วันที่ พุธ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ღ ° จดหมาย… สื่อสัมพันธ์ไม่มีวันตาย ° ·


ไปรษณียบัตร ลายมือ เฟิงสุ่ยจูเนียร์ เขียนส่งป.ณ.๘๐

จดหมาย… สื่อสัมพันธ์ไม่มีวันตาย

จำไม่ได้แล้วว่าเขียนจดหมายฉบับสุดท้ายเมื่อไหร่ ขณะเดียวกันจดหมายจากใครๆ ที่ส่งตรงมาถึงข้าพเจ้าระยะหลังก็หายไป โลกของจดหมายกำลังสั่นคลอน... โลกของจดหมายใกล้จะอวสาน หรือ?

ความจริงหลายคน ยังคงกระหายที่จะเขียนจดหมายกันอยู่ แต่เดี๋ยวนี้ ข้อเท็จจริงที่เราอาจไม่รู้คือยอดการเขียนจดหมายของคนทั้งโลกลดลง

เป็นวิกฤตรุนแรงไหม ไม่อยากใช้คำนั้น แต่นักวิทยาศาสตร์ สาขาทฤษฎี ปี 2530 ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน ซึ่งเคยเขียนบทความเกี่ยวกับจดหมาย มองว่านี่ละ “จุดจบของจดหมาย” โดยแท้

คลิกเพื่อชม คลิป งานสัปดาห์สากลแห่งการเขียนจดหมาย...

จดหมาย...สื่อสัมพันธ์ไม่มีวันตาย

คลิปนี้ทำเป็นมิวสิควิดีโอเพลงเกี่ยวกับจดหมาย

โปรดปิดเครื่องเล่นเพลงด้านล่างเสียก่อนค่ะ

โปรดโหลดคลิป๑ รอบก่อนแล้วจึงเริ่มรอบชมจริงเพื่อความราบรื่น

ความยาว๑๐ นาที

ได้ทำ สแตมป์ภาพป้า หลานกันจากงานนี้

งานระบายสี พื่อทำเป็นเข็มกลัด ฝีมือคนละ ๑ ชิ้น

ถ่ายรูปกับแมสคอต มิสเตอร์ซองบิน

ดูกันเองค่ะ ชิ้นไหนงานป้า ชิ้นไหนงานหลาน

เข็มกลัดฝีมือระบายสี ของผมเองครับ เฮงต๋ง

จดหมาย...ใกล้วิกฤต

ยิ่งโลกถูกย่นและย่อให้เล็กเท่าไหร่ แค่คลิกอุปกรณ์ไฮเทคโนโลยีชีวิตก็รวดเร็วดั่งใจ ความรู้สึกที่เรามีต่อจดหมาย ดูเหมือนจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นความเชยเฉิ่ม แทบมองไม่เห็นกระทั่งคุณค่าดีงาม ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในข้อความที่ถ่ายทอดออกจากก้นบึ้งหัวใจ เรียงร้อยผ่านถ้อยคำสละสลวย เขียนด้วยลายมืออันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

โทรศัพท์มือถือ sms / e-mail หรือ msn เว็บบอร์ด cam-fog ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้คือความทันสมัยที่ทำให้ชีวิตมนุษย์ยุคใหม่สะดวกสบาย อยากส่งความคิดถึงให้พ่อแม่ก็แค่กดเบอร์โทรศัพท์ กรอกเสียงไป ตามใจอยาก เป็นอันหายคิดถึง เหงาๆ อยู่บ้านคนเดียวเกิดอยากคุยกับเพื่อนซี้ก็ใช้วิธีเปิดห้องสนทนา เม้าส์ได้ทั้งวัน ที่สำคัญยังเห็นหน้ากันจะจะ

ไม่ปฏิเสธหรอกว่าความก้าวไกลของเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยสำหรับการใช้ชีวิตในปัจจุบันให้ดูง่ายขึ้น แต่นั่นอาจไม่ใช่ตัวช่วยสุดท้ายแน่ๆ เพราะไม่เช่นนั้นการส่งข้อความและความคิดถึงรูปแบบเดิมอย่างจดหมาย ก็จะค่อยๆ ทยอยสูญหายและตายไปในที่สุด

เมื่อดูจากสถิติการเขียนจดหมายของประเทศต่างๆ ปีที่แล้ว คุณจะต้องตกใจว่ามันอาจอยู่ในนิยายประโลมโลกสักเรื่อง ไม่ใช่เรื่องจริงแน่ๆ คนอเมริกาเขียนจดหมายปีละ 225 ฉบับ คนออสเตรเลียเขียนจดหมายปีละ 178 ฉบับ คนอังกฤษเขียนจดหมายเพียงปีละ 128 ฉบับ ขณะที่คนฝรั่งเศสกับคนอิตาลีเฉลี่ยแล้วตกปีละ 99 กับ 56 ฉบับเท่านั้น ส่วนคนไทยตกสำรวจ?!... รวมถึงชาติในเอเชียอีกมากมาย

แต่นั่นก็คงพอเป็นสิ่งยืนยันได้ระดับหนึ่งว่าทั่วโลกมีคนเขียนจดหมายน้อยลง 5 ชาติที่ยกตัวอย่างล้วนเจริญรุดหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เรื่องเทคโนโลยีไม่ต้องพูดถึง ล้ำกว่าบ้านเราไม่รู้กี่เท่า น่าแปลกตรงที่คนในประเทศกลับไม่สนใจการเขียนจดหมาย

ในหนังสือ Letters of the Century (เขียนโดย แอล. กรุนวอลด์ กับ เอส.เจ. เอ็ดเลอร์) ระบุว่า วัฒนธรรมการเขียนจดหมายของมนุษย์กำลังล่มสลาย สาเหตุก็มาจากความนิยมในอินเทอร์เน็ตที่พุ่งทะยานสูงเกินกว่าจะยับยั้งได้ และผลกระทบคือว่าธุรกิจไปรษณีย์ต้องสูญเสียรายได้ถึง 7 แสนล้านบาทต่อปี (เฉพาะที่สหรัฐอเมริกา)

อย่างนี้ถ้าใครจะบอกว่า จดหมาย...ใกล้วิกฤต ก็ไม่สงสัยเลย เพราะโลกขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันหมด และอนาคตจดหมายอาจกลายเป็นเพียงหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ ถามใครเป็นส่ายหน้า ไม่รู้ๆๆ อย่าว่าแต่ตัวจดหมายจริงๆ เลย รูปแบบการเขียนแทบจะไม่อยู่ในสาระบบ ถึงตอนนั้นก็ กู๊ดบาย..สวัสดีจดหมายที่รัก

แทนใจด้วยจดหมาย

แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ยุคที่ยังไร้อุปกรณ์ไฮเทคโนโลยีทั้งหลายแหล่ เมื่อถึงโอกาสต่างๆ วันเกิด วันพ่อ วันแม่ วันรับปริญญา วันแต่งงาน วันที่รู้สึกคิดถึงเพื่อน วันที่อยากบอกความในใจกับคนแอบปิ๊ง วันเปิดเรียนที่ต้องจ่ายค่าเทอม วันต้นเดือนที่ต้องจ่ายค่าห้องเช่า ฯลฯ เรามักจะส่งข้อความ เหตุผลจำเป็น รวมถึงถ้อยคำที่ฟังดูอาจจะลิเก๊...ลิเก ไปถึงปลายทางโดยจดหมาย

นักประพันธ์ชื่อก้องของไทย “ยาขอบ” หรือ “โชติ แพร่พันธ์” เจ้าของผลงานอมตะ “ผู้ชนะสิบทิศ” ก็ใช้วิธีเขียนจดหมายถึงหญิงสาวนางหนึ่งนาม “พนิดา” ด้วยลายมือที่กลั่นออกมาจากหัวใจ สารภาพรักกับหล่อนจนหมดเปลือก

“...ในเวลาดึกสงัด แม้แต่รองน้ำประปากันนอกวัด เวลาไหลลงปี๊บทีแรก ได้ยินเสียงโกรกๆ เข้ามาเช่นนี้ คิดถึงดาในวันนี้ และในวันที่ถ้าจะได้ยอดรักฉันมาจริงๆ เป็นความสัตย์ ไม่ได้คิดด้วยโลกีย์และอารมณ์ของผู้ชายอย่างเดียวเลย...

...ขอให้เชื่อในอีกสิ่งหนึ่งคือไม่มีเวลาไหนเลยที่ดาจะไปจากความคิดของฉัน ถ้ากุศลของฉันมีพอจะได้จดหมายของคุณมาจากใจจริงของคุณ เช่นเดียวกันแล้วก็ได้ เอาความคิดถึงของดาตั้ง แล้วเอา 100 คูณผลที่ได้เท่าไหร่ นั่นคือ 1 ใน 10 ของความคิดถึงของฉัน...”

แม้แต่นักคิดคนสำคัญของโลก และเป็นศาสดาแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์ “คาร์ล มาร์กซ์” หรือกระทั่งกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ “นโปเลียน โบนาปาร์ต” ก็อาศัยจดหมายเป็นช่องทางสื่อความรู้สึกต่อหญิงผู้เป็นดั่งดอกไม้ของหัวใจ

“...ในโลกนี้มีผู้หญิงมากมาย ไม่ยากอะไรเลยที่ฉันจะมองหาใบหน้าที่สวยสดงดงามของผู้หญิงที่มีอยู่มากมาย แต่จะมีใบหน้าของผู้หญิงคนใดเสมือนใบหน้าของคุณได้ ฉันรักความเหี่ยวย่นที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าคุณ เพราะทุกริ้วรอยเหล่านั้นคือความทรงจำหวานชื่นทั้งหมดแห่งชีวิตของฉัน” ตอนหนึ่งในจดหมายรักที่ “คาร์ล มาร์กซ์” บอกถึงหญิงสาวที่เติบโตมาด้วยกัน “เจนนี วอน เวสท์ฟาเลน”

“ฉันไม่รักเธอ ไม่รักเลยสักนิดเดียว ตรงกันข้าม ฉันชังเธอ เธอเป็นนางชินเดอเรลลาที่ซุกซน อุ้ยอ้าย เบาปัญญา เธอไม่เขียนถึงฉัน เธอไม่รักสามีของเธอ เธอย่อมรู้ดีว่าจดหมายของเธอให้ความสุขแก่ฉันเพียงใด แม้กระนั้นเธอก็เขียนถึงฉันเพียง 6 บรรทัดเท่านั้น แล้วยังเขียนชุ่ยๆ อีกด้วย

...ฉันหวังว่าอีกไม่ช้าแล้ว ฉันจะได้กอดรัดเธอไว้ในอ้อมแขนของฉัน แล้วจะดมดอมเธอด้วยจำนวนจูบสักล้านครั้ง จูบร้อนแรงของฉันเป็นดั่งความร้อนรนต่ำกว่าใต้เส้นอีเควเตอร์เช่นนั้น” บางตอนในจดหมายรักเชิงตัดพ้อของ “นโปเลียน โบนาปาร์ต” ที่มีต่อแม่ม่ายวัย 32 “มารีโรส โจเซฟิน ทาสเชร์ เดอ ลา ปาชรี”

ปลุกกระแส... จดหมาย

การทำให้เฟสติวัลนี้เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่คนไทยทั้งชาติต้องช่วยกัน ... ไม่ใช่สิ ต้องช่วยกันทั้งโลกนั้นละ ลดการใช้ความเป็นไฮเทคโนโลยี แล้วหันมาจับปากกา จรดลงกระดาษ พรั่งพรูข้อความที่อยากพูด อยากระบาย อยากบอก (อยากด่า อยากว่าก็ได้นะ ดีกว่าส่ง sms หรือใช้ภาษาพ่อขุนฯ เด่นหราหน้าเว็บบอร์ด อย่างนั้นไม่สมควร) จะเขียนกี่หน้า สั้นยาวไม่สำคัญ เพราะนั่นคือความรู้สึกของคุณที่มีต่อใครคนหนึ่ง

“ออมสิน ชีวะพฤกษ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย บอกว่า อยากให้ทุกคนเล็งเห็นคุณค่าของจดหมายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นช่องทางสื่อสารของมนุษย์ ใช้กันมาตั้งแต่สมัยอดีต แต่เดี๋ยวนี้กำลังหายไปจากสังคมไทย

“เราต้องไม่ลืมคุณค่าของสิ่งที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว จดหมายมีความละเอียดอ่อน เวลาคุณจะเขียนไปถึงใคร ยิ่งเขียนด้วยลายมือ ผ่านไปกี่ปีๆ หยิบมาอ่านอีก ก็จะได้ความประทับใจเสมอ ต่างกับการส่งอีเมล หรือเอสเอ็มเอส ส่งวันนี้อีกไม่กี่วันก็หายไป บางทีจำได้หรอกว่าข้อความในนั้นสาระสำคัญคืออะไร เพราะลบทิ้งแล้ว แต่จดหมายยังอยู่ เผลอๆ บางทีเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ได้ด้วย”

เห็นหรือยังละว่าการเขียนจดหมายนั้นมีคุณค่ามหาศาลมากกว่าที่คุณคิดเสียอีก อย่าเหนื่อยหน่าย อย่าขี้เกียจ เพราะบางทีอาจเป็นสมบัติทางใจอย่างแท้จริง หาไม่ได้อีกแล้ว เช่นจดหมายรักของเหล่านักประพันธ์ นักคิด หรือกษัตริย์ ที่ยกมาข้างต้น ล้วนแล้วแต่มีผลต่อความรู้สึกทั้งผู้ส่งและผู้รับ

จดหมายน้องมาลัยรัตน์ มั่นสัมฤทธิ์

ไม่เพียงแค่นั้น บางครั้ง จดหมายฉบับเดียวนี่ละอาจพลิกชะตาชีวิตได้ เช่นที่ น้องมาลัยรัตน์ มั่นสัมฤทธิ์ วัย 12 จาก จ.พิจิตร ตัดสินใจเขียนจดหมายด้วยลายมือตัวเอง ข้อความในนั้นบอกเล่าความเป็นไปของชีวิตและครอบครัวที่มีแม่นอนป่วยเป็นอัมพาต ส่วนพ่อจากไปตั้งแต่เด็กๆ และน้องมาลัยรัตน์ก็จ่าหน้าซองถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่นานนักพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านก็ถูกส่งต่อมายังเด็กน้อยผู้น่าสงสารให้สามารถยืนหยัดใช้ชีวิตได้อย่างไม่รู้สึกเดียวดาย

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว มาเขียนจดหมายกันดีกว่า...จดหมาย… สื่อสัมพันธ์ไม่มีวันตาย

จดหมายรูปแบบต่างๆ

ดัดแปลงจากhttp://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=magazine&id=196832

แหล่งภาพ

1.ภาพถ่ายจากงาน ของข้าพเจ้าเอง

2. ภาพจากเว็บไซต์ไปรษณียไทย

Please Mr.Postman /Carpenters

ฟังเพื่อประกอบเรื่อง มิได้มุ่งการค้า

โปรดอุดหนุน สินค้าลิขสิทธิ์

โดย feng_shui

 

กลับไปที่ www.oknation.net