วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มณีสาย ตอนที่ 3


"""""""""""""

น้ำลายในคอผมเหนียวหนืด ขมปากเหมือนจะเป็นไข้ ระยะทางจากที่ยืนอยู่กับกุฏิท่านอาจารย์ไม่ไกลเกินร้อยก้าว แต่ผมกลับใช้เวลานานราวล่วงผ่านมาสักสิบปี เพราะความมึนงงปวดร้าวสับสน ทุกอารมณ์ประเดประดังโถมทับจนแทบฟั่นเฟือน เม็ดเหงื่อโป้งๆ แตกพลั่กไปทั้งตัว

“ท่านอาจารย์ ช่วยผมด้วย” ผุดคำแผ่วโหยอยู่ในใจ ขยับเท้าก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก สภาพผมตอนนี้คงไม่ต่างอะไรกับอ้ายเกิ๋น ที่ป้ำๆเป๋อๆแต่ชอบเข้านอกออกในวัดจนเป็นบ้านหลังที่สอง ใครมาเห็นคงแอบขำ แม้แต่ผมเองก็อดขำตัวเองไม่ได้ว่า...นี่คือการดูละครที่ตัวเองกำลังเล่นอยู่อย่างแท้จริงทีเดียว

ด้วยจิตที่มีสติ ติดตามอาการทั้งหลายอย่างใกล้ชิด มองเห็นในทุกขึ้นตอน แต่ไม่สามารถเอาชนะอำนาจครอบงำจากภายนอกได้

และแล้วผมต้องสะดุ้งเฮือก เหมือนคนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย  ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติอย่างฉับพลัน เมื่อมีเสียงเรียกเจื้อยแจ้วอยู่ข้างหลัง

“พี่มั่นคง” เสียงใสๆที่คุ้นเคย เอ่ยชื่อผมเบาๆ ก่อนที่เจ้าของเสียงจะมาปรากฏอยู่ตรงหน้า ดวงหน้าแป๋วแหววยิ้มทั้งปากทั้งนัยตา ผมรู้สึกเหมือนถูกจับเท็จในเรื่องที่ชวนอับอาย ด้วยเด็กเมื่อวานซืน จึงเสแสร้งทำเสียงเข้มดุใส่เธอ

“ว่าไงโลเล วันนี้มีอะไรพิเศษ ถึงได้มาอยู่ใกล้ๆท่านอาจารย์ สงสัยน้ำจะท่วมภูเขาก็คราวนี้”

เด็กสาวทำหน้าเฉยเมย ไม่สนใจที่ผมแขวะ

“วันนี้คงมีอะไรพิเศษจริงๆแหละ เสือกับสิงห์จึงมาเจอกันได้” พูดเสร็จทิ้งช่วงนิ่งเพื่อดูปฏิกิริยาของผม เด็กคนนี้ช่างกวนโมโหได้ทุกรูปแบบ

“ทิชา” น้ำเสียงเข้มและการเรียกชื่อจริงๆ หาได้ทำให้เธอสยบยอมผมไม่

“คะ พี่ชาย มีอะไรให้น้องช่วย” แววขันในน้ำเสียงที่เกินปกติ จนผมระแวงว่าอาจถูกเด็กคนนี้วางแผนเล่นงานตามประสาเด็กซนที่เคยถูกผมลงโทษมาครั้งหนึ่งแล้ว เพราะท่านอาจารย์โอนหน้าที่การดูแลเรื่องเรียนเขียนอ่านของเธอมาที่ผม จนกระทั่งจบระดับมัธยมปลาย ยังไม่มีแววกระตือรือรั้นที่จะเรียนให้สูงๆ เพื่อดูแลตัวเอง ยิ่งในยามที่คนดูแลทั้งหลาย ใกล้จะต้องจากเธอไป ผมย้ำเรื่องนี้บ่อยครั้งจนเธอเอือม และผมก็เอือมเธอ เพราะเธอยังยืนยันคำเดิมว่าไม่ต้องเรียนมาก แค่อ่านหนังสือออกก็พอแล้ว เรียนมากปวดหัว

ชื่อโลเลที่ผมเรียก มาจากความไม่เอาไหนสักเรื่องของเธอ  ทั้งยังดูไม่เหมือนเด็กผู้หญิงเท่าใดนัก แม้แม่ชีอาวุโสพยายามเสี้ยมสอนให้มีกิริยาวาจาอ่อนหวานนุ่มนวลสักเท่าใดก็ตาม ดูจะไร้ความหมาย ยกเว้นกับท่านอาจารย์เท่านั้นที่เธอยอมให้ ตั้งแต่ตัวเล็กๆ ที่คุกเข่าปรนนิบัติดูแลท่าน เท่าที่เด็กหญิงจะพึงทำให้ได้ และยามพูดจาก็มีหางเสียง เจ้าคะ เจ้าขา ผิดไปเป็นคนละคน จนไม่น่าเชื่อ

ผมรู้ว่าเธอรักท่านยิ่งกว่าบิดาบังเกิดเกล้า และท่านเองก็ไม่เคยปริปากบอกใครเรื่องชาติกำเนิดของเธอ ทุกคนในวัดรับรู้แต่ว่า เช้าวันหนึ่ง ท่านกลับมาจากบิณฑบาตร พร้อมกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งเดินตามหลังท่านมา

ผมเชื่อว่าโลเลน่าจะจำเรื่องราววัยเด็กของตัวเองได้บ้าง แต่เธอไม่เคยบอกใครเช่นเดียวกัน เหตุนี้กระมัง ที่เธอยืนยันเสียงแข็งว่า พ่อของเธอคือท่านอาจารย์ และแม่ของเธอคือท่านแม่ชี

คนนอกวัดฟังแล้วอาจตกใจ แต่คนในวัดอมยิ้มอย่างเห็นขำ แต่ไม่กล้าหัวเราะเพราะความสงสารเวทนาในเด็กหญิงตัวน้อยๆ ที่ช่างเจรจา ส่วนผมก็รับบทบาทเป็นพี่ชายของเธอไปอย่างเต็มใจ

ดังนั้นเวลาเรามีความเห็นไม่ลงรอยกัน โดยเฉพาะเรื่องชีวิตของเธอ ทำให้ผมอยากจะหวดก้นเสียให้เข็ด ถ้าเป็นน้องสาวจริงๆ ผมอาจพาเธอไปอยู่กรุงเทพฯ และพยายามเคี่ยวเข็นให้เรียนต่อ แต่เพราะไม่ใช่น้องแท้ๆ ผมจึงต้องให้เธอคิดเอาเอง ว่าจะทำอย่างไร เมื่อไม่มีแม่ชี ไม่มีท่านอาจารย์

สักวันหนึ่งเธออาจจะต้องพึ่งพิงผมเต็มตัว ในวันนั้นพี่ชายกำมะลอแบบผม จะดูแลเธอได้ดีขนาดไหนก็ยังไม่รู้ หรือบางทีเธออาจมีทางเลือกอื่น เช่นแต่งงานกับใครสักคนที่ดูแลเธอได้

 “โลเล วันนี้คุณพายัพมาเหรอ” เธอพยักหน้า แล้วเหล่ตาไปทางกุฏิใหญ่ ยกมือพนมขึ้นเหนือหัวแล้วหลับตา ยิ่งชวนให้ผมสงสัย ไม่มีคำตอบใดๆจากคู่สนทนา ที่ยังยืนพนมมือหลับตาอยู่อย่างนั้น ผมจึงเดินเลี่ยงมาเฉยๆ คิดในใจว่าป่วยการล้อเล่นอยู่กับเด็กบ้า ๆแบบนี้

แล้วผมก็สวนทางกับเขาคนนั้น ตรงบันไดหน้ากุฏิ เราต่างยกมือไหว้ซึ่งกันและกัน เรื่องราวที่เกิดขึ้นคล้ายบังเอิญ เขาคงเสร็จธุระกับท่านอาจารย์แล้ว ต่อไปก็เป็นผมที่ต้องเข้าไปกราบท่าน เพื่อรายงานความคืบหน้าของการทำงาน

ทั้งยังมีเรื่องส่วนตัวที่ต้องเรียนถามท่านอาจารย์ เกี่ยวกับมณีสาย ผมอยากจะรู้ว่าทั้งหมดที่ผมเห็นในสมาธินั้น เป็นกรรมเก่าของผมจริงหรือ และจะเชื่อได้อย่างไร ว่าภาพนิมิตที่เกิดขึ้น คือเรื่องจริงในอดีตชาติ

ไม่กี่ครั้ง ในช่วงชีวิตของผม ที่ดูจนตรอกอย่างนี้ จากที่เคยเชื่อมั่นว่าตนเองคือบุรุษผู้มีท่วงท่าสง่างามอยู่เสมอ เพราะวัดจากรอยยิ้มอย่างมีไมตรีจากสตรีทั้งหลาย ผมจึงรู้ว่าผมไม่ใช่คนที่น่ารังเกียจในรูปลักษณ์กอร์ปกับท่าทีที่เป็นมิตรกับทุกคน แต่วันนี้ริ้วรอยความสับสนที่ครอบงำในจิตใจ คงทำให้ใบหน้าคล้ำหมอง แววตาขุ่นมัวดูน่ากลัว มากกว่าชวนมอง

ก้มกราบท่านบนพื้น แล้วคลานเข้าไปใกล้ๆเตียงที่ท่านนอนอยู่ เณรที่นั่งเฝ้าข้างเตียงถอยออกมาให้ผมได้ใกล้ชิดท่านจริงๆ

แววตาแจ่มใสราวเด็กน้อยสบตาผม นั่นคือรอยยิ้มจากความเมตตาที่ไม่เคยเสื่อมคลาย ไม่ว่ายามที่ท่านยังเป็นปกติ หรืออาพาธเป็นอัมพาตแบบนี้

“ท่านอาจารย์ครับ กระผมขอเรียนให้ท่านอาจารย์ทราบในเรื่องงานที่ผมรับผิดชอบนะครับ”

เรื่องหลักๆที่ผมต้องดูแลคือเรื่องเงินของวัด ที่มีทั้งรายรับรายจ่าย ซึ่งท่านอาจารย์ยกให้เป็นหน้าที่ของผมมาตั้งแต่ปีแรกๆที่ผมมาปฏิบัติกรรมฐานกับท่าน นับเป็นความเมตตาที่ท่านมอบหน้าที่นี้ให้ และแน่นอนเมื่อท่านอาพาธ การใช้เงินที่เกี่ยวกับการก่อสร้างในวัดยังต้องดำเนินต่อไป ผมจึงต้องระมัดระวังไม่ให้งบประมาณทั้งหลายบานปลายไปกว่าที่จำเป็น

ผมเล่าเรื่องนิมิตเกี่ยวกับมณีสายให้ท่านทราบ และเรียนถามท่านว่าควรจะทำอย่างไร ท่านหลับตาลงนิ่งนาน แล้วลืมตาจ้องหน้าผมด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป กลายเป็นสีหน้าที่เข้มงวดแววตาที่ดุจนผมสะดุ้งตกใจ ทันใดนั้น เหมือนมีพลังบางอย่างมากดทับบนศีรษะของผม หนักอึ้งจนแทบทานไม่ไหว ผมตั้งสติหลับตายอมรับในพลังที่ทิ้งหนักหน่วงลงมาโดยดี สักพักก็หายไป  จึงลืมตา เห็นสีหน้ายิ้มละมัยของท่านอาจารย์ ผมจึงรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ

เรื่องราวจากภายในบางอย่าง ท่านเพียงชี้นำแนวทาง ที่เหลือผมต้องดิ้นรนฝึกฝนเอาเอง แต่ทว่าแต่ละครั้งผมต้องก้าวหน้าเพื่อที่จะมารับคำสั่งสอนจากท่านต่อไป

ภาวะความเป็นศิษย์และอาจารย์ของผมกับท่าน คงยากที่ใครๆจะเข้าใจ ผมไม่รู้ว่าระหว่างคุณพายัพกับท่านอาจารย์ได้มีการเรียนรู้สั่งสอนกันอย่างไร แต่เรื่องที่ผมต้องรับรู้คือ คุณพายัพใช้เงินไปอย่างไร และยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินอีกสักเท่าใดจึงจะสร้างเจดีย์องค์นั้นแล้วเสร็จ

เรื่องเงินของวัด และการดูแลคนในวัดเป็นหน้าที่ของผมทั้งหมด ยกเว้นฝ่านสงฆ์ที่มีหัวหน้าสงฆ์ ซึ่งวัดเล็กๆ มีพระเณรจำพรรษาไม่เกินสิบรูป จึงไม่ยุ่งยากนัก

เรื่องที่ผมต้องครุ่นคิดจริงๆ คือทำอย่างไรให้มีเงินพอที่จะสร้างเจดีย์ให้เสร็จก่อนที่ท่านอาจารย์จะละสังขาร การเดินทางมาครั้งนี้ เพื่อขอคำชี้แนะจากท่านอาจารย์ด้วย

ผู้ที่จะสื่อสารให้ได้รายละเอียดจริงๆ คือท่านแม่ชีอุบลวรรณ ผมจึงต้องกราบรบกวนท่านให้ใช้จิตสื่อกับท่านอาจารย์ และนี่เป็นสิ่งที่เรารู้กันเพียงไม่กี่คน หนึ่งในนั้น คือทิชา หรือโลเลของผมนั่นเอง

(โปรดติดตามตอนต่อไป...ค่ะ)

สำหรับท่านที่บอกว่า ให้รีบจบในตอนที่สอง เอาเป็นว่าจบในตอนที่สอง แต่ท่านที่บอกว่าสักสามสิบตอนจบ อาจขอขยายเป็นสักสามร้อยตอนจบ นะคะ ขอบคุณที่ติดตามอ่าน...แม้ว่ามันจะพิลึกกึกกือ

  

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net