วันที่ เสาร์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ก๋วยเตี๋ยว...สร้างชาติ


     "ก๋วยเตี๋ยว" อาหารที่เกือบจะกลายเป็นอาหารหลักของคนไทย

ในปัจจุบันนี้ เนื่องจากเป็นอาหารที่หาทานได้ง่ายและสะดวก

มีให้เลือกหลากรสชาติ จนมีคำกล่าวว่า เราสามารถทานก๋วยเตี๋ยว

ติดต่อกันสามเดือนโดยไม่ซ้ำรสชาติและประเภทได้...

       นอกจากก๋วยเตี๋ยว จะเป็นอาหารยอดฮิตสำหรับทุกเพศ ทุกวัย

แล้ว คุณทราบหรือไม่ว่าในสมัยหนึ่ง "ก๋วยเตี๋ยว" จะเป็นเครื่องมือ

ที่ " ผู้นำ" ประเทศ ใช้เป็นนโยบายในการบริหารประเทศ

แเล้ว "ก๋วยเตี๋ยว" จะมีความเกี่ยวพันกับการเมืองอย่างไร?? 

มีความสำคัญกับประเทศไทยแค่ไหน?? มาอ่านรายละเอียด

ของเรื่องนี้กันนะคะ...


        ในสมัย จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี

(พ.ศ. 2481-2487) "ท่านผู้นำ" ได้ใช้นโยบาย "รัฐนิยม"

เพื่อให้ประชาชนคนไทย มีความรัก ความหวงแหนในความเป็นไทย

โดยได้ออกนโยบาย "รัฐนิยม" 12 ฉบับ สรุปสาระสำคัญได้ว่า

เป็นการกำหนดให้คนไทยต้องมี "ประเพณีนิยมประจำชาติ" เพื่อให้

เป็นชนชาติที่มีคุณสมบัติทัดเทียมกับอารยประเทศ ซึ่งนโยบาย

"รัฐนิยม" นี้ มีผลให้คนไทยต้องปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต

อย่างมาก เช่น การห้ามกินหมาก การใส่หมวกเมื่อออกจากบ้าน

หรือที่เรียกกันว่า "มาลา นำไทยไปสู่มหาอำนาจ" เป็นต้น          

โดยหนึ่งในนโยบาย "รัฐนิยม"ของ"ท่านผู้นำ" ในขณะนั้นได้แก่

การส่งเสริมให้ประชาชนปลูกผัก เพาะถั่วงอก เลี้ยงหมู เพื่อใช้

บริโภคในครอบครัว และยังสนับสนุนให้คนไทยเห็นความสำคัญ

ของการค้าขายโดยให้นำถั่วงอกและเนื้อหมูนั้นมาประกอบเป็น

"ก๋วยเตี๋ยว" ขาย ซึ่ง "ท่านผู้นำ" เห็นว่า การส่งเสริมให้คนไทย

ขายก๋วยเตี๋ยวกันมากๆ นั้น จะเป็นการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อและ

เศรษฐกิจตกต่ำได้ โดย"ท่านผู้นำ" ได้ปาฐกถาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

"อยากให้พี่น้องกินก๋วยเตี๋ยวให้ทั่วกัน เพราะก๋วยเตี๋ยว มีประโยชน์ต่อ

ร่างกาย มีรสเปรี้ยว เค็ม หวานพร้อม ทำเองได้ในประเทศไทย

หาได้สะดวกและอร่อยด้วย หากพี่น้องชาวไทยกินก๋วยเตี๋ยวคนละ

หนึ่งชามทุกวัน วันหนึ่งจะมีคนกินก๋วยเตี๋ยวสิบแปดล้านชาม ตกลง

วันหนึ่งค่าก๋วยเตี๋ยวของชาติไทยหนึ่งวันเท่ากับเก้าสิบล้านสตางค์

เท่ากับเก้าแสนบาท เป็นจำนวนเงินหมุนเวียนมากพอใช้              

เงินเก้าแสนบาทนั้น ก็จะไหลไปสู่ชาวไร่ ชาวนา ชาวทะเลทั่วกัน      

ไม่ตกไปอยู่ในมือใครคนหนึ่งคนใดเพียงคนเดียว และเงินหนึ่งบาท

ก็มีราคาหนึ่งบาท ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้เสมอ ไม่ใช่ซื้ออะไรก็ไม่ได้

เหมือนอย่างทุกวันนี้ซึ่งเท่ากับไม่มีประโยขน์เต็มที่ในค่าของเงิน.." 

โดยทางการได้ทำหนังสือเวียนแจกจ่ายไปทุกจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการ

จังหวัด นายอำเภอ และครูใหญ่ทุกโรงเรียน ต้องขายก๋วยเตี๋ยว      

คนละหนึ่งหาบ และให้กรมประชาสงเคราะห์จัดทำคู่มือการทำ

ก๋วยเตี๋ยวแจกจ่าย สมัยนั้น ข้าราชการที่มีหน้ามีตาจึงมีหน้าที่ขาย

ก๋วยเตี๋ยวกันเป็นการใหญ่ และได้มีการแต่งเพลง "ก๋วยเตี๋ยว" ขึ้น

เพื่อใช้ในการเชิญชวนให้คนไทยหันมาขาย และรับประทาน

ก๋วยเตี๋ยวกัน โดยเนื้อเพลง มีดังนี้

"ก๋วยเตี๋ยวเอ๊ย...ก๋วยเตี๋ยวมาแล้วจ้า...ก๋วยเตี๋ยวมาแล้วจ้า..

ก๋วยเตี๋ยวจ้า...ก๋วยเตี๋ยวเอ๊ย...ของไทยใช้พืชผล เกิดในไทยรัฐ

ทั้งสิ้น...ทรัพย์ในดินหาได้ทั่วไป ...ช่วยซื้อขายกันให้มั่งมี

เพราะไทยเรานี้ช่วยกันตลอดไป..."

(ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ไม่สามารถหาเพลงมาให้ฟังกันได้ เนื่องจาก

เป็นเพลงเก่ามากๆ)

          นอกจากนั้น นโยบาย"รัฐนิยม" ของท่านผู้นำในสมัยนั้น

ก็ได้ทำให้เกิดอาหารอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันมาจนถึงปัจจุบันนี้

นั่นคือ "ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย" โดย "ท่านผู้นำ" เห็นว่า แม้ก๋วยเตี๋ยว

จะมีรสชาติอร่อยและมีประโยชน์มากมายขนาดไหน แต่ต้นกำเนิด

ของก๋วยเตี๋ยวนั้นก็มาจากคนจีน ไม่ใช่อาหารไทยแท้ๆ จึงดำริให้มี

การคิดสูตรก๋วยเตี๋ยวที่มีเอกลักษณ์เป็นไทยแท้ๆ ขึ้น ซึ่งก็ได้มีการ

นำ "ก๋วยเตี๋ยวผัด" มาดัดแปลงสูตรให้มีความเป็นไทยมากขึ้น

โดยนำเส้นจันทร์มาผัด และหั่นเต้าหู้เหลืองเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไป

ใส่กุ้งแห้ง ใบกระเทียม แล้วตอกไข่ คนให้ทั่ว ปรุงรสด้วย

น้ำมะขามเปียก พริกป่น ถั่วป่นใส่กุ้งใหญ่ ก็จะได้ผัดไทยกุ้งสด

ประดับจานด้วยถั่วงอกและต้นกระเทียม โดยผัดไทยนั้นจะต้อง     

ไม่ใส่หมู เพราะเหตุว่าในขณะที่คิดค้นสูตรนั้นถือว่า เนื้อหมูเป็น

อาหารของคนจีน เพราะคนไทยแท้ๆ จะกินแต่ผัก ปลา ไก่ เป็น

อาหารหลัก เนื้อหมูนั้นจะกินก็ต่อเมื่อมีงานฉลองใหญ่ๆ เท่านั้น

ดังนั้น "ผัดไทย" ซึ่งเป็นอาหารที่ต้องการให้มีเอกลักษณ์ของความ

เป็นไทยแท้ๆ จึงต้องไม่มีหมู ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนจีนมา

ประกอบให้เสียเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทย....

โดย khongpu

 

กลับไปที่ www.oknation.net