วันที่ พุธ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ฤดูเลือกตั้งใน 3 จังหวัดชายแดนใต้


สวนทางปืน / (ฉ.801)


 ปรากฏการณ์ทางสังคมประการหนึ่ง ที่มีเหมือนๆ กันไม่ว่าที่ไหน ส่วนไหนของโลก คือ การแสวงหาแนวทาง วิธีการ ในการใช้อำนาจควบคุมสังคม ควบคุมคน หรือที่เรียกกันว่า ระบอบการปกครอง
 ประเทศไทยเรา ฟังๆ ดูเหมือนกับว่าจะเหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตยในแบบที่นิยามกันว่า อำนาจเป็นของประชาชน แต่ครรลองคลองธรรมของประชาธิปไตยแบบไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบ เนื้อหา เหมือนอย่างที่เห็นในโลกตะวันตก หลายๆ อย่างในความรู้สึกนึกคิดของคนไทย ยังคงเปิดใจยอมรับความเป็นเผด็จการอยู่ จึงทำให้เราได้เห็นภาพแปลกๆ เช่น การที่ชาวบ้านพากันเอาดอกไม้ไปมอบให้ทหารในวันรุ่งขึ้นของการปฏิวัติ 19 กันยา

 ผู้เขียนเองก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน พอเรารู้สึกไม่พอใจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ครรลองประชาธิปไตยที่ปากบอกก็เปลี่ยนไป เรียกร้องทุกอย่างทุกวิธีเพื่อให้รัฐบาลที่ว่านี้พ้นไปจากการปกครองเรา และสุดท้าย ทหารก็ออกมาปฏิวัติ รัฐประหารกัน แต่พอผ่านมาไม่ถึงปี เสียงของเราก็เริ่มอยากได้เจ้าประชาธิปไตยกลับมาอีก เห็นว่า ทหารไม่เก่ง เศรษฐกิจไปไม่รอด สังคมแย่ และดูเหมือนว่ารัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารเองก็รู้สึกว่าตัวเองได้เวลาต้องไปแล้ว การมาชั่วคราวครั้งนี้จบแล้ว หรือน่าจะเรียกว่า รัฐบาลชั่วครั้งชั่วคราวแห่งประเทศไทย

 ทำให้ผู้เขียนนึกถึงเมื่อครั้งนั่งร่วมวงกับเพื่อนพ้องน้องพี่ ทำการสรุปแนวคิดแนวทางที่จะทำการต่อสู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เพราะรู้สึกเหนื่อยเกินไปสำหรับการต้องแบกกองกำลังติดอาวุธ ที่นับวันก็จะถดถอยลง ทั้งจากการปราบปรามของรัฐไทย และทั้งจากการดูแลได้ไม่ดีเท่าที่ควร กองกำลังติดอาวุธเพื่ออุดมการณ์ จึงค่อยๆ แปรสภาพเป็นกองโจรปิดถนน ปิดโครงการเรียกค่าคุ้มครอง ซึ่งพัฒนาการของกองกำลังที่ย่ำแย่ลง เป็นเหมือนๆ กันทุกด้าน เมื่อฝ่ายองค์กรนำไม่สามารถดูแลอย่างทั่วถึง ทั้งอาหารการกินและที่หลบภัยยามเจ็บไข้ได้ป่วย บาดเจ็บล้มตาย จึงนำไปสู่การยุบเลิกขบวนกองกำลังติดอาวุธ

 วันนั้นเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ทำให้คิดว่า หรือจะเรียกว่าถูกบังคับให้คิดก็ได้ เพราะถ้าไม่เปลี่ยนวิธีการต่อสู้กันใหม่ เห็นทีขบวนการต่อสู้ของชาวมลายูปาตานีต้องถึงกาลอวสานแน่ ประกอบกับห้วงเดียวกันกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยเองก็เริ่มถดถอยด้วยเช่นกัน

 แต่ครั้นจะเลิกสู้กันไปเฉยๆ ก็ดูกระไรอยู่ เพราะจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ทรยศ สุดท้ายเมื่อผู้เขียนเสนอเรื่องการสนับสนุนกลุ่มการเมืองในระบอบรัฐสภา และหันมาต่อสู้ในแนวทางสันติวิธีแบบเลือกตั้งแบบการเมืองไทยๆ หลายคนจึงสนับสนุน โดยเฉพาะเพื่อนพ้องที่ต้องดูแลด้านหาเงินหาทองและฝ่ายส่งกำลังบำรุง เพราะสองฝ่ายนี้เหนื่อยและเดือดร้อนที่สุด แต่ก็มีฝ่ายไม่เห็นด้วยยังอยากสู้ต่อแบบเดิม (ต่อมาได้แอบจัดตั้งกันใหม่ลับๆ จนกลายเป็นใหญ่โตในปัจจุบัน) สุดท้ายเมื่อเห็นเหมือน ทุกคนจึงค่อยๆ ปลดสัมภาระบนหลังของตนเอง จนคนสุดท้ายของกองกำลังติดอาวุธหมดจากป่าเขา
 สุดท้ายของสุดท้ายในวันนี้ ฝ่ายการเมืองที่คาดหวังว่าจะเป็นแนวทางใหม่ของการต่อสู้ นานวันก็กลับกลายเป็นการเมืองเพื่อตนเองเพื่อผู้อื่น แต่ไม่ใช่เพื่อมลายูปาตานี พวกเขาเริ่มพูดเป็นรัฐไทยมากขึ้นทุกวัน

 ที่น่าเจ็บใจที่สุด คือ การถูกพวกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยในครั้งโน้น ได้โอกาส เยาะเย้ยถากถาง พร้อมประกาศรูปธรรมแนวทางของพวกเขาให้เห็นจนถึงทุกวันนี้ (กลุ่มที่แตกจากเดิมจัดตั้งใหม่)
 ดังนั้น การเมืองรอบนี้ของสามจังหวัด คงพูดได้ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของใครของมันจริงๆ ไม่มีนโยบาย ไม่มีคำสั่งว่าต้องสนับสนุนใครในเขตไหน จะเป็นวาดะห์ ดารุสลาม หรือพรรคไหนๆ ที่น่าสนใจคือกลุ่มคนแนวใหม่เอง ดูทีท่าอาจจะแอบสนับสนุนส่งเสริมบางกลุ่มบางพรรคก็ได้เพื่อจะหวังให้ช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ในทางคดี โดยเฉพาะระดับนำหลายคน เห็นเดินเข้า-ออกบ้านนักการเมืองมากขึ้น
 ความจริงกลุ่มวาดะห์ แม้จะดูเป็นตัวเต็งในการเลือกตั้งทุกครั้ง แต่เลือกตั้งคราวที่แล้วก็แพ้ราบไป คราวนี้คาดหวังว่าจะพลิกฟื้นอีกครั้ง ผู้เขียนคงบอกได้แต่เพียงว่า เหนื่อยหนักสาหัสเลยเที่ยวนี้ เพราะทีมงานหลักๆ ของวาดะห์ คือสายอิหม่าม สายปอเนาะ หรือที่เราเรียกสายโต๊ะครู สายศาสนา กลับลำลงมาเล่นเอง โดยช่วยกันผสมผสานกับกลุ่มที่ผิดหวังกับกลุ่ม ส.ส.เก่า บวกกับกลุ่มที่มีอคติกับรัฐบาล

 ประจวบเหมาะจัดตั้งเป็นกลุ่ม ชื่อ 'สัจจานุภาพ' ที่แกนนำหลักๆ คือ หมอแวมะฮ์ดี อดีต ส.ว.นราธิวาส และ อดีต ส.ว.ปัตตานี คุณมุกตา วาบา เจ้าของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และยังสามารถระดมหัวคะแนนของกลุ่มวาดะห์และประชาธิปัตย์ เข้ามาเสริมทีมกันคับคั่ง
 โดยเฉพาะหัวคะแนนที่เราเรียกว่าพวกหัวเอียงซ้าย ปากชอบเชียร์กลุ่มก่อความไม่สงบ ซึ่งเดิมทีเป็นแกนนำสำคัญของกลุ่มวาดะห์ ตรงนี้แหละที่ผู้เขียนเห็นว่า กลุ่มวาดะห์คงต้องปิดฉากซะที ยิ่งไปอยู่กับพรรคประชาราช ซึ่งไม่มีเหตุผลอะไรเลยนอกจากตัวเลขของกระสุนดินดำ

 ขณะเดียวกัน กลุ่มสัจจานุภาพ เรียกประชุมบรรดาพรรคพวก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาหรือสถาบันปอเนาะ สรุปสุดท้ายบอกว่าจะไปอยู่พรรคไหน ชื่ออะไรยังไม่ชัดและไม่สำคัญ แต่มันสำคัญตรงที่ว่าเรากำลัง 'อยู่ตรงต้นคอ' (สำนวนมลายู) กับผู้ที่มีอำนาจของประเทศนี้ และถ้าไม่อิงกลุ่มผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้จะอยู่ลำบาก ปอเนาะอาจถูกปิดล้อมตรวจค้น และหากยิ่งไปอยู่กับฝ่ายทักษิณ ก็อาจจะลำบากมากขึ้น

 จึงเท่ากับสายศาสนาและสายนักเคลื่อนไหว แตกเป็นสอง คือ กลุ่มเชียร์วาดะห์ กับกลุ่มเชียร์สัจจานุภาพ ซึ่งวิเคราะห์ดูแล้วอาจรู้สึกว่า พรรคประชาธิปัตย์น่าจะได้เปรียบ แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะบรรดาพลพรรคของประชาธิปัตย์แม้ไม่ได้มีฐานเสียงจากสองกลุ่มข้างต้นเหมือนวาดะห์ และสัจจานุภาพ แต่ตลอดเวลาที่ได้ครองเก้าอี้ ส.ส.ทั้งทีมเมื่อคราวที่แล้ว กลับไม่มีกึ๋นเพียงพอที่จะช่วยเหลือชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อนได้ ประกอบกับตัวบุคคลของประชาธิปัตย์ได้แรงหนุนจากสายกลุ่มผู้มีอิทธิพลเป็นหลัก

 ความยากลำบากอยู่ตรงที่บรรดาลิ่วล้อหัวคะแนนของประชาธิปัตย์ มีโจทก์เยอะ ไปไหนมาไหนต้องระวังตัว ออกเดินบี้เดินบดกดดันด้วยอิทธิพลกับใครต่อใครไม่ได้ง่ายๆ เหมือนคราวก่อน เพราะบรรดาหัวคะแนนที่มีอิทธิพลทั้งหมด ล้วนสำแดงอิทธิพลกับชาวบ้านได้ ก็เพราะมีความสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่รัฐ

 วันนี้อิทธิพลของคมกระสุนฝ่ายก่อความไม่สงบกำลังมีอิทธิพลสูงสุดอยู่ในพื้นที่นี้ ฝ่ายอิทธิพลที่มีความสนิทสนมกับ ตำรวจ ทหาร จึงต้องระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะวันนี้ใครโดนอะไร? อย่างไร? ไม่มีเรื่องอื่น บทสรุปมีประเด็นเดียว 'คาดว่าเพื่อสร้างสถานการณ์'

 ส่วนอีกกลุ่ม เช่น กลุ่มสันติภาพไทย ก็ยังลูกผีลูกคน บางทีก็แว่วว่าจะไปรวมกับ พลังประชาชน ไปๆ มาๆ ก็จะไปรวมใจไทย ตอนนี้ก็ได้ยินว่า บิ๊กจิ๋วชวนไปร่วมวง สรุปสุดท้ายก็เลยยังไม่รู้ว่าคุณพิเชษฐ์ จะเอายังไง แต่ในบรรดาพลพรรคก็ยังฮึกเหิมบอกว่า ถ้าไม่ไปรวมกับใครก็พร้อมจะทำเอง แต่แอบกระซิบว่า ไม่รู้จะเอาเงินมาจากไหน?

 ข่าวล่าสุด กลุ่มหมอแวก็เข้าสังกัดประชาราช โดยทำข้อตกลงกับกลุ่มวาดะห์เรื่องเขตเลือกตั้ง และใช้นโยบาย 'แยกกันเดิน รวมกันทีหลัง' แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
 สรุปไปแล้วการเมืองสามจังหวัดวันนี้ แม้ดูจะมีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวอยู่บ้าง แต่ก็ยังอยู่ในลักษณะเงียบๆ เคลื่อนกันช้าๆ ว่ากันเฉพาะกลุ่มนำกลุ่มแกน ยังคงไม่แสดงอะไร หรือเคลื่อนไหวอะไรในระดับชาวบ้านร้านตลาดมากนัก เป็นเพียงการเคลื่อนไหวของกลุ่มตัวนักการเมืองเอง ว่าใครจะไปอยู่ไหน พรรคไหน ส่วนนโยบาย ยังไม่มีการพูดกันนัก เพราะเพียงแค่หาคนสมัครผู้แทนก็ยากเต็มทีแล้วในวันนี้ เพราะไม่แน่ใจว่า พวกกลุ่มก่อความไม่สงบมันจะตีความว่าพวกนักการเมืองเป็นอะไร เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้ให้ความช่วยเหลือรัฐ

 ที่แน่ๆ แม้วันนี้เหตุการณ์ไม่สงบจะยืดเยื้อมาสามปีแล้ว แต่นักการเมืองกลับอยู่รอดปลอดภัยกันดี หากถามว่าทำไม? คงตอบได้ว่า เพราะหัวคะแนนของกลุ่มการเมืองไหนๆ ก็มีคนของขบวนการร่วมอยู่ด้วยทั้งนั้น จะมากจะน้อย ก็แล้วแต่ความชอบของแนวร่วมแต่ละพื้นที่ ด้วยเหตุผลเดียวคือ เอาไว้ปกป้องคุ้มครองตัวเองได้

 ในกลุ่มหัวคะแนนกันเอง ก็ฟัดกันไม่ได้หยุดเหมือนกัน เพราะถ้านับศพกันจริงๆ ที่เสียชีวิตเพราะสาเหตุมาจากการเมืองมากที่สุด เพราะการเมืองก็คือช่องทางเข้าสู่อำนาจ จะใช้ปืนหรือกฎหมาย ก็ไม่ต่างกัน

โดย บะห์รูน

 

กลับไปที่ www.oknation.net