วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พี่ยุ่นแห่งเมืองคนดี


ผมหายศีรษะจากบล็อกไปหลายวัน  เพราะมีภารกิจต้องเดินทางไปสุราษฎร์ธานี  ก็เลยถือโอกาสชักชวนเพื่อนๆน้องๆที่สนิทกันไปเที่ยวด้วย เพื่อไม่เสียเที่ยวผมจึงแวะไปเสพความทรงจำดีๆที่สวนกล้วยไม้  ซึ่งเคยเป็นเสมือนเซฟเฮ้าส์ของผม

ช่วงเวลา 4 ปี ที่ผมเคยถูกส่งไปอยู่สุราษฎร์ธานีเพื่อปฏิบัติภารกิจให้บริษัทในขณะที่สภาพเศรษฐกิจปี 2541 นั้นแสนสาหัสจนนรกต้องเรียกพี่  แต่สิ่งที่ชดเชยกับการไปทำงานครั้งนั้นคือ “มิตรภาพ และคำว่าเพื่อนที่เสมือนญาติ”

ผมกำลังเอ่ยถึงผู้หญิงคนหนึ่ง เธอชื่อ “พี่ยุ่น”  จากคนที่ทำงานแบงก์แล้วก็ทนต่อเสียงเรียกร้องของหัวใจไม่ไหว  ทำให้เธอเก็บเงินซื้อที่ดินขุมเหมืองร้าง 200 ไร่  เพื่อทำสวนกล้วยไม้  ทำตัวเป็นเกษตรกรตามที่ใจปรารถนา  ยอมสละอาชีพที่มั่นคงในห้องแอร์

วันหนึ่งให้ผมได้โคจรไปเจอกับเธอถึงสวนกล้วยไม้ที่ อ.ดอนสัก ของสุราษฎร์ฯ  แล้วผมก็ตะลึงกับภาพพื้นที่อันสวยงาม  สงบ  และน่าพักผ่อน  ผมเอ่ยปากว่าที่นี่น่าทำเป็นรีสอร์ทเล็กๆสำหรับคนอยากพักผ่อนสงบๆท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้า

นับจากวันนั้นจนวันนี้ก็ปาเข้าไปเกือบ 10 ปี  ที่พี่ยุ่นยุขึ้น  สวนกล้วยไม้ยังมีเสน่ห์สำหรับผมเหมือนเดิม  บ้านพักไม้ที่สร้างไว้รอรับคนรักธรรมชาติเพิ่มจาก 3 ห้องเป็น 9 ห้อง  ศาลาเย็นใจที่ใช้นั่งเอกเขนกกินอาหารถูกต่อเติม  แต่อาหารเมนูเด็ดอย่างน้ำพริกแมงดาแห้งสูตรเฉพาะของพี่ยุ่นยังอร่อยบันเทิงลิ้นไม่เปลี่ยนแปลง

ความเอื้ออาทรของพี่ยุ่นที่มีต่อผมที่เคยมอบให้สมัยเมื่อครั้งทำงานที่สุราษฎร์  จนถึงปัจจุบัน  ไม่เคยจางหาย  ความรู้สึกประหนึ่งญาติผู้ใหญ่ในใจผมยังคงเปี่ยมล้นเสมอมา

ผมเองนั้นชอบระเริงเมรัยที่สวนแห่งนี้  ผมสำรวจทุกซอกมุมของสวนและดื่มด่ำความสวยงามของธรรมชาติ  แม้กระทั่งการนั่งรอดูพระจันทร์ตกตอนตีห้า  เพราะจะเป็นมุมที่ภาพสะท้อนของดวงจันทร์จะกระจ่างในธารน้ำที่ไหลเอื่อยมาจากน้ำตกวิภาวดีที่โอบอ้อมด้านหลังของสวน  และมองเห็นได้แจ่มชัดจากศาลาเย็นใจ

แต่เดิมพี่ยุ่นปลูกกล้วยไม้  แต่ภายหลังดอกหน้าวัวมีราคาดีกว่า  ก็เลยได้มีโอกาสเข้ายึดพื้นที่แทนดอกกล้วยไม้

ผมไปรอบนี้สระอิงสวนที่เคยเป็นขุมเหมืองเก่า  กลายเป็นที่ซ้อมว่ายน้ำของเจ้าเป็ดน้อยและห่านใหญ่  สะพานข้ามไปอีกฝากพี่ยุ่นกำลังจะใช้กล้วยไม้ต้นเล็กๆตกแต่งเพิ่มเข้าไปให้มีสีสันมากขึ้น

ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ผมประทับใจพี่ยุ่นและครอบครัว  คำตอบที่ชัดเจนก็คงจะเป็นความมีน้ำใจและไม่เคยมองคนในแง่ร้ายของพี่ยุ่น

พี่ยุ่นไม่เอาเปรียบใคร  และเลือกมองข้อดีของคน  ทั้งพี่ยุ่นและสามีต่างก็เป็นคนอารมณ์ดี  ไม่ทุกข์ร้อนฟูมฟายกับเรื่องอะไร  อีกทั้งยังมีเพื่อนๆแวะเวียนไปมาหาสู่เป็นประจำไม่เคยขาดหาย

จำได้ว่าครั้งหนึ่งน้ำป่าหลากที่สุราษฎร์ฯและนครฯ  กวาดเอาบ้านที่สร้างใกล้น้ำหายไปหนึ่งหลัง  และกล้วยไม้ถูกน้ำท่วมตายจำนวนมาก  ผมโทรไปถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง  ผมก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะของพี่ยุ่นเหมือนเดิม

นั่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่นอกเหนือจากสวนกล้วยไม้จะเป็นเสมือนเซฟเฮ้าส์ให้ผมได้แอบไปเติมพลัง เติมความสุขให้ชีวิตแล้ว  ผมยังได้เติมอารมณ์ดีๆ  และการรู้จักมองโลกในมุมบวกที่ผมสัมผัสได้จากพี่ยุ่น

เพื่อนๆเคยรู้สึกอยากชาร์จแบตฯบ้างมั้ยล่ะครับ  แบตตารี่ของความสุขน่ะครับ  ถ้าอยาก  ผมเอารูปสวนกล้วยไม้มาอวดให้น้ำลายหกเล่นครับ

บ้านไม้หมอน สร้างจากไม้หมอนรถไฟเก่าทั้งหลัง

ศาลานี้เป็นส่วนของร้านอาหาร

ชิงช้าใต้เงากระท้อน รับได้ทุกขนาดน้ำหนัก

อีกมุมของบ้านไม้หมอน

ศาลาเย็นใจ  เย็นใจทุกครั้งที่นั่งเอกเขนก

เรือนสัมมนาข้างสระอิงสวน

อีกมุมของศาลาเย็นใจ

ธารน้ำจากน้ำตกวิภาวดี มองจากศาลาเย็นใจ

ร่มรื่นใต้เงากระท้อน

กลางสนามหญ้าหน้าศาลาเย็นใจ

กล้วยไม้ที่ยังพอหลงเหลือ

หน้าวัวที่มายึดพื้นที่กล้วยไม้

ดงหน้าวัวที่บานสะพรั่ง

หน้าวัวตกแต่งได้งามไม่แพ้ไม้อื่น

เรือนพักท่ามกลางธรรมชาติงาม

ด้านหลังของสวนที่มีฝูงวัวที่เลี้ยงไว้

ยามบ่ายใต้ร่มกระท้อน

ดอกปีบสีขาวร่วงแต้มแต่งพื้น

*** อ่านเรื่องราวเพิ่มเติมจากลูกทัวร์ทริปนี้ที่ ณดาว

www.oknation.net/blog/petpetpe

โดย khunrin

 

กลับไปที่ www.oknation.net