วันที่ อังคาร ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มันเป็นความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ของคนในประเทศแน่หรือ ?


ห่างหายจากการเขียน Blog ไปนาน โชคดีที่ไม่ใช่คนดัง เลยไม่มีใครมาตาม หรือมาถามหา

หลังจากที่ได้ท่องไปตามเว็บบอร์ดการเมืองต่างๆ ก็จะเห็นสงครามอันดุเดือด ระหว่างฝ่ายรักคุณทักษิณ และ ฝ่ายชังคุณทักษิณ

สิ่งหนึ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ก็คือ

ฝ่ายรักคุณทักษิณนั้น จะอ้างตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย หรือฝ่ายประชาชน
ส่วนฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามคุณทักษิณ จะถูกตราหน้าว่าเป็นฝ่ายเผด็จการ หรือไม่ก็พวกรับจ้างโพสต์อย่าง 2.4 ด้วยถ้อยคำที่ค่อนข้างหยาบคาย ช่างไม่สมกับฝ่ายที่เรียกตนเองว่าเป็นนักประชาธิปไตยที่ต้องยอมรับฟังในความเห็นที่แตกต่างเลยสักนิด

แต่เอาเถอะ ถือเสียว่าผมไม่ถือสาคนพาล

สำหรับฝ่ายรักคุณทักษิณ มักยกคำว่าประชาธิปไตยมาพูดอยู่เสมอ หรือไม่ก็ชอบเอาจำนวนเข้าตบเอ้ยเข้าขู่ว่ามี 19 ล้านเสียงอยู่เป็นสรณะ ซึ่งหลังการเลือกตั้ง 2 เมษายน พ.ศ.2549 เป็นการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของไทยแท้ๆ เหตุใดยังอ้าง 19 ล้านเสียงอยู่ได้

สงสัยจะแกล้งลืมจำนวนกระมัง ว่าเสียงหายไปค่อนข้างมาก เลยไม่เอามาอ้างอีก แต่เอาเถอะ 19 ล้านก็ 19 ล้าน

ผมไม่ทราบว่า ฝ่ายรักคุณทักษิณนั้น เข้าใจความหมายของคำว่าประชาธิปไตยแค่ไหน นอกจากเรียกร้องให้มีการหย่อนบัตร หาผู้แทนของไปนั่งตดในรัฐสภา (ซึ่งรัฐสภาไม่ค่อยได้ใช้ในยุคคุณทักษิณ) แล้วคอยฟังใบสั่งจากหัวหน้าพรรค แล้วใครสวนมติพรรค ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ซึ่งผมมองดูแล้ว ขนาดบรรยากาศและการบริหารงานในพรรค มันยังออกมาในรูปแบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเลย แล้วบริหารประเทศ มันจะเป็นประชาธิปไตยหรือ

ผมอาจจะโง่ ที่ดันไปเข้าใจคำว่าประชาธิปไตย ไม่เหมือนกับพวกฝ่ายรักคุณทักษิณ
สำหรับผมแล้ว ประชาธิปไตย นอกจากหย่อนบัตรแล้ว การตรวจสอบถ่วงดุลย์รัฐบาล ก็สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะแก่นแท้ของประชาธิปไตยอีกสิ่งหนึ่ง นั่นก็คือการให้ประชาชนได้ปกครองกันเองโดยประชาชน และตรวจสอบกันเองโดยประชาชน ซึ่งอำนาจอธิปไตย ก็ได้ถูกแบ่งไปเป็นสามส่วนอีก ซึ่งนั้นก็คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ และอำนาจบริหาร

ในการตรวจสอบรัฐบาลในขณะนั้น
องค์กรอิสระต่างถูกแทรกแซงและครอบงำจนระบบการตรวจสอบถ่วงดุลย์นั้น ได้โดนแทงจนง่อยเปลี้ยเสียขา
จนการตรวจสอบรัฐบาลไม่สามารถทำได้อีกต่อไป

อีกทั้งฝ่ายค้านก็ไม่สามารถเปิดอภิปรายในด้านทุจริตของรัฐบาลได้

การตรวจสอบรัฐบาลโดยการรวมรวมรายชื่อจากประชาชนก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก ปปช ก็ไม่มี อีกทั้ง สว เองก็ ....

แค่นี้ประชาธิปไตยมันก็พิการไปซะเกินครึ่งแล้ว...

ย้อนเวลากลับไปเมื่อครั้งที่คุณทักษิณยังเรืองอำนาจ
หลายคนอาจจะยังจำกรณีของครอบครัวศตะกูรมะได้

ในระหว่างการประกาศสงครามกับผู้ค้ายาเสพติดของรัฐบาลในขณะนั้น
ผู้บริสุทธิ์ตายายสองคน เกือบถูกฆ่าตายโดยไร้การไต่สวนจากรัฐบาลที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ

ไม่ทราบว่ารัฐบาลคุณทักษิณนั้น ไปรวบเอาอำนาจตุลาการไปพิพากษาสองตายายให้เขาต้องโดนถล่มด้วยปืนกลตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ถ้าไม่มีตู้เย็นช่วยไว้ ใครจะรับผิดชอบ แล้วเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ไม่ได้โชคดีแบบสองตายายนี้ก็มีอีกมากมาย ที่ต้องตายไปฟรีๆ โดยไร้การไต่สวน

มันเป็นความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ของคนในประเทศแน่หรือ ?

อีกทั้งประเทศไทย เป็นระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งเช่นกัน ที่สำคัญ เพื่อที่ตัวแทนของประชาชนจากเขตต่างๆ ซึ่งก็คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะเข้ามารวมกัน เฉกเช่นหลายๆประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ ที่ใช้ระบบเดียวกันนี้ 

แต่ในสมัยคุณทักษิณนั้น รัฐสภาไม่เคยได้เปิดใช้ในการออกกฏหมายที่สำคัญและมีผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศเลย ไม่เคยเลย ที่จะมาศึกษาผลกระทบ เอาแต่ข่าวสารที่ตัวเองอยากให้ออก มาเป่าหูประชาชน ผลเสียของมัน ไม่เคยเอามาตีแผ่แก่สังคมเลย 
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือ การเซ็นสัญญาเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ โดยประเทศที่เค้าเจริญแล้วอย่างญี่ปุ่นและอังกฤษ เค้ากระทำผ่านรัฐสภากันทั้งนั้น เพื่อตัวแทนของประชาชน ซึ่งก็คือ สส จะได้ถกและลงมติกันในนั้น

แต่ไทย ซึ่งอ้างว่าประชาธิปไตยเต็มใบและเบ่งบาน กลับงุบงิบทำกันเองใน ครม แล้วประกาศเป็นกฏหมายพระราชกำหนดออกมาเลยก็มี นี่หนักกว่าคอมมิวนิสต์อีกนะครับเนี่ย ไม่ทราบว่าคุณทักษิณไปเอานิสัยของ อีดี้ อามีน มาใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เป็นเผด็จการเลยนะครับ 
ไม่ทราบว่า สส ที่เลือกกันเข้าไป เอาไว้นั่งตดอย่างเดียวหรือไงกันครับ

สส ในสภาขณะนั้น ก็มีแต่ สส ของไทยรักไทยทั้งนั้น สามร้อยเจ็ดสิบกว่าคน ลงมติยังไงก็ผ่าน
แต่ไม่ทราบว่ากลัวชาวบ้านเค้าเห็นการอภิปรายถึงผลเสียหรือเปล่า เลยไม่กล้าเปิดสภา

19 ล้านเสียงนั้น ไม่ใช่เสียงของคนทั้งประเทศนะครับ คนไทยมี 65 ล้านคนนะครับ

อีกทั้งยังไม่เคยทำประชาพิจารณ์หรือแลกเปลี่ยนผลกระทบใดๆกับภาคประชาชนเลย หัวใจคือประชาชนแน่หรือ

ขนาดงุบงิบทำกันเองในคณะรัฐมนตรีโดยไร้คนคัดค้าน
พอแปรรูปไม่ผ่าน ก็ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใดๆเลยทั้งสิ้น ตาใสเฉย
ซึ่งในประเทศที่เขาเจริญแล้ว เขาต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก หรือไม่ก็ยุบสภา

มันเป็นความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ของคนในประเทศแน่หรือ ?

ตลอดจนเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลทักษิณโดนพุ่งเป้าโจมตีมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น อยากรู้เหลือเกิน ว่า 19 ล้านเสียง ต้องการให้รัฐบาลทำสิ่งนี้จริงหรือ
-  การแก้ไขสัมปทานโทรศัพท์มือถือ เพื่อลดหย่อนภาษีเพื่อเอื้อให้กับบริษัทของครอบครัวตัวเอง ทำชาติขาดรายได้ไปนับแสนล้านบาท
- สัญญา FTA กับบางประเทศที่เอื้อผลประโยชน์ครอบครัวรัฐมนตรีบางกระทรวงที่มีบริษัทอุตสาหกรรมทำชิ้นส่วนและประกอบรถยนต์ โดยเอาผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยไปแลกกับความมั่งคั่งของตัวเอง
- ออกเงินกู้ให้ประเทศเผด็จการบางประเทศใกล้บ้านเรา โดยไม่ต้องสืบต่อ ว่าบริษัทใดได้ประโยชน์ไปเต็มๆ แต่ไม่อยากจะต่อว่าแล้ว ช่วยกันหาวิธีทวงเงินชาติที่ให้ยืมไปคืนมาดีกว่า
- นั่งเป็นประธานในองค์กรบางองค์กรที่สำคัญในรัฐ ลดหย่อนภาษีให้กับบริษัทตัวเอง ทำเอาชาติเสียหายนับหมื่นล้านบาท

มันเป็นความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ของคนในประเทศแน่หรือ ?

ในระหว่างที่รัฐบาลคุณทักษิณรักษาการอยู่นั้น
มีการลาออกจากการเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีด้วย
อีกทั้งยังตั้งรักษาการแทนรักษาการนายกรัฐมนตรีด้วย เปิดหาในรัฐธรรมนูญก็ไม่เห็น
บทจะกลับมา ก็กลับมาเองซะงั้น เล่นก็อะไรไม่รู้ ... อ้าง กฏหมาย ครม อยู่นั่น ท่าทางกฏหมาย ครม จะใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญนะเนี่ย
ไม่รู้ว่าเอาสิทธิอะไรมาจัดสรรงบประมาณพร้อมทั้งเซ็นอนุมัติโครงการต่างๆ หลายหมื่นล้าน ในขณะที่เป็นรัฐบาลรักษาการ เพราะรัฐบาลรักษาการนั้นได้หมดสายสัมพันธ์กับประชาชนไปตั้งแต่วันยุบสภาแล้ว
ตบท้ายด้วยการโยกย้ายข้าราชการตัวเอ้ๆ แบบยกล็อต โดย กกต ก็แสนรู้ กระเด้งรับแบบหน้าไม่อาย

มันเป็นความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ของคนในประเทศแน่หรือ ?

นี่แหละ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ
ก็แค่ปากที่อ้างว่าเราเดินมาไกลแล้ว

แต่ความจริงแล้ว เรายังไม่ได้เดินไปไหนเลยต่างหาก

อนิจจัง

โดย ปรมาจารย์เจได

 

กลับไปที่ www.oknation.net