วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

**ลาวใต้สายน้ำแห่งชีวิตกับความงามของเพลงขลุ่ยในฝัน**


หนุ่มคนหนึ่งที่ไม่เชื่อเรื่องโชคชะตาบอกกับฉันหญิงสาวผู้สับสนราศีตัวเองว่าตกลงมันคือกุมภ์หรือมีนว่าฉันคือหญิงสาวแห่งสายน้ำสำหรับเขา เพราะไม่ว่าจะกุมภ์หรือมีน ทั้งสองราศีมีจุดร่วมเดียวกันคือ ‘สายน้ำ’ ฉันยิ้มให้กับความคิดของเขาพลางบอก ฉันคงเป็นสายน้ำที่เอาแต่ใจตัวเองที่สุดเป็นแน่ ใช่เวลาดีฉันสงบน่ารักจนเขาลืมความขุ่นข้องหมองใจ หากยามร้ายสายน้ำเช่นฉันก็คลั่งทำลายล้างได้แม้แต่ความรู้สึกของคนที่รัก

                        ใครบางคนเคยบอกไว้ สายน้ำบ่งชี้ถึงความมีชีวิต และในความมีชีวิตของสายน้ำมักซุกซ่อนเรื่องราวหลากหลายเอาไว้ให้ศึกษา ไม่ใช่ในฐานะบทบันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่ในฐานะบทเรียนชีวิต

                        ในยามเคลื่อนไหวที่เนิบช้า ฉันมองเห็นความอ่อนน้อมถ่อมตน โอบอ้อมและอาทรต่อผืนแผ่นดินที่ไหลผ่าน

                        ในยามเจออุปสรรคที่ไม่อาจฝ่าฟัน สายน้ำเรียนรู้ที่จะพักตัวรอคอยสะสมะลพกำลังก่อนที่จะทะยานข้าม

                        สายน้ำไม่เคยเดินทางเป็นเส้นตรง มันคงเหมือนกับชีวิตมนุษย์ที่ไม่มีเส้นตรงที่แท้จริงให้ก้าวเดิน

                        นี่คือบางอย่างที่สายน้ำมักบอกเล่าให้เรารับรู้

                        การปล่อยตัวให้เอื่อยไหลไปกับสายน้ำ หรือพยายามย้อนทวน อาจเป็นเพียงปรากฎการณ์ของชีวิต ที่ดูเหมือนว่าเราอาจกำหนดได้ แต่แท้จริงแล้ว มีใครบ้างเล่าที่กำหนดควบคุมได้จริง

                        แต่ในปรากฎการณ์ที่เหนือการควบคุม เราสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันได้มิใช่หรือ เช่นเดียวกับสายน้ำที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสภาพแวดล้อม โดยไม่ละทิ้งความเป็นตัวของตัวเอง

                        บางทีชีวิตคนเราอาจเหมือนสายน้ำ ที่มีแต่ไหลล่วงไปในแง่ของสังขาร แต่คงไม่ได้หมายความรวมถึง ความคิดและจิตวิญญาณ

                        ในความเหมือนย่อมแฝงไว้ด้วยความต่างอย่างไร สายน้ำแต่ละสายต่างก็มีบุคลิกส่วนตัวเช่นเดียวกัน

                        แต่อะไรเล่าสร้างสรรค์สีสันแห่งชีวิตให้กับมัน

สายน้ำบางทีก็เหมือนคนที่มักแปรไปในสายลมแห่งฤดูกาล

                        กับบางคนสายน้ำมีลักษณะเป็นเพียงคนรู้จัก มีหน้าที่รองรับและตอบสนองความต้องการของชีวิต ในขณะที่บางคน สายน้ำกลับหลายหลายด้วยสีสันของการพึ่งพา เป็นผู้มีพระคุณ ผูกพันและอาทรซึ่งกันและกัน จนกลายเป็นบ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมที่ผูกพันเอาไว้อย่างไม่อาจแยกจาก 

                        ฉันยืนอยู่ริมน้ำโขง แผ่นดินที่สายน้ำขวางกั้นคือด่านช่องเม็กของผืนดินบ้านเกิด ที่มีสะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่นความยาว ๑,๓๘๐ เมตรเชื่อมความผูกพันสองฝั่งโขงเข้าด้วยกัน  กับความสัมพันธ์เล่าหากมีสิ่งใดขวางกั้นอะไรจะยังคงผูกพันคนทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันได้  นานมากแล้วฉันเคยเชื่อว่าหากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับชีวิต ถ้าคนสองคนยังคงยืนหยัดอยู่บนพื้นฐานของความรัก สิ่งใดก็พรากใจเราจากกันไม่ได้ วันนี้ฉันได้ทำความเข้าใจใหม่ รักไร้เยื่อใยไม่อาจผูกใจใครได้อีกต่อไป

สายน้ำโขงมิใช่ดำรงฐานะเป็นเพียงเส้นทางคมนาคม เป็นทรัพยากรแผ่นดิน  เช่นใครบางคนมอง หากแต่สายน้ำแห่งนี้กลับเป็นเสมือนผู้มีพระคุณ ผู้ให้ชีวิต เรามีพิธีกรรมมากมายที่ยกบ่องเชิดชูสายน้ำ จนถึงขอขมาลาโทษต่อสายน้ำที่อาจล่วงเกิน นี่คือลักษณะความผูกพันอันเป็นลักษณะเฉพาะระหว่างธรรมชาติกับบางคนเท่านั้น! สำหรับฉันลำน้ำโขงมีเสน่ห์ที่น่าจับตา และเฝ้ามอง เพื่อเสพรับความรื่นรมย์กับบางด้านของชีวิต เช่นเดียวกับความรู้สึกที่ได้รับยามเมื่อเดินเลียบลำน้ำ

เรือหางยาวลำใหญ่พาฉันล่องลัดเลาะแก่งกลางลำน้ำโขงสู่บ้านดอนคอน ตามที่รู้มาลาวใต้เพิ่งจะกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจเมื่อไม่นานมานี้ ฉันถามตัวเองลำน้ำโขงความยาว ๔,๙๐๙ กิโลเมตร ที่มีจุดเริ่มต้นจากที่ราบสูงทิเบต เหนือเมืองต้าลี่ ใกล้กับอาณาจักรน่านเจ้าที่เราเคยเชื่อกันว่าเป็นอาณาจักรเดิมของคนไทย หรือ เมืองไทยเดิม นั้น มีสถานที่ซึ่งมีประวัติความเป็นมาน่าสนใจหลายแห่ง ทำไมฉันจึงเลือกมาสัมผัสน้ำโขงช่วงที่ไหลผ่านลาวใต้แห่งนี้  อาจเพราะใครบางคนที่เคยมีอิทธิพลกับหัวใจเคยมาเยือนและฝังฝากความรู้สึกไว้ที่นี่กระมัง แม้ความรู้สึกที่ว่านั้นจะไม่มีฉันอยู่ก็ตามที  เอาเถอะอย่างน้อยมันก็น่าดีใจที่ครั้งหนึ่งฉันได้มีโอกาสยืนมองสายน้ำสายเดียวกันบนผืนดินเดียวกับที่เขาเคยยืนอยู่นี้

เขา...คนที่ทำให้ฉันคิดถึงผู้ชายคนหนึ่งที่มีลมหายใจจากการรังสรรค์ของปลายปากกา เฮอร์มาน  เฮสเส เขาคือ ‘ออกุสตุส’ ชายหนุ่มที่ได้รับพรให้เป็นที่รักของทุกคน  ความรักมากมายที่ใครๆ พากันมอบให้ทำให้ออกุสตุสไม่เคยเห็นค่า ไม่ใช่เพราะมองไม่เห็นแต่เพราะหัวใจของออกุสตุสรักใครไม่เป็น  ความรักที่ล้นเหลือทำให้ออกุสตุสตัดสินใจจบชีพตนเพื่อทำร้ายความรู้สึกของบรรดาผู้คนที่รักเขา  แต่ก่อนที่จะลงมือพ่อทูนหัวของเขาก็ปรากฎตัว ออกุสตุสขอให้พ่อทูนหัวเอาเวทย์มนต์ที่ทำให้ใครๆ รักเขากลับไป  แลกกับการที่เขาสามารถรักใครเป็น พรวิเศษนี้เปลี่ยนชีวิตออกุสตุสราวพลิกฝ่ามือ ฉันได้เรียนรู้ไปพร้อมออกุสตุส  การมีคนมารักมันอาจเป็นความสุขอย่างหนึ่งของชีวิต แต่การที่ได้รักใครอย่างบริสุทธิ์ใจนี่ต่างหากที่คือความรื่นรมย์เหนืออื่นใดในชีวิตนี้

ดอนคอน เกาะที่ฉันอาศัยพักแรมในคืนแรก เป็นเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งในมหานทีสี่พันดอน  สมัยที่ฝรั่งเศสยึดครองอินโดจีนได้มีการสร้างท่าเรือและทางรถไฟบนดอนคอนสำหรับขนถ่าย สินค้าลงเรือใหม่ เพราะเรือสินค้าไม่สามารถแล่นผ่านเกาะแก่งขนาดใหญ่ไปได้ ซากปรักหักพังของรางรถไฟ และหัวรถจักรไอน้ำจึงยังคงหลงเหลือให้เห็น ระหว่างปั่นจักรยานไปตาดสัมพะมิตร ซึ่งเป็นน้ำตกที่ไหลผ่านกลางแม่น้ำโขง กระทบเกาะ แก่งหินต่างๆ กระแสน้ำบริเวณนี้เชี่ยวกรากเป็นเสมือนกังหันแห่งสายน้ำ ที่มีแรงกระทบของสายน้ำอย่างแรง น้ำตกแห่งนี้มีอีกชื่อที่เรารู้จักกันดีก็คือ ‘หลี่ผี’ ถ่ายรูปไปได้ไม่เท่าไหร่ฝนก็ลงปรอยๆ ฉันเก็บกล้องใส่กระเป๋ากันน้ำอย่างหงุดหงิด ประสบการณ์ที่ผ่านมาบอกว่าฝนแบบนี้ไม่หยุดตกง่ายๆ หรอก ปั่นจักรยานฝ่าด่านฝนกลับที่ไปนอนเอาแรงที่พักน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ฮั่น ฟุก มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นกวีตั้งแต่เด็ก จึงยอมทิ้งการแต่งงานกับสาวคนรักไปเป็นศิษย์ของ ‘ครูแห่งถ้อยคำอันบริบูรณ์’ หลายต่อหลายครั้งที่ฮั่น ฟุก ละความพยายามตรงหน้าคิดที่จะกลับไปบ้านเพราะทนกับความโดดเดี่ยวไม่ไหว  แต่แล้วเขาก็หวนคืนกลับมา ชีวิตเขาเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เพื่อบทกวีอันเป็นที่รัก และนั่นก็ทำให้เขาได้เรียนรู้ประสบการณ์อีกหนึ่งความงดงามของโลก 

สายฝนทำให้หลี่ผีน่ากลัวในความรู้สึกฉัน หากสายฝนที่เริงระบำกับสายน้ำเดียวกันที่หน้าบ้านพักนี้กลับสร้างความพึงใจให้เงียบๆ น่าแปลกคนที่หลงใหลแสงสียามรติกาล เสียงเพลงเร้าใจและความศิวิไลซ์ของเมืองหลวงอย่างฉันกลับมาหลงรักวิถีชีวิตที่เรียบง่าย  ความเงียบสงบ และร่มรื่นของดอนคอน ฉันหยิบโปสการ์ดจากกระเป๋ากล้องออกมาเขียน

  ‘พาหัวใจมาติดเกาะดอนคอน อยากรู้จังคุณมองมหานทีสี่พันดอนด้วยสายตาเดียวกันกับฉันไหม คงไม่ใช่ไหมเพราะวันนี้หัวใจคุณไม่มีฉัน สายตาคุณจึงไม่อาจเห็นอย่างที่ฉันเห็น  แม้จะไม่มีโอกาสมาสัมผัสความสงบสุขด้วยกันที่นี่ แต่ฉันก็มีโอกาสได้มายืนมองมหานีนี้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาลัยรัก’

มนุษย์ไขว่คว้าแสวงหา แต่ผลที่ได้รับคือมนุษย์แทบบ้าคลั่งเจ็บปวดอยู่กับความโศกเศร้า มนุษย์ใช้ความรักเป็นอาวุธ เข่นฆ่าทรมานกันและกัน “ไม่มีทางกลับหรอก ใครก็ตามที่ต้องการหยั่งวัดโลก! เขาจะต้องก้าวไปข้างหน้า คุณเองก็เคยได้รับสิ่งที่ดีที่สุด สวยงามที่สุดจากความรักมาแล้ว ตอนนี้ยิ่งคุณอยู่ห่างเธอเท่าใด ก็จะยิ่งดีต่อคุณเท่านั้น แต่ไม่เป็นไรหรอก เดินทางต่อกันเถอะ จะไปไหนก็ได้ตามที่คุณต้องการ แต่ไม่เป็นไรหรอก เดินทางต่อกันเถอะ จะไปไหนก็ได้ตามที่คุณต้องการ ผมจะสละที่นั่งตรงหางเสือเรือนี้ให้คุณ  บางส่วนจากเพลงขลุ่ยในฝันทำเอาฉันวางหนังสือเล่มนี้ลงชั่วคราว ปิดตาและทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา

ฉันบอกลาความสุขเรียบง่ายที่ดอนคอนตอนเช้า ด้วยความอนุเคราะห์จากคนแก่ในทริปสำรวจที่จะตามมาในวันพรุ่งนี้ ฉันจึงต้องนั่งรถสองแถวพาตัวเองไปสัมผัสวิถีชีวิตของคนอีกกล่มที่ลาวใต้  วิถีชีวิตชนเผ่าของลาวใต้ที่เฮือนชนเผ่า เปล่า...ที่นี่ไม่ใช่ชุมชนชาวเผ่าจริงๆ หากแต่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่จำลองบ้านพัก มาจากบ้านของชนเผ่าต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ของลาวใต้

“อย่าลืมไปจกสาวล่ะ” เสียงของพี่ชายที่ให้ที่พักในค่ำคืนนี้เตือนขึ้นมาในความทรงจำ ‘จกสาว’ เป็นประเพณีหนึ่งของชนเผ่า โดยชนเผ่านี้หากใครมีลูกสาวเวลาสร้างบ้านจะทำช่องสี่เหลี่ยมขนาดที่ให้มือผ่านได้อย่างสบายไว้ให้หนุ่มที่มาสนใจลูกสาวบ้านนั้นสามารถแตะเนื้อต้องตัวกันได้ เพื่อป้องกันการผิดผีที่อาจเกิดขึ้น หากปล่อยให้ลักลอบไปพบกันตามลำพัง  ฉันยิ้มให้กับความคิดของชนเผ่านี้ ก่อนจะเข้าไปเก็บของที่เฮือนพัก

‘ความทรงจำถึงอดีตเผยตัวอยู่ในภาพฝัน บางช่วงแจ่มชัด งดงาม บางช่วงลางเลือนเหมือนขาดโฟกัส’ ‘ลำดับฝัน’ อีกหนึ่งเรื่องสั้นที่ทำให้ความคิดฉันเดินตาม ใครบางคนเคยบอกว่าฉันสร้างโลกขึ้นมาห่อหุ้มตนเอง ทุกสิ่งในโลกของฉันคือสิ่งที่ฉันควบคุมได้  ในขณะที่ฉันสร้างโลกใบนั้นขึ้นมาฉันก็ทำร้ายความรู้สึกของคนรักโดยไม่รู้ตัว

ข่าวประหลาดจากต่างดาวบอกเล่าถึงความโหดร้ายของดาวดวงที่เต็มไปด้วยสงคราม  อันเป็นดาวคนละดวงกับที่ชายหนุ่มคนหนึ่งอาศัยอยู่  ณ ดาวดวงนั้นชายหนุ่มได้ตระหนักรู้ว่าชีวิตไม่ได้มีด้านที่งดงามเพียงอย่างเดียว  เขาคิดไปว่าพระเจ้าของดาวดวงนั้นคงช่างโหดร้าย ต่างกับพระเจ้าของเขา สำหรับฉัน ฉันคิดว่าไม่ว่าโลกจะโหดร้ายยังไง สิ่งหนึ่งที่เราเลือกที่จะทำได้คือเลือกมองในมุมที่สวยงาม  ถ้าชีวิตต้องเจอกับเรื่องร้ายๆ ไม่ควรด่าฟ้าโทษชะตาชีวิต หรือเห็นว่ามันคือความผิดของพระเจ้า  ใครบางคนเคยบอกว่า สองสิ่งที่พระเจ้าประทานให้กับมนุษย์อย่างเสมอภาคคือความตายและความทรงจำ ฉันขำกับคำพูดนี้เพราะถ้างั้นบางทีพระเจ้าอาจผิด เพราะมนุษย์สายพันธุ์การเมืองจำนวนไม่น้อยที่มักลืมเลือนความทรงจำเมื่อถูกอำนาจครอบงำ!!!

ฉันเดินไปหามุมถ่ายรูปที่น้ำตกตาดผาส่วม ส่วมหรือส้วม แปลว่าห้องหอ ความงดงามของน้ำตกแห่งนี้จากการจัดวางประติมากรรมของแท่งหินผา จึงเสมือนห้องหอตามธรรมชาติ

ไอรีส ดอกไม้เมืองหนาวที่เป็นตัวแทนของความรักที่ไม่อาจลืม คือชื่อของตัวละครที่มีความสำคัญกับแอนเซล์ม เขาขอเธอแต่งงานหากเธอกลับปฎิเสธ โดยมีข้อต่อรองไว้หากค้นหานัยแห่งชื่อเธอได้เธอจะอยู่เคียงข้างเขา การแสวงหาของแอนเซล์มจึงเริ่มต้น ความทรงจำของเขาว่างเปล่า มันทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตตนช่างไร้ค่านัก สิ่งที่ทำให้ชีวิตเป็นชีวิตคือความทรงจำ ฉันรักทุกภาพความทรงจำของฉัน 

ขบวนสำรวจน้ำตกใหม่ของลาวใต้เดินทางมาถึงพร้อมสายแดดยามเช้า น้าบางคนทักถามถึงการเดินทางคนเดียว เพื่อนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเที่ยวแบบลุยจริงๆ ชนิดที่ว่าเดินไปทำทางไป เพราะงั้นสองวันที่ผ่านมาของฉันในสายตาเพื่อน จึงเป็นเหมือนทัวร์อาม่า-อาซิ้มลากกระเป๋าเที่ยว

การได้มาพบเห็นสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยมาเยือน มันทำให้ฉันเห็นภาพแห่งการเคลื่อนไหวของเขาได้ดียิ่งขึ้น นี่คือส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของการเดินทางคนเดียวครั้งนี้ เพราะการได้มาเยือนมิได้หมายเพียงการมองเห็นแต่บรรยากาศ กลิ่นอายที่สัมผัสมันจะฝังแน่นเข้าไปในความรู้สึกมากยิ่งขึ้น ใครบางคนที่ตอนนี้รักได้แค่ในจินตนาการก่อเกิดตัวตนขึ้นมาให้โอบกอด ความเหน็บหนาว ความอ่อนโยน-อ่อนหวาน ความรัก และที่สุดก็คือจุดจบที่พบ ทั้งหมดที่เกิดหาใช่มโนภาพ หากคือความจริงในใจที่หล่อหลอมให้กลายเป็นความทรงจำ

ในเมื่อเลือกที่จะอยู่กับความทรงจำหากมันจะเจ็บปวดบ้าง มันก็เป็นความเจ็บปวดที่แสนหวานไม่ใช่หรือ

ระยะเวลาสั้นๆ เพียงสองวันอาจไม่มีความหมายเลย ถ้าการเดินทางในครั้งนี้เป็นเพียงการเปลี่ยนที่มองสายน้ำโขงเล่น และมิใช่เพียงอีกหนึ่งความรื่นรมย์ที่หามาใส่ชีวิต แต่มันนำพาให้ฉันเดินทางเข้าไปในโลกของเพลงขลุ่ยในฝัน และโลกของวรรณกรรมอย่างที่ไม่มีการเดินทางครั้งใดให้มาก่อน

มิใช่เพียงการอ่านวรรณกรรมอย่างที่เคยเป็นมา

เส้นทางแห่งลำน้ำสายนี้เปลี่ยนชีวิตฉันอย่างไม่อาจย้อนกลับ

คนแก่ปากจัดส่งแสตมป์ให้ตอนเห็นโปสการ์ดใบที่เขียนขึ้นที่คอนดอน ฉันส่ายหน้าปฎิเสธ มันไม่มีความจำเป็นแล้ว เขาไม่อยากรู้หรอกว่าฉันอยู่ไหนบนโลกใบเดียวกับเขานี้  และที่สำคัญฉันว่าฉันมีความสุขดีกับการได้มองแผ่นหลังของเขาในมุมของฉันเงียบๆ บางทีอาจมีความสุขดีกว่าตอนที่มือของเขาจับมือฉันไว้ด้วยซ้ำไป

โดย ปลายมนัส

 

กลับไปที่ www.oknation.net