วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มณีสาย ตอนที่ 1


มณีสาย

เสียงสะอื้นแผ่วเบาของเธอคนนั้นรบกวนความรู้สึกของผมอย่างรุนแรง ยามจิตดิ่งสู่ภวังค์ยิ่งเหมือนถูกดึงให้จมลึก เพื่อให้ได้ยินเสียงนั้นชัดเจนขึ้น ชัดเจนขึ้น จนผมต้องถอยจิตออก แล้วลืมตามาอยู่กับโลกแห่งความจริงในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่มีแสงเทียนและควันธูปลอยกรุ่น ผมยังนั่งนิ่งหน้าแท่นบูชาทีมีรูปเคารพหลากหลาย อันมีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระประธาน ความว้าวุ่นที่เกิดขึ้นทำให้ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

สำเหนียกได้ถึงหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ เหนื่อยหอบคล้ายวิ่งมาจากที่ไกลๆ  หรือว่าพลังสมาธิยิ่งแรงยิ่งถูกรบกวน ผมเพียงแต่แปลกใจว่าทำไมไม่สามารถเห็นรูปรอยเธอได้  อาจเป็นเพราะความอยากเห็นเพื่อคลายความสงสัย จึงไม่สามารถพัฒนาจากเสียงไปเป็นรูปได้ แต่ถ้าเป็นเจตนาของเธอ ทำไมจึงไม่ยอมสำแดงร่างให้ปรากฏ

ผมมีอาการแบบนี้อยู่หลายเดือน  แต่แล้วคืนหนึ่งกลับแปลกออกไป...

“มณีสาย ข้ามารับเจ้าแล้ว มณีสาย ได้ยินที่ข้าเรียกเจ้าบ้างไหม มณีสาย” น้ำเสียงแผ่นโหยดังก้องอยู่ข้างใน ผมรู้สึกคล้ายตนเองกำลังฝัน แต่ก็รู้ว่าเสียงนั้นมาจากจิตใต้สำนึกลึกล้ำของตัวเอง ที่เหมือนเป็นใครอีกคนไม่ใช่คนที่นั่งหลับตาในขณะนี้ ภาพที่ปรากฏขึ้นจากการรับรู้ภายใน ได้แสดงให้ผมเห็นอย่างแจ่มชัด ถึงหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ผมสัมผัสได้ว่านั่นคือวิญญาณของผู้หญิงที่มีความรักที่เฝ้ารอคอยชายคนรักมาเนิ่นนานหลายภพหลายชาติ

มณีสาย..ผมครางชื่อเธอเบาๆ อย่างปวดร้าว ขณะที่ค่อยๆลืมตา ภาพทั้งหลายได้หายไป แต่สิ่งที่ผนึกแน่นในความทรงจำคือดวงหน้าของนางนั้น ช่างเศร้าสร้อยอาดูรราวกับจันทราอับแสงเพราะเมฆบัง

คืนต่อมาภาพเรื่องราวที่ฉายชัดในห้วงแห่งการรับรู้...

เมื่อพันกว่าปีก่อน

เวลาดึกสงัด ผู้คนหลับใหลอยู่ในเขตเวียงวัง  เธอแอบออกมาพบกับเขาที่หน้าประตูเวียง และด้วยความดีใจเป็นล้นพ้น ยามเห็นเงาตะคุ่มของชายคนรักยืนอยู่ไม่ไกล จึงรีบโผเข้าไปหา แต่ทว่า..สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น นั่นคือ..ดาบในมือของเขาได้กระหน่ำลงบนก้านคออันระหง จนศรีษะขาดกระเด็น เลือดพุ่งกระฉูดสู่ท้องฟ้า ก่อนกระจายลงอาบดินและกระเซ็นเปื้อนบนร่างกายของชายคนรัก ผู้สังหารเธออย่างเลือดเย็น

ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว ชายคนนั้นได้หันหลังกลับเดินไปสู่ความมืด

หญิงสาวผู้จงรัก ได้ตายลงทันทีโดยไม่ทันได้เจ็บปวดหรือส่งเสียงร้อง วิญญาณที่หลุดลอยออกจากร่างจึงเฝ้าอยู่ตรงนั้นอย่างไม่รู้หนทางไป คล้ายพลัดหลงกับคนรักและรอคอยว่า สักวันหนึ่งเขาจะกลับมารับเธอ

วันเวลาได้ผ่านพ้นไปหลายร้อยปี... มณีสาย แม่หญิงที่ต้องตายด้วยน้ำมือคนรัก เริ่มรู้ว่าเธอได้อยู่คนละชาติภพกับเขาแล้ว สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือเฝ้ารอคอยให้เขามาหา มาช่วยเธอให้หลุดพ้นไปจากความทุกข์ทรมานของความรักความผูกพันและปลดปล่อยเธอจากการเป็นวิญญาณเฝ้าประตูเมืองแห่งนี้เสียที

ผมได้สัมผัสหัวใจของผู้ชายคนนั้นในห้วงสำนึกจากสมาธิ จึงรู้ว่าเขามีความจำเป็นจะต้องสังหารเธอให้กลายเป็นวิญญาณผู้จงรักเฝ้าพิทักษ์ประตูเมืองในยามวิกฤติ ที่ต้องอาศัยมนต์ดำ คนที่เขาเลือกที่เหมาะสมที่สุดจึงต้องเป็นเธอ เพราะวาระจิตสุดท้ายคือรักและหวงแหนในสิ่งที่รัก

ยามลงดาบใช่ว่าเขาจะไม่ปวดร้าว..แต่ทางเลือกอื่นจะยังมีอยู่อีกหรือ ในเมื่อศัตรูมีอาคมแกร่งกล้าฆ่าฟันล้างผลาญชีวิตผู้คนไปมากมายแล้ว สิ่งเดียวที่ต้องทำขณะนี้คือปิดประตูเมืองเพื่อรักษาชีวิตของไพร่พลและรอคอยวันที่จะเปิดออกมาใหม่ในเวลาที่เหมาะสม

หน้าที่ที่เธอได้รับนับว่าเป็นภาระยิ่งใหญ่ที่ต้องเลือกเฟ้นผู้ที่มีหัวใจรักที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น เขาจึงต้องอาศัยสภาวะที่เจ้าตัวไม่ทันรู้ตัว เพื่อสะกดให้วิญญาณอยู่ตรงนี้ นั่นคือหน้าที่ที่เขาจะต้องทำ

ในใจของผมว้าวุ่นอย่างรุนแรง เมื่อรู้สาเหตุการตายของเธอ เธอตายโดยปราศจากความโกรธแค้นในชายที่รัก แต่เต็มไปด้วยความคาดหวังรอคอย อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง ขณะที่ชายคนรักนั้นกลับได้เกิดใหม่และตายไปอีกหลายภพ โดยไม่เคยรู้เลยว่าได้ทำอะไรเอาไว้บ้างในอดีตชาติ

ผมนึกย้อนภาพ ปราการเมืองเก่าแห่งนั้นที่รกร้างจนแทบไม่เหลือสภาพเมือง และสิ่งที่เกี่ยวพันต่อเนื่องคือการได้ไปปฏิบัติธรรมในวัดแห่งหนึ่งที่ใกล้ๆกัน จนผมกลายเป็นศิษย์ก้นกุฏิของท่านอาจารย์ มานานหลายปี

ทุกวันนี้ผมยังเดินทางขึ้นๆลงๆ ระหว่างกรุงเทพฯกับเมืองไชยปราการ เพื่อดูแลท่านอาจารย์ที่อาพาธเป็นอัมพาตมานานหลายปี

ผมพอจะเข้าใจว่าทำไมเธอพยายามจะบอกเล่าให้ผมรู้ โดยเฉพาะความรู้สึกที่เธอต้องทุกข์ทรมานด้วยการรอคอย

การนั่งสมาธิในเวลาต่อๆมา ผมไม่ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญของเธออีกเลย เห็นแต่ดวงหน้าเศร้าสร้อยที่พยายามสบตาผมในภาพนิมิต เธอได้แสดงร่างให้ผมเห็นเต็มร่าง ได้เห็นความงดงามที่หานางใดมาเปรียบเทียบไม่ได้ เพราะเป็นความงามที่มาจากจิตใจอันดีงาม และยิ่งผ่องพรรณเมื่อดวงตาทั้งสองเปล่งประกายแห่งความจงรักภักดีเป็นที่ยิ่ง

เธอผู้มีผมยาวดำขลับ ถูกรวบขึ้นเป็นมวยสูงแซมดอกไม้หอม ทิ้งปลายผมให้สลวยลงกลางหลัง เครื่องแต่งกายคล้ายนางรำพม่า แต่เธอไม่ใช่ชนชาวพม่า เธอเป็นหญิงสาวแห่งเวียงไชยปราการ ที่งามละมุน

ผมได้เดินทางมาเมืองไชยปราการเพื่อตั้งใจจะมาต่อภาพนิมิตให้แจ่มชัด  ขณะที่ก้าวลงจากรถ ทันทีที่เท้าแตะพื้นสิ่งที่ผมรู้สึกได้คือ เงาของเธอคนนั้นได้มาต้อนรับผมด้วยใบหน้าที่ยิ้มละมัยเปี่ยมสุข

“ข้ารอคอยท่านมานานนักหนาแล้วท่านพี่” สำเนียงแว่วหวานเป็นคลื่นกระทบโสตที่ผมได้ยินแต่เพียงผู้เดียว

ในนาทีนั้น ผมตระหนักรู้ว่า

คนที่จงใจพร่าชีวิตและจองจำวิญญาณของเธอไว้...คือตัวผมเอง

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ขอบคุณ ดนตรีมองโกเลีย ชุด Morinhor

 

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net