วันที่ อังคาร ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดอยหลวงเชียงดาว ขุนเขาบาดอารมณ์ (ตอนที่ 1)


สิบปีก่อน....
ความฝันของคนเพิ่งเริ่มหัดเดิน...เพื่อท่องสู่โลกกว้างใหญ่

ก้าวย่างแรกของการเดินไพร ที่เกิดขึ้น......ณ ที่แห่งนี้

ขุนเขาหินปูนตระหง่าน สูงเด่นสง่าแต่ก่อนไกล
วาดลงบนผ้าใบความฝันของคน...คนนั้น

หาก ณ วันนี้....กลับมาเยือน ดอยหลวงเสียดฟ้า
แห่งเมืองเชียงดาว....กับขุนเขาลูกนั้น ที่ยังคงตระหง่าน
ตั้งมั่นด้วยความผ่าเผย โดดเด่นล้ำฟ้าเช่นเคย

ก่อนหน้า คิดอยากจะกลับมาเยือน แต่ด้วยจังหวะแห่งห้วงเวลา
ที่ทำให้ผลัดผ่อนเรื่อยเปื่อย จนล่วงเลยถึงวันนี้
วันที่ฉันคิดว่า...ถึงเวลาแล้ว ที่ฉันควรได้มาเยี่ยมเยือน.....เสียที

อยากจะบอกเธอเหลือเกิน...เชียงดาว.....ที่ฉันคิดถึง

ราวตีห้าเห็นจะได้...ที่พวกเราทั้ง 5 ชีวิต เดินทางมาถึงอาเขตเชียงใหม่ ลงจากรถทัวร์ด้วยอาการสะท้านเล็กน้อย
จากความหนาวเย็น จะอุณหภูมิเท่าไหร่คงไม่ทราบได้ แต่ช่วงราวปลายเดือนพฤศจิกายน อากาศที่เมืองเชียงใหม่
คงจะหนาวเย็นไม่แพ้ที่ไหน ๆ ยืนคอยกันได้สักครู่ รถแดงสองแถวที่นัดไว้ก็มารับ พาเรามุ่งตรงไปสู่อำเภอเชียงดาว...

ผมรู้สึกตื่นเต้นกับทริปนี้เป็นที่สุด คงไม่ใช่เป็นเพราะไม่เคยมาหรอกนะ !!!
แต่เชียงดาว คือขุนเขาปฐมบทการเดินป่าของผม เมื่อครั้งสิบปีที่แล้ว....

....เมื่อครั้ง 22 พฤศจิกายน 2539 พวกเราราว 20 ชีวิต เดินทางจากกรุงเทพด้วยขบวนรถไฟสปรินเตอร์
ถึงเมืองเชียงใหม่ ต่อด้วยปิคอัพไปถึง อำเภอเชียงดาว พอเริ่มเข้าอำเภอเชียงดาว ผมจำได้ว่าเป็นอำเภอเล็กมาก ๆ
สิ่งที่เด่นตระหง่านเป็นที่สุด ก็คือขุนเขาลูกหนึ่ง ที่ตั้งตัวค้ำฟ้า บดบังลอนเขาลูกอื่น ๆ
....หัวหน้าทริปชี้ให้ดู "นั่นแหละครับ...ดอยหลวงเชียงดาว...ผมมาที่นี่ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 7 แล้ว..."
ผมยังจำเหตุการณ์ได้เสมอ
...."คืนนี้อาจจะไม่ทัน..แต่ยังไง คืนพรุ่งนี้ เราคงได้นอนบนยอดสูงสุดกัน..."
...."ฟ้าใส ๆ แบบนี้แหละครับ เตรียมรับมือให้ดี .. หนาวแน่ ๆ ครับทริปนี้..อิอิ" หัวหน้าทริปพูดต่อ
สมัยนั้น กฎระเบียบยังไม่เคร่งครัด ทริปนั้นพวกเราได้นอนบนยอดสูงสุด ด้วยความหนาวเย็นที่กรีดเข้าทุกอนูผิว
....ความทรงจำสีจาง ๆ ของผมเริ่มแจ่มชัดขึ้นทุกที

 

ผมตื่นจากภวังค์!!!
เมื่อเพื่อนร่วมทริปคนหนึ่ง ตะโกนชี้โหวกเหวกด้วยเสียงตื่นเต้น
"โน่นไง เชียงดาว....."
ทุกคนหันไปมอง แล้วก็ร้อง "โฮ.....วิ๊ววววววว..." ด้วยความตื่นเต้น
กับขุนเขาหินปูนสูงเสียดฟ้าตรงหน้า ขณะที่รถแดงของเรา กำลังเข้าสู่ตัวอำเภอเชียงดาว

ผมไม่ได้มีเสียงตอบรับไปกับการโฮฮิ้วนั้น...
แต่ผมพูดไม่ออก รู้สึกใจเต้นแรง กับเสียงในใจที่บอกกับตัวเอง
"ฉันกลับมาแล้วนะ.....เชียงดาว...ที่ฉันคิดถึง..."
ไม่ว่ารถแดงจะขับเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ยังไง ผมก็ยังหันหน้าตัวเองกลับไปมองเชียงดาว
เหมือนเห่อ ๆ ยังไงชอบกล (อิอิ) ก็ผมชอบของผมนี่นา

เพราะสิบปีพอดี ไม่ขาดไม่เกิน วันนี้ครบรอบสิบปี จริง ๆ
วันที่และเดือนยังเหมือนเดิมเป๊ะ เพียงแต่เปลี่ยนจากปี 2539 เป็น 2549 เท่านั้นเอง
ผมเคยบอกขุนเขาแห่งนี้ ว่าผมจะกลับมาหาใหม่ แต่โอกาสที่ไม่เอื้ออำนวยนัก ทำเกิดการผลัดผ่อนไปเรื่อย
ล่วงเลยจนกระทั่งผ่านมาแล้วครบทศวรรษ

สวยงาม ไม่เคยเปลี่ยน....
เชียงดาว เป็นหนึ่งในใจผมเสมอ...ไม่เคยเปลี่ยนเลย จริง ๆ

มีหลายคนเคยถาม ว่าขุนเขาแห่งไหนสวยที่สุดในใจผม
ผมสามารถตอบได้อย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก ภาพแรกที่ออกมาจากใจผมก็คือ....ที่นี่
ก่อนหน้า ผมก็ยังคิดอยู่เสมอว่า..เอ๊ะ เป็นเพราะความประทับใจจากที่แรกหรือเปล่า
แต่พอมาวันนี้ ผมก็สามารถยืนยันกับใจผมได้อีกครั้ง ว่าเชียงดาว ... ก็ยังเป็นหนึ่งในใจผมเสมอ

ไม่นานนักกับการแวะซื้อของอีกเล็กน้อยในตัวอำเภอเชียงดาว ติดต่อเจ้าหน้าที่ ลูกหาบ
พบพี่ประสิทธิ์ รถรับจ้าง ที่มารับเราจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ของเขตรักษาพันธุ์ฯ
มุ่งขึ้นเขาอ้อมไปด้านหลังของดอยเชียงดาว ไปตามถนนคอนกรีตอย่างดี ที่ต่างจาก 10 ปีก่อน ที่เป็นทางดินลูกรัง
ที่เละแสนจะเละ ลุ้นแล้วลุ้นอีก ทั้งความชัน ทั้งร่องลึกข้างถนน ...
ต่างจากวันนี้ ที่แสนสะดวกสบาย

ผมนั่งกระบะท้าย ปล่อยให้ลมเย็นปะทะใบหน้าไปเรื่อย เสียงเครื่องยนต์เร่งเครื่องเพื่อขึ้นทางชันเป็นช่วง ๆ
แต่ผมกลับไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์หรอก ผมได้ยินเสียงนกร้อง เสียงลมหวีดหวิว และเสียงใบไม้ปลิดปลิว
ขับกล่อมเป็นเสียงดนตรีที่แสนไพเราะ...ในเวลานี้

ไม่นานนัก เรารถพาเราไปจุดที่เริ่มเดิน เส้นทางปางวัว
บริเวณนี้ ดูแปลกไปพอสมควร เมื่อก่อนตรงนี้เป็นโค้งถนนแคบ ๆ หญ้าขึ้นรกมาก แต่ตอนนี้กลายเป็นที่โล่งกว้าง
เส้นทางกว้างขวาง ชัดเจน ดูเวลาเที่ยงตรงพอดี ก็เลยจัดการหม่ำข้าวกันซะก่อนเลย ก่อนจะเริ่มเดิน

ชันพอสมควรครับ แต่ไม่ค่อยเท่าไหร่ เส้นทางเดินเลาะไปเรื่อย ๆ เดินง่าย ๆ ชมนกชมไม้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน
ผมต้องเดินแหวกหญ้าคาจนแขนเสื้อดำไปหมด แต่เดี๋ยวนี้เดินง่าย สบายดีจัง ทางกว้างชนิที่เดินเรียงแถว
4-5 คนก็ยังไหว (แต่คนที่อยู่ริมเหว อาจจะตกเขาตายก่อนได้ ในบางช่วง อิอิ)
เดินไปหอบไป จุกนิดหน่อย เพราะเดินหลังจากอิ่มข้าวเที่ยงได้ไม่นาน อาจจะเป็นเพราะ ผมคงไม่ได้เดินหลายเดือน
ด้วยกระมัง พอมาเริ่มเดินทริปนี้ เลยยังต้องอยู่ในสภาพปรับตัวนิดหน่อย เจอเพื่อนร่วมทางจากทริปอื่น
เป็นระยะ ๆ เราแซงเขาบ้าง เขาแซงเราบ้าง ยิ้มให้กัน หยุดคุย ทักทาย มิตรภาพที่เกิดขึ้นกลางป่าเขา
อบอุ่นดีนะครับ ดอยนี้ดีอยู่อย่าง เวลาเดินขึ้น ก็ขึ้นอย่างเดียว ขึ้น...ขึ้น...ขึ้น...แล้วก้อออ...ขึ้น
ไม่ต้องขึ้น ๆ ลง ๆ ให้เสียระดับความสูง อิอิ

สักราวชั่วโมงเศษ พวกเราเริ่มเข้าสู่อาณาเขตที่รายรอบด้วยเขาหินปูนรูปร่างแปลกตา
เป็นอันรู้กันว่าเราพ้นช่วงสูงชัน(ช่วงแรก อิอิ) มาเป็นที่เรียบร้อย เรากำลังเข้าสู่
อ้อมกอดของยอดดอยหลวงเชียงดาว เนื่องจากด้านบนของขุนเขาลูกนี้ มีรูปพรรณสัณฐาน
คล้ายเกือกม้า โดยมีขุนเขาหินปูนสูงตระหง่านอยู่รายรอบ ตรงกลางเป็นร่องหุบ
เดินไปเรื่อยเริ่มมีเสียงคุย เสียงหัวเราะ (เพราะก่อนหน้ามีแต่เสียงลมหายใจแรง ๆ ที่เรียบว่า...หอบ)
แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขก็ไม่นานนัก เพราะความชันเริ่มมาเยือน
และแล้ว ... เสียงหอบก็กลับมาอีกครั้ง ...(เฮ้อ....)

เดินบ้างพักบ้าง ยิ่งใต่ระดับความสูง ก็ยิ่งเห็นภาพความงามขุนเขามากขึ้น เวลาผมเหนื่อยก็รักษาฟอร์ม
ด้วยการหยุดแล้วหยิบกล้องขึ้นมาเล็ง ๆ (อิอิ) วันนี้ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าใสกิ๊ก...กิ๊ก
แดดแรง แต่ลมเย็นก็ปะทะอยู่เนือง ๆ เหมือนเป็นการเตือนว่า คืนนี้หนาวแน่
พวกเราหยุดพัก ข้างทางเป็นยอดหินปูนสูงชนิดที่แหงนคอมอง สักพักมีใครบางคนเห็นความผิดปกติบางอย่าง
มีความเคลื่อนไหวอยู่บนนั้น ผลุบ ๆ โผล่!!!

ในที่สุด เจ้าบ้านเขาก็โผล่มา เป็นกวางผา น่าจะสักราว ๆ 3-4 ตัว โผล่หน้ามามองเรา
พวกเราร้องดีใจผนวกกับความตื่นเต้น ... (บางคนอาจจะคิดว่า ตื่นเต้นไปไมฟะ สวนสัตว์มีเยอะแยะ)
แต่นี่ไม่เหมือนกันครับ เพราะเรามาใกล้กับถิ่นของเขา ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยเกรงกลัวเราสักเท่าไหร่
แต่ผมต่างหาก ที่กลับรู้สึกหวั่นไหว กลัวจะทำให้เขารำคาญ เรามารบกวนเขามากไปหรือเปล่า???
กวางผาเหล่านั้นผลัดกับผลุบ ผลัดกันโผล่ พวกเราก็ได้แต่ดีใจ เขาอาจจะออกมาต้อนรับ หรือรำคาญพวกเรา หรืออาจจะเห็น
พวกเราเป็นตัวประหลาด แต่อย่างน้อยที่สุด พวกเราก็ให้สัญญาเสมอ ว่าพวกเราจะไม่รบกวนพวกท่านมากไปกว่านี้ ^^

หลังจากหายตื่นเต้น ก็เริ่มเดินต่อ ผมก็ยังหันไปมองพวกเขาอยู่เป็นระยะ ดูเหมือนเขาก็ยังมองตามพวกเราอยู่ตลอดเวลา
จนกระทั่งพวกเราเดินลับเหลี่ยมเขาไป แสงบ่าย คล้อยลงเรื่อย ๆ เชียงดาวของผม จะเดินไปก้าวไหน ๆ ก็ดูสวยไปหมด
ผมเก็บรูปไปเรื่อยตามเส้นทางเดินขึ้น ตะวันเริ่มลับเหลี่ยมเขา สาดแสงในบางมุมที่ทำให้ดูสวยแปลกตา

ผมเดินขึ้นมาถึงแคมป์บริเวณอ่างสลุง เป็นคนสุดท้ายของกลุ่ม(อีกแล้ว) ก็มันสวยนี่ครับ ใครจะอดใจไหว
เก็บภาพมาเรื่อย มุมนั้น มุมนี้ บางทีเดินขึ้นมาอีกไม่กี่ก้าว ก็ได้มุมสวยอีกมุม ตะวันยอแสงยามเย็นในวันนี้
เป็นสีแดงเพลิง ดูร้อนแรงเหมือนจะเผาโลกนี้ให้เป็นจุล ผิดต่างกับอุณหภูมิที่กำลังฉาบผิวอยู่ ณ เวลานี้
ที่เหน็บหนาวบาดลึกทุกรูขุมขน ความมืดที่คลืบคลานเข้ามา พร้อมกับความหนาวเย็น ลมปะทะเนือง ๆ
ผ่านผิวกายเมื่อไหร่ เป็นอันต้องสั่นสะท้าน!!!

กางเต็นท์ จัดเตรียมอาหารเสร็จเรียบร้อย นั่งล้อมวงบรรลงบรรเลง(การกิน) ภายในเวลาไม่นานนัก
มื้อเย็นวันแรกนี้ เรากินกันแบบเรียบง่าย เพราะวางแผนมาว่า เราคงจะเหน็ดเหนื่อยจากการเดิน ก็ทำอะไรกินง่าย ๆ ละกัน
สำหรับวันนี้ นั่งคุยกันสักพัก ไม่นานนักหลังอาหารเย็น ต่างคนต่างแยกย้ายเข้านอนด้วยความเหนื่อยอ่อน
จากการเดินยาวไกลตลอด 4-5 ชั่วโมง ผนวกกับเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาจากเมืองกรุงฯ

ฉันเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดเธอแล้วนะ คืนนี้ฉันจะขออิงแอบเธอ...เชียงดาว
อีกเพียงไม่กี่ก้าว...กันคงได้ไปยืนบนยอดสูงของเธอ...
รอเวลาหน่อยนะ รอเวลาที่ฟ้าสาง เวลาที่ตะวันโปรยแสงลงบนผืนหมอก
แสงตะวันที่จะทำให้เธอดูงดงาม .. และยังเป็นหนึ่งในใจฉันเสมอ

ขุนเขาที่โอบกอดผมด้วยความอบอุ่น...ภายใต้บรรยากาศที่หนาวเย็น
มันเป็นความสุขที่เกินจะบรรยายเสียจริง

ตอนหน้า ผมจะเล่าถึงบรรยากาศถึงตอนรุ่งสาง ในการขึ้นไปเยี่ยมชมความงามบนยอดสูงสุด
แห่งขุนเขาหินปูนแห่งนี้ครับ

โดย ลุงเอก

 

กลับไปที่ www.oknation.net