วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รำลึก สุรศักดิ์ ศรีประพันธ์


ช่วงนี้ชีวิตของจอมยุทธฯ ต้องยุ่งเหยิงกับภาระงานที่แทบจะกระดิกตัวไปไหนไม่ได้
เวลาที่จะจิบน้ำเมรัยก็แทบจะไม่มี  เพื่อนฝูงที่เป็นสหายสุราก็พากันหายหน้าหายตา
ไปหมด คิดแล้วก็เศร้า !

เมื่อเวลาที่เคยใช้ท่องราตรีหายไป เวลาที่อยู่บ้านก็มีมากขึ้น ดังนั้นการพักผ่อนช่วงนี้
จึงหมดไปกับการหยิบหนังสือเก่าๆที่สะสมไว้ ขึ้นมาอ่าน โดยเฉพาะหนังสือรวมกลอน
เล่มเก่าๆ แต่เห็นหนังสือรวมกลอนที่มีอยู่ตอนนี้แล้วใจหาย ทำไมเหลือน้อยจัง หนังสือ
รวมกลอนที่เคยมีอย่าง  ริ้วป่านสีทอง, สร้อยวสันต์, นิราศและกลอนลูกทุ่ง, คำหอม,
ปาริชาต ฯลฯ หายไปไหนหว่า! เลยนึกขึ้นได้ว่าบางเล่มก็กำนัลมิตรสหายไป ทั้งตอน
เมาและไม่เมา บางเล่มก็โดนยืมไปอ่านแล้วยังไม่ได้คืน ตอนนี้ก็เลยได้แต่อ่านไปเท่าที่มี

อารัมภบทมาเสียยืดยาว ไม่ใช่อะไรหรอก แค่จะนำเข้าสู่ประเด็นเนื้อหาที่ได้ตั้งหัวข้อ
ไว้ เพราะว่าการกลับมาอ่านทบทวนหนังสือที่สะสมไว้นี่เอง จึงพบว่าเดือนนี้ซึ่งก็คือ
เดือนตุลาคม ในปี ๒๕๑๓ วงการวรรณศิลป์เมืองไทยได้สูญเสียนักกลอนหนุ่มคนหนึ่ง
ในวัยเพียง ๒๕ ปี จากอุบัติเหตุถูกหินถล่มทับที่ภูกระดึง เมื่อคืนวันที่  ๒๖ ตุลาคม
๒๕๑๓ ซึ่งนักกลอนหนุ่มคนนี้ ก็คือ สุรศักดิ์  ศรีประพันธ์     

ก่อนจะว่าถึงอะไรต่อมิอะไรต่อไป จอมยุทธฯ ขอคัดกลอนชุดหนึ่ง ที่เพื่อนๆกลุ่ม
วรรณศิลป์ในสมัยนั้น เขียนไว้อาลัย สุรศักดิ์  ศรีประพันธ์ ลองอ่านดูครับ

ถ้าฉันจักทำงานปานข้าทาส
เพื่อเอื้อมอาจแลกคืนเธอฟื้นได้
ถ้าความทุกข์เหลือล้ำกล้ำกลืนไว้
จักกลับไปเป็นปราณสรรค์ชีวี

โอ้คำ "ถ้า" คำเดียวโกรธเกรี้ยวนัก
มันห้ามหักความหวังพังทุกที่
ฉันเขียนกลอนอีกครั้งอย่างวันนี้
ทั้งทั้งที่ตั้งใจ  ไม่เขียนแล้ว

เธอเป็นชายชาตรีมีความคิด
วัยชีวิตความหวังอย่างแน่แน่ว
หาง่ายหรือ  คนดีที่มีแวว?
เธอคือแก้วกลางกรวดอวดเต็มดวง

วรรณกวีเธอวาวราวเลื่อมรุ้ง
โผนและพุ่งจินต์เจนเด่นกลางสรวง
หวานลึกซึ้งเจ็บช้ำถ้อยคำปวง
หลอกหรือลวงหยันหยามความอาภัพ

ภูเอ๋ยภูกระดึงซึ่งแสนร้าย
เธอไปตายแทนฉันวันใกล้กลับ
ร่างเธอถูกท่วมถมจมหายลับ
ใจฉันยับย่อยเยินกับเนินดิน

แสนเสียดายหมายหวังจะตั้งแต่ง
เป็นหัวแรงผลักฝันวรรณศิลป์
เติมน้ำรักอักษราหล่อฟ้าดิน
มาสุดสิ้นแสนเศร้าชาวชมพู

จงพักผ่อนเถิดหนา  บนฟ้ากว้าง
เนาท่ามกลางวิมานเมฆเสกสวยหรู
หอมกุหลาบกลีบม่วงโปรยร่วงพรู
 กานท์กล่อมอยู่สุขสวรรค์บรรณภพ

ความอาลัยความรักจากพี่เพื่อน
จะเป็นเหมือนใยอณูมิรู้จบ
สุรศักดิ์.......วันหนึ่งซึ่งชีพลบ
เราจะพบกันแน่........แค่วิญญาณ

"สุมนอมร"
ที่ปรึกษาชมรมวรรณศิลป์ ส.จ.ม. ๒๕๑๓

อ่านบทกลอนไว้อาลัยชุดนี้ หลายๆท่าน ก็คงจะเห็นเหมือนจอมยุทธฯ นะครับว่า
สุรศักดิ์  ศรีประพันธ์ ต้องมีความสำคัญต่อวงการวรรณศิลป์ในสมัยนั้นมาก ก่อน
จะยกผลงานกลอนที่คัดมาบางชุดให้อ่านกัน มารู้จักกับประวัตินักกลอนท่านนี้
กันก่อนครับ

สุรศักดิ์  ศรีประพันธ์ เกิดเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๘ ที่ตำบลบางพึ่ง อำเภอ
พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

เริ่มเรียนชั้นประถม และมัธยมตอนต้นที่โรงเรียนอำนวยวิทย์ พระประแดง สอบได้
ที่หนึ่งทุกครั้ง ทางโรงเรียนจึงให้สิทธิพิเศษ ได้รับการยกเว้นค่าบำรุงการศึกษาโดย
ตลอด ต่อมาได้ย้ายมาศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายที่โรงเรียนสวน
กุหลาบวิทยาลัย ปี พ.ศ. ๒๕๐๗-๒๕๑๐ เข้าศึกษาที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ จนจบ
การศึกษา ได้เป็นอาจารย์ชั่วคราวอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ๒ ปี ก่อนได้รับบรรจุ
เป็นอาจารย์ประจำอยู่เพียงหนึ่งปี ก็ประสบอุบัติเหตุถูกหินถล่มทับที่ภูกระดึง เมื่อ
คืนวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๑๓ ขณะที่ควบคุมกลุ่มวรรณศิลป์สัญจรไปภูกระดึง รวม
อายุได้แค่ ๒๕ ปีเท่านั้นเอง

สุรศักดิ์  ศรีประพันธ์ เริ่มเขียนงานทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ราวปี พ.ศ. ๒๕๐๒ -
๒๕๐๔ เมื่อศึกษาอยู่ที่สวนกุหลาบวิทยาลัย โดยมีผลงานตีพิมพ์ในหนังสือ
"ดรุณสาร" และ "ชัยพฤกษ์" อยู่เสมอ เมื่อเข้าเรียนที่จุฬาฯ ก็มีผลงานลงในหนังสือ
อนุสรณ์อยู่บ่อยครั้ง และถือเป็นนักกลอนมือทองของจุฬาฯ ที่ได้รางวัลจากการ
ประกวด ของ ชมรมวรรณศิลป์ ทั้ง จุฬาฯ และ ธรรมศาสตร์ อยู่เสมอ

สำหรับนามปากกาเมื่อครั้งเขียนกลอนที่ "สวนอักษร" ของตึกอักษรศาสตร์ สุรศักดิ์
ศรีประพันธ์  ใช้นามปากกาว่า "แกม"

เมื่อรู้จักประวัติ ของ สุรศักดิ์  ศรีประพันธ์ กันแล้ว มาอ่านผลงานกลอนของท่าน
กันดีกว่า ซึ่งจอมยุทธฯ จะคัดมาให้อ่านสัก 5 สำนวน โดยจะปะปนกันไปทั้ง
แนวหวานและแนวสะท้อนสังคม ครับ

หมายเหตุ  ที่มาของข้อเขียนและบทกลอนทั้งหมด จาก หนังสือ "งานพระราชทาน
เพลิงศพ นายสุรศักดิ์  ศรีประพันธ์" มงคลการพิมพ์, พระนคร ๒๕๑๔

ฉากรักในอารมณ์

ในโลกกว้างคว้างไกลไร้ขอบเขต
อยากหลับเนตรนอนหนุนละมุนหมอน
อิงอ้อมทรวงทวงถามความอาทร
ในอ้อมกรกานดาผู้ยาใจ

ฟังเพลงแว่วแผ่วหวานจากม่านฟ้า
รินน้ำตาตื้นตันฉันร้องไห้
ปิดฉากชั่วตัวเองแต่เพรงวัย
เริ่มฉากใหม่ในม่านวิมานรัก

ใจเคยคว้างห่างหวังจนชังโลก
ดื่มความโศกเสียจนท้นกระอัก
เมื่อพบอ้อมอาทรให้ซ่อนพักตร์
อยากพำนักอย่างนี้จนนิรันดร์

ในเรียวกรอ่อนนุ่มโอบจุมพิต
เปลือกตาปิดปล่อยใจให้ดื่มฝัน
ลืมทุกข์โศกโลกหล้าใต้ตาวัน
จูงมือกันก้าวตามความรังรอง

จะชี้ชวนชมนวลรุ้งริมคุ้งฟ้า
วักธาราไล้ร่างอย่างลืมหมอง
ดื่มน้ำค้างพร่างคืนชื้นละออง
อาบแสงส่องของโสมโลมลานใจ

ในโลกกว้างคว้างไกลไร้ขอบเขต
เราคอยเศษสงสารเขาทานให้
คอยคนรักทักท้วงไว้ห่วงใย
ซึ่งคงไม่อาจมีชั่วชีวิต

สุรศักดิ์  ศรีประพันธ์

จากจามจุรีถึงยูงทอง

ฉันมาเยือนเขื่อนขวัญค่ำวันนี้
เหมือนกับที่เคยมาเมื่อคราก่อน
ฟังเสียงคลื่นรื่นเร้าอันเว้าวอน 
กับแดดอ่อนจะอำลาจากฟ้าคราม

เราทรุดร่างนั่งลงตรงลานหญ้า
มองเฟื่องฟ้าฟ้อนใบอย่างไหวหวาม
ทุกทุกสิ่งใสสดและงดงาม
อยู่กลางท่ามความฝันฉันและเธอ

ฉันยกกรอ่อนนุ่มเธอกุมไว้
ซาบซึ้งในเสน่หาน้ำตาเอ่อ
ต่างเงียบงันกันเหมือนเลือนละเมอ
ปากเผยอแล้วก็ปิดสนิทนาน

จนดาวเริ่มเรียงรายที่ชายฟ้า
ขับทิวาอีกวันให้ผันผ่าน
เราจึงฟื้นตื่นฝันอันตระการ
อำลาลานจำปีที่ริมน้ำ

ทิ้งแม่โดมเด่นงามในความหลัง
ว่าจะยังรอเพื่อนมาเยือนย่ำ
ณ สวนขวัญริมเขื่อนเตือนใจจำ
ก่อนม่านดำดาดฟ้าลงมาครอง

ฉันมาเยือนเขื่อนขวัญค่ำวันนี้
ด้วยหัวใจจามจุรีที่ไหม้หมอง
ฝากความรักสุดสูงแด่ยูงทอง
และเรียกร้องหัวใจเธอไปนาน

สุรศักดิ์  ศรีประพันธ์

เรือเร่

ในคืนมืดยืดยาวราวโลกดับ
ทั่วหล้าหลับลงซบสงบเหงา
แสงดาวเลือนเดือนลางกลางฟ้าเทา
ลมเบาเบาโบกไล้ทิวไม้เอน

รอวันใหม่ลอยมากับฟ้ารุ่ง
คอยวันพรุ่งพรายรวีเจิมสีเสน
เริ่มชีวิตกิจความตามกฎเกณฑ์
ก่อนสุเมรุหมื่นโยชน์ดับโชติดวง

เหมือนเรานำลำเรือหางเสือขาด
ถูกน้ำสาดซัดเร่ทะเลหลวง
ลู่ใบพับกับเสาอย่างเศร้าทรวง
นี่จะล่วงลอยคว้างไปทางใด

ไร้เข็มทิศลายแทงแสงเดือนส่อง
แม้แสงทองของเทียนหรี่เจียนไหม้
แม้แสงดาวเหนือนำเพียงรำไร
คงเร่ไปให้รับความอัปปาง

ฝ่าม่านดำค่ำคืนและคลื่นโหด
รอวันโรจน์รุ่งรวีที่ฟ้าสาง
พบท่าจอดทอดสมอรอกึ่งทาง
ก่อนจะกางกู้ใบใหม่อีกที

ในคืนมืดยืดยาวราวโลกดับ
เห็นน้ำกับฟ้ากว้างทุกทางที่
เราเหมือนเรือไร้ท่าคนปรานี
รอใบคลี่คลุมทบเหนือศพเรา

สุรศักดิ์  ศรีประพันธ์

การเมือง-เรื่องไม่สนุก

วันนี้ไปเยี่ยมเยือนเพื่อนคนเก่า
คุยกับเขาครึ่งวันมันเป็นบ้า
พูดถึงเรื่องเร่งรัดพัฒนา
ถกปัญหาเรื้อรังของสังคม

เพื่อนเราว่า "ทุกวันนี้ที่เห็นอยู่
บ้านเมืองดูเหมือนเรือเมื่อเจียนล่ม
ทุกวงการคอรัปชั่นกินกันจม
มันโสมมแก้ไม่ไหวให้ตายซี"

เราห้าม "เฮ้ย  ไอ้ห่ะอย่าพูดมาก
เดี๋ยวถูกซิวจะลำบากปากเอ็งนี่"
เพื่อนตีหน้าปูเลี่ยนเอียนเต็มที
"ปากคงมีไว้สอพลอ" เขาพ้อเรา

"เออซีวะ" เราว่า "อย่าหัดโง่"
เขาใหญ่โตก็ต้องนบประจบเขา
อย่าง เอ็ง-ข้า ไม่ชอบพินอบพิเทา
จึงย่ำเท้าติดขั้น "ท่าน" ไม่แล

เพื่อนบอก "การพัฒนาก็น่าคิด
ไอ้ที่ไหนเหล่าอมิตรคิดยุแหย่
ที่นั้นจึงพัฒนาน่าอายแท้
เหมือนการแก้ปลายเหตุทุเรศจัง"

เรารีบลุกขึ้นยืนบอก "ขืนอยู่
เอ็งกับกูก็คงเข้ากรงขัง
การวิจารณ์การเมืองเรื่องเรื้อรัง
พวกเรายังไม่มีเสรีโว้ย"

สุรศักดิ์  ศรีประพันธ์

สงครามยังไม่สิ้น

นานมาแล้วศตวรรษลมพัดผ่าน
หุบเขาการต่อสู้, วิญญูเถื่อน
จากถ้ำและราวป่ามาบ้านเรือน
และลอยเลื่อนเรื่อยไปในหมอกเทา

ข้ามลำธารสีเลือดรอเหือดแห้ง
จุดไฟแห่งความโหดให้โรจน์เร่า
เช็ดน้ำตาความพ่ายด้วยปลายเท้า
ท่วนถ่านเถ้าที่ระอุรอคุโชน

ซึ่งดอกไม้บานอยู่เหนือสุสาน
จากเมื่อวานถึงวันนี้ นี่และโน่น
สันติภาพรินพรอันอ่อนโยน
อยู่ที่โพ้นไกลมากจากหัวใจ

เภรีรบเริงร่านผ่านอดีต
รายพวงหรีดในละอองการร้องไห้
ริ้วธงชาติหมาดเลือดจนเหือดไป
นกเขาไฟไม่กลับมาจากป่าควัน

บทโศลกรินสู่ตามหมู่บ้าน
คลุมด้วยม่านสีดำการห้ำหั่น
และในท่ามความปวดร้าว วันเหล่านั้น
เขาเรียกมันเหล่านี้ วีรชน

พรุ่งนี้นกเขาไฟยังไม่กลับ
อาจหยุดซับสายเลือดที่เผือดฝน
เหนือหลุมศพ – สุสานการดิ้นรน
ซึ่งมีคนร้องให้, ใช่อาจมี

สุรศักดิ์ ศรีประพันธ์

โดย จอมยุทธเมรัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net