษ์" วารสารข่าวมหาวิทยาลัยขอนแก่น

อีกคำถามหนึ่งที่ป๋มเป็นห่วง ก็คือเรื่องผลกระทบ หากมีการส่งเสริมการปลูกมากมาย เหมือนกับเมื่อก่อนเราส่งเสริมปลูกหญ้าคอมมิวนิสต์ แต่สุดท้ายก็กลายเป็นวัชพืช ที่กำจัดไม่หมดไม่สิ้น หรือยูคาลิปตัส ที่ก่อนหน้านี้ก็บอกว่ามันจะเป็นพืชเศรษฐกิจมีนายทุนมาจ้างปลูก สุดท้ายกลายเป็นว่า ขายไม่ออก ดินก็เสื่อมสภาพ ใช้การอะไรไม่ได้   ซึ่ง รศ.ดร.สนั่น บอกว่า ทางเมืองนอกเค้าวิจัยมาแล้วเหมือนกัน พบว่าที่น่าจะเป็นผลกระทบที่น่าเป็นห่วง มันอาจจะกลายเป็นวัชพืช  ซึ่งเราได้ศึกษาแล้ว ก็ยังเบาใจว่า โอกาสเกิดน้อยมาก  เนื่องจากมันไม่มีเม็ด  หรือถ้าผสมกันหลายๆ พันธุ์ อาจจะมีเม็ด แต่ก็น้อยมาก  ฉะนั้น ที่มันจะแพร่พันธุ์ได้ ก็เกิดจากหัว ที่อาจจะเก็บไม่หมด  แต่ก็จำกัดได้ง่าย  

 

แต่ ณ ตอนนี้ หากทุ่งแก่นตะวันออกดอกพร้อมๆ กันเต็มไร่ ก็คงจะสวยงาม และขึ้นชื่อ เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของขอนแก่น ไม่แพ้ทุ่งทานตะวันของลพบุรี หรือทุ่งบัวตองของแม่ฮ่องสอน เลยเชียวหล่ะ

โดย vickie

 

กลับไปที่ www.oknation.net