วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

::ภาพสุขสุดท้าย::


 

“ถ้าเลือกได้ว่าจะตายก่อนหรือหลังคนรัก จะเลือกอะไร” เพื่อนคนหนึ่งตั้งกระทู้ขึ้นที่เวปไซต์ส่วนตัวของแก็งค์เรา อย่างไม่ลังเล ฉันพิมพ์เลือกให้ตัวเองตายหลังคนรัก ไม่ใช่เพราะเคยผ่านการสูญเสียคนรักจากความตายมาแล้วฉันจึงเลือกเช่นนั้น หากความตายของเขาบอกฉันว่า คนอยู่นี่แหล่ะที่ทนทุกข์ทรมานกับการจากไปยิ่งกว่านัก

ฉันคิดถึงภาพหนึ่งที่สายตาเคยบันทึกเอาไว้... 

ในระยะชัดลึกภาพชายหนุ่มรูปร่างผอมสูง หน้าตาหล่อเหลา ผิวขาวอมชมพูเหมือนเด็กอ่อน ผมดำยาวถูกรวบง่ายๆ มาทางฝั่งซ้ายของใบหน้า นอนลืมตาหายใจระรินท่ามกลางสายระโยงระยางของเครื่องช่วยหายใจ

ฉันฝืนกลืนน้ำตาลงคอ   ‘ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต หากแต่มันคือการเริ่มต้นใหม่’ ฉันเรียนรู้อย่างนี้จากตำรา คนรักของฉันกำลังจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่ฉันยังไม่อาจตามไป ความรักของเราเดินหน้าต่อไปในโลกที่มีเพียงเราสองคน มือที่เคยจับพู่กันสร้างสรรค์งานศิลปะนิ่งสงบข้างลำตัว เรี่ยวแรงหนีหายไม่อาจสร้างกระทั่งลมหายใจให้ตนเอง

แผ่นหลังของชายอีกคนหนึ่ง ยืนมองลูกชายที่กำลังจะตายไปในไม่ช้า อยู่ในระยะชัดตื้นของสายตาฉันที่ยืนมองเบื้องหลัง ไหล่เขาลู่ลงด้วยความรู้สึกหนักอึ้งของคนเป็นพ่อ หลังค้อมไปข้างหน้าเล็กน้อยคล้ายว่าได้แบกสิ่งหนึ่งซึ่งหนักหนาสาหัสเอาไว้

เพื่อนพยาบาลมองฉันอย่างแปลกใจ เพราะขณะที่แม่และน้าเขาพากันร่ำไห้ ฉันกลับยืนสงบนิ่งเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น นอกจากเสียงร่ำไห้ไม่มีสรรพสำเนียงใดเล็ดลอดจากห้องพิเศษหมายเลขสาม กระทั่งแม่บอกให้ฉันกลับบ้านไปเอาเสื้อผ้ามาไว้เปลี่ยนให้เขา คืนนี้เราจะพาเขากลับบ้าน

เสื้อยืดสีขาวลายแปลกตาที่เขาเคยบอกว่ามันคือเครื่องหมายของสันติภาพ แจ๊คเก็ตเนื้อดีสีเทา กางเกงยีนส์ตัวสวยที่ฉันซื้อให้ เข็มขัดหนังสีน้ำตาล และรองเท้าหนังสีน้ำตาลคู่โปรด ถูกลำเลียงใส่กระเป๋าผ้า ฉันหยิบกระเป๋าเดินไปที่รถด้วยสายตาว่างเปล่า ขับรถสวนกับพ่อเขาที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ฉันนึกห่วงชายสูงวัยที่ฉันรักเท่าๆ กับรักพ่อตนเอง ภาวนาในใจขอให้พ่อเข้มแข็ง และเข้าใจความตายด้วยเถิด

สองทุ่มเศษ หลังจากเพื่อนพยาบาลดูแลคนไข้คนอื่นเรียบร้อยแล้ว กลับเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนฉันอีกรอบ “ทำใจไว้นะปลาย ชีพจรอ่อนขนาดนี้คงเหลือเวลาอีกไม่นานแล้วล่ะ” เสียงเพื่อนกระซิบที่ข้างหูลอยแผ่วมาแล้วจากไป ฉันบีบมือที่จับเพื่อนไว้แสดงถึงการรับรู้ แม่กับน้าออกไปจัดการธุระข้างนอก ฉันเดินไปนั่งข้างเตียงจับมือซ้ายเขาขึ้นมากุมไว้ สายตาเขายังเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อฉัน ฉันก้มลงกระซิบคำ ‘รัก’ เบาๆ ก่อนถามกลับว่ารักฉันไหม แรงที่เหลือเพียงน้อยนิดบีบมือตอบ น้ำตาเขาและน้ำตาฉันไหลรวมเป็นสายเดียว

“โอยังมีสติดีอยู่เลยเปิ้ล แบบนี้จะเป็นอย่างที่เปิ้ลบอกได้ไง” ฉันบอกเพื่อนทั้งที่น้ำตายังไหล เพื่อนเดินมาโอบไหล่ปลอบใจบอกบางอย่างก่อนเดินออกไป “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกดกริ่งเรียกเปิ้ลแล้วกันนะ” ฉันพยักหน้ารับโดยไม่ละสายตาจากชายหนุ่มตรงหน้า

“โอเคยสัญญาว่าจะไม่มีวันทิ้งปลาย โอจะไม่หนีไปไหนใช่ไหม” ฉันบอกเขาที่ร่างกายคงล้าอย่างที่สุด มีเพียงแววตาที่บ่งบอกได้ว่าความรู้สึกยังคงอยู่

สามทุ่มเศษ  ชีพจรแผ่วลงเรื่อยๆ แม่และน้าร้องไห้หนักขึ้น แม่ถอดสร้อยพระจากคอไปใส่มือเขา ทั้งแม่และน้ากุมมือเขาไว้พลางบอก “พุทธโธ นะลูก ท่องพุทธโธไว้ ไม่ต้องห่วงอะไร แม่จะดูแลหนูปลายให้ลูกเอง” เหมือนแม่จะรู้ว่าเขาส่งสายตามองฉันจึงเรียกให้ไปลาเขา

“โอไปเถอะ ไม่ต้องห่วงปลาย ปลายรู้ว่าโอไม่ไปไหนหรอก โอแค่ทิ้งร่างกายที่มันอยู่ต่อไม่ไหว ปลายจะไปรอโอที่บ้านนะ คืนนี้กลับบ้านด้วยกันนะ” พูดจบไม่กี่นาที เครื่องจับชีพจรก็ส่งเสียงร้องยาวบ่งบอกถึงการหมดลมหายใจของผู้ชายตรงหน้า

“ไม่ต้องห่วงลูก ไม่ต้องห่วง หลับให้สบายนะลูก”แม่พูดพลางเอามือลูบเปลือกตาเขาปิดลง เขายังนอนลืมตา

“น้าจะดูแลพ่อแม่แล้วก็หนูปลายแทนเอง ไปเถอะนะลูก” น้าเดินมาบอกพลางช่วยปิดตาขาอีกที เขาคงลืมตาเช่นเดิม

“หลับนะคะโอ ปลายจะเข้มแข็ง จะไม่ร้องไห้ โอตื่นขึ้นมาอีกทีแล้วเราไปเจอกันที่บ้านนะคะ” ฉันห้ามน้ำตาตัวเองก่อนยื่นมือไปลูบเปลือกตานั้นให้ปิดลง เขาหลับตาแล้ว ฉันก้มลงหอมเปลือกตาของคนที่แสนรักใคร่เป็นครั้งสุดท้าย

“ญาติออกไปจัดการเรื่องใบมรณะบัตรได้เลยนะคะ เดี๋ยวจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ศพค่ะ” พยาบาลที่เดินเข้ามาหลังจากได้ยินเสียงกริ่งเรียกบอกทุกคนที่อยู่ในห้อง ฉันกระซิบบอกเพื่อนขออยู่ด้วยคน อยากอาบน้ำให้เขาเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อนพยักหน้ารับและบอก “อย่าให้น้ำตาโดนตัวเขานะ ไม่อย่างนั้นเขาจะมีห่วง”

ฉันรูดม่านปิดรอบเตียง ค่อยๆ ถอดเสื้อสีเขียวที่มีชื่อโรงพยาบาลออก นี่ไงแผ่นอกที่ฉันชอบซุกไซ้หาไออุ่น จากวันนี้...ไม่มีแล้ว ฉันเอาผ้าชุบน้ำบิดพอหมาดเริ่มเช็ดที่ใบหน้า คิ้วเข้มที่เด่นบนวงหน้าขาวๆ ดวงตาแสนเศร้าที่เขาเคยบอกว่าในนี้มีเพียงฉัน จมูกสวยได้รูป กับปากบางเฉียบที่เคยเอ่ยปากบอกรักกัน ต่อแต่นี้ไม่มีให้จุมพิตอีกแล้ว

ฉันขอทำความสะอาดเขาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยตัวฉันเอง ผู้ช่วยพยาบาลจึงมองอยู่ห่างๆ คอยช่วยจับเขาพลิกตัว เขาชอบทาแป้งเย็น  หากฉันทาให้ทั้งแป้งเย็นและแป้งเด็ก เพราะเขาเคยบอกว่า แก้มฉันหอมเป็นที่สุด และฉันชอบทาแป้งเด็ก กลิ่นแก้มของฉันจะติดตามเขาไปในทุกที่ที่เขาไปเยือน

ฉันใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ให้กับเขา เพื่อนพยาบาลบอกว่าจำเป็นต้องใส่ เพราะไม่งั้นอีกสักพักจะมีบางอย่างออกจากทวารจึงต้องป้องกันไม่ให้กางเกงยีนส์ตัวสวยที่ฉันบรรจงใส่ให้นั้นเลอะ แต่งตัวให้เขาเสร็จแล้วฉันบรรจงฉีดน้ำหอมพรมไปทั่วร่างกาย น้ำหอมกลิ่นที่เขาชอบ น้ำหอมกลิ่นที่ฉันใช้ บางส่วนของวิญญาณฉันจะติดตามเขาไปทุกที่ ฉันขอแรงผู้ช่วยพยาบาลให้จับเขานั่งก่อนที่ฉันจะโดดขึ้นไปนั่งหัวเตียง หวีผมยาวสวยที่เขาไว้มันเพื่อฉันเป็นครั้งสุดท้าย ผู้ช่วยพยาบาลคนเดิมหยิบสำลีมาอุดหู จมูก และปากของเขา ฉันส่งเสียงเศร้าร้องขอ อย่าได้ไหม...อย่าเอาสำลีไปอุดทางเดินหายใจเขาเช่นนั้น ฉันกลัว...กลัวว่าเขาจะตายเพราะหายใจไม่ออก พูดแล้วฉันก็คิดขึ้นได้ ชายที่อยู่ในอ้อมกอดฉันตอนนี้ไม่มีลมหายใจอีกต่อไปแล้ว

สี่ทุ่มกว่า ตึกพิเศษตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงห้องพิเศษหมายเลยสามเท่านั้นที่มีเสียงเพลงเหมือนลอยมาจากที่ไกลแสนไกล หากใครมองผ่านกระจกใสเข้ามาจะเห็นภาพชายหนุ่มร่างสูงหลับตานอนสงบนิ่งในอ้อมกอดหญิงสาวร่างเล็กที่ใบหน้าระบายไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

 มันคือภาพสุขสุดท้ายในความทรงจำของฉัน!!!

 

 

 

โดย ปลายมนัส

 

กลับไปที่ www.oknation.net