วันที่ อาทิตย์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อ “ปราสาทหินพนมวัน” สร้างไม่สะเด็ด เพราะเสร็จอุบายหญิง


       ปราสาทหินพนมวัน เป็นสถาปัตยกรรมในคติความเชื่อของเขมรโบราณ อยู่ห่างจากตัวเมืองโคราชไปตามเส้นทางถนนหลวงไปยังอำเภอพิมาย - ขอนแก่น ประมาณ 16  กิโลเมตร เมื่อติดแยกไฟแดงหนึ่งจะมีป้ายบอกทางเข้า ทางขวามือ มีลานอเนกประสงค์ขององค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นจุดสังเกต เข้าไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะมาสุดทางที่ตัวปราสาทหินพอดี

.

       ปราสาทหินพนมวัน เป็นปราสาทหินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย สร้างขึ้นครั้งแรกในราวพุทธศตวรรษที่ 15 ในสมัยแกะแกร์ - บาแค็ง เป็นปรางค์ 5 หลัง แล้วมาถูกสร้างทับในยุคใกล้เคียงกันอีก รวมเป็นอาคารอิฐทั้งหมด 10 หลัง

.

.

       ทางด้านทิศตะวันออกมี “บาราย” หรือสระน้ำขนาดใหญ่ประจำชุมชน เรียกว่า "สระเพลง"  ซึ่งในปัจจุบันก็ยังคงใช้ประโยชน์ได้อยู่ครับ

.

       ในเขตที่ดอนของเมือง เป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เพราะบังเอิญในตอนขุดค้นเมื่อประมาณปี 2533 ก็ดันไปพบกับโครงกระดูกมนุษย์ใต้ฐานปราสาทประธาน ที่มีร่องรอยของพิธีกรรมการฝังศพแบบตั้งใจฝัง ไม่ใช่การฆาตกรรม ซึ่งคงไม่มีใครไปตามจับฆาตกร เพราะคงตายไปนานแล้วเหมือนกัน

        โครงกระดูกประมาณว่าอายุในราว 2,000 – 2,500 ปี โดยดูจากภาชนะขัดมันดำที่เขาเรียกกันอย่างกิ๋บเก๋ว่า “ภาชนะแบบพิมายดำ” ที่ถูกนำมาฝังรวมอยู่กับศพตามความเชื่อ เพื่อให้ผู้ตายนำเอาไปใช้ในโลกหน้า

.

         ชุมชนโบราณพนมวันมีเส้นทางน้ำเชื่อมต่อไปยังลำน้ำขนาดใหญ่มานานแล้ว แต่ปัจจุบันขนาดของลำน้ำก็ลงไปมาก ลำน้ำนี้แหละคือถนนมิตรภาพโบราณที่เชื่อมชุมชนเมืองพนมวันกับชุมชนเมืองพิมายเข้าด้วยกัน

.

.

        ชุมชนเมืองพนมวันเปลี่ยนแปลงไปหลายยุคหลายสมัย เพราะมีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่หลายครั้ง คงเป็นเพราะเมืองพนมวันเป็นที่ดอน ตั้งอยู่กลางไร่นาน้ำท่วมขนาดใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่โดยรอบ

.

        จนมาถึงในราวพุทธศตวรรษที่ 16 จึงเริ่มมีการสร้างปราสาทแบบหินทรายขึ้น  ซ้อนทับไปบนจุดเดิมที่เคยมีอาคารอิฐตั้งอยู่ในสมัยก่อนหน้า คงเพราะเป็นพื้นที่ที่มีฮวงจุ้ยหรือยันตรมณฑลเป็นมงคล จึงไม่ยอมย้ายที่ไปสร้างจุดอื่น อิฐของปราสาทเก่าได้กลายมาเป็นส่วนประกอบของปราสาทหลังใหม่ บางส่วนก็สร้างทับไปเลย

.

.

.

       แผนผังของปราสาทหินพนมวันมีรูปแบบเดียวกันกับปราสาทหินพิมาย จึงน่าจะสร้างในยุคไล่เลี่ยกันคือในราวพุทธศตวรรษที่ 16 ในศิลปะร่วมแบบบาปวน

.

.

.

       ตอนที่ผมเดินทางไปปราสาทหินพนมวันในครั้งแรก ตอนนั้นเด็กมาก ๆ ปราสาทหินพนมวันถือเป็นปราสาทหินองค์แรกที่ได้สัมผัสในชีวิต ก็ให้ตกใจ เพราะสิ่งที่เห็นคือซากปรักหักพัง ที่มีก้อนหินทรายขนาดใหญ่พังทลายกระจัดกระจาย ระเกะระกะ ปราสาทประธานไม่มียอด มีซากของลวดลายแกะสลักที่สวยงามกระจัดกระจายไปทั่ว รวมทั้งรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร รูปพระพุทรูปและเทวรูป ผมยังเก็บชิ้นส่วนปะติมากรรมรูปมือที่แตกหักกระจายในซากกองหินขนาดใหญ่ มาเล่นและก็โยนทิ้งไว้ที่เดิมตอนเดินทางกลับ

.

 

.

.

       แต่ในวันนี้สิ่งที่ผมเคยเห็นหายไปหมดแล้วครับ เศษละอันพันละน้อยของรูปสลักมากมาย พระพุทธรูปศิลปะบายน รวมทั้งเศียรพระพุทธรูปก็โดยตัดหายไปหมด !!!  

.

      รูปแบบของปราสาทประธาน เป็นแบบเดียวกันกับปราสาทหินพิมาย  แต่มีขนาดเล็กกว่าประมาณ 3  เท่า  มีจารึกที่เสาประตูทางทิศใต้ เท่าที่อ่านได้ ก็เป็นชื่อของพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ที่สร้างเทวาลัยถวายแด่เทพเจ้า แต่ก็ไม่ชัดว่าถวายบูชาเทพเจ้าองค์ใด

.

.

       ห่างไปประมาณ 300 เมตรทางทิศตะวันออก มีร่องรอยของฐานอาคาร ที่มีการจัดวางหินศิลาแลงกรุเป็นผนังอย่างสวยงาม มีซุ้มประตูสลักหินทรายขนาดเล็กอยู่ 4 ด้าน เรียกกันแต่เดิมว่า “เนินนางอรพิมพ์” หรือ  “เนินอรพิม” ตามนิทานเรื่องพระเจ้าพรหมทัตและนางอรพิม อันเป็นที่มาของชื่อเมืองพิมาย ที่เล่าว่ามาจากคำอุทานของนางอรพิมว่า “พี่มาแล้ว”

.

.

.

      เมื่อมีการขุดแต่งฐานอาคารดังกล่าว ก็ให้แปลกใจ เพราะเป็นฐานอาคารที่มีระเบียบแบบแผน มีการแกะสลักฐานศิลาแลงสวยงามและสมบูรณ์ มีซุ้มประตูที่รูปสลักหินทรายแดงประดับประตูสวยงามทั้ง 4 ด้าน แต่ก็แตกหักสูญหายไปมาก

.

.

        ผมเชื่อว่า เนินอรพิม น่าจะเป็นอาคาร “พลับพลาลงสรง” ในรูปแบบพิเศษที่ไม่เคยพบในที่อื่น ๆ ของประเทศไทย ด้านบนเป็นอาคารไม้ มีบ่อน้ำวนล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน โดยผันน้ำมาจากบารายสระเพลงที่อยู่ใกล้ ๆ  ใช้เป็นเรือนสำหรับรับรองเจ้านายหรือเป็นวังของผู้ปกครองเมืองพนมวัน แล้วก็เป็นพลับพลาพระตำหนักรับเสด็จพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือผู้แทนพระองค์ที่น่าจะเดินทางมาถึงปราสาทพนมวันในยุคพุทธศตวรรษที่ 18 เพื่อถวายพระพุทธรูปพระชัยพุทธมหานาถ

.

.

.

        คงเพราะเนินอรพิมมีรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ดูทันสมัย แตกต่างไปจากปราสาทหินพนมวันที่ดูทรุดโทรมกระมังครับ จึงดูน่าจะเป็นสถานที่ที่ใช้เพื่อกษัตริย์มากกว่าเป็นเทวาลัยแห่งเทพเจ้า

.

       ผมไม่รู้ว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 มีประวัติอย่างไรบ้าง แต่ปราสาทที่มีชื่อของพระองค์จารึกอยู่นี้ กลับมีร่องรอยของการสร้างไม่เสร็จอย่างรุนแรงปรากฏไปทั่วปราสาท !!!

.

.

.

        ขั้นตอนในการสร้างปราสาทพนมวัน คงเริ่มต้นจากการรื้ออาคารอิฐในยุคก่อนหน้าออกไปพร้อม ๆ กับการสร้างใหม่ ชุมชนก็คงมาตั้งอยู่ใกล้กับบาราย ส่วนครัวเรือนของเหล่าช่างแขนงต่าง ๆ ก็น่าจะมาตั้งบ้านเรือนใกล้กับสถานที่ก่อสร้าง เพราะปรากฏร่องรอยของเตาเผาภาชนะดินเผาอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

.

.

      การก่อสร้างคงยากลำบากไม่น้อยเพราะแถบนี้ไม่มีภูเขาหินทราย จึงต้องไปเอาหินทรายมาจากที่ไกลแล้วขนมา จึงใช้หินทรายแดงที่มีคุณภาพต่ำผสมกับหินทรายสีขาวเทาเพราะแหล่งวัตถุดิบที่ใกล้สุดมีหินทรายทั้งสองสีผสมกัน ช่างคงแบ่งงานออกเป็นส่วน ๆ ส่วนที่เป็นแรงงานในการขนย้ายหินมาจากภูเขาที่อยู่ห่างไกลออกไป ส่วนที่ประกอบหิน ส่วนที่ขัดผิวหน้าโกลนหิน ส่วนช่างแกะสลักลวดลายส่วนเช่น หน้าบัน ทับหลัง เชิงชาย เสาลายลูกมะหวด ฯลฯ

.

.

.

        รากฐานของปราสาทจะอัดทรายแล้วปูพื้นด้วยศิลาแลงชั้นหนึ่ง แล้วนำหินทรายสีขาวเทาที่มีความแข็งแรงมาเป็นฐานชั้นบน

.

         ช่างในส่วนที่ทำระเบียงคดและโคปุระ ก็ได้ขึ้นเสาหน้าต่าง เจารูเสาเป็นเดือยเพื่อเตรียมใส่เสาลายลูกมะหวด แต่ก็ยังใส่ไม่หมด เพราะในส่วนหลังคายังไม่ได้สร้างขึ้นไป

.

.

       การก่อสร้างดูสะเปะสะปะ หินทรายใหญ่เล็กคนละสีก็มาเรียงกันสลับไปมาเป็นผนังได้ในทางทิศใต้ แต่ในส่วนอื่น ๆ กลับก่อผนังระเบียงได้เพียงบางส่วน

.

      ปราสาทประธานก็มีร่องรอยการแกะสลักเสาขอบประตู เป็นลายก้านต่อดอกในหลายจุด แกะสลักทับหลังได้เพียงสองถึงสามชิ้นเท่านั้น เรือนยอดปราสาทก็น่าจะก่อขึ้นไปจนสำเร็จจนถึงบัวกลุ่มยอดปราสาท ส่วนฐานก็มีการขัดโกลนหินให้ผิวหน้าเสมอกันเพื่อเตรียมแกะสลักเป็นฐานเขียง

.

.

.

       หลังการสร้างไม่นานส่วนเรือนปราสาทประธานคงพังถล่มลงมา หลังจากนั้นจึงมีการสร้างปรางค์น้อยที่นำวัสดุของปราสาทประธานที่พังลงมานั่นแหละเอามาทำ  แล้วจึงมีการนำพระพุทธบาทหินทรายแดงมาประดิษฐานไว้ในสมัยต่อมา

.

.

       พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือผู้แทนพระองค์ก็น่าจะเสด็จมาที่พนมวันสักครั้งหนึ่ง จึงเกิดการสร้างพลับพลาชัยวรมันที่เนินนางอรพิมขึ้น แล้วจึงถวายพระชัยพุทธมหานาถและพระพุทธรูปหรือพระโพธิสัตว์อโลเกศวรองค์ต่าง ๆ ของนิกายวัชรยานตันตระไว่ในตัวปราสาทที่ทิ้งร้างและสร้างไม่เสร็จมาในยุคก่อนหน้า

.

.

      จากการขุดค้นทางโบราณคดีโดยกรมศิลปากร ทำให้เรารู้ว่า ปราสาทหินพนมวันสร้างขึ้นเป็นจนเป็นยอดปราสาทโดยสมบูรณ์ แต่ก็พังทลายแบบถล่มลงมาอย่างรุนแรง ทำให้ชิ้นส่วนรูปสลักที่มีอยู่ไม่มากนักกระทบกันจนแตกหัก เรือนยอดปราสาทแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กจนยากที่จะซ่อม หน้าบันก็มีหลงเหลือจนเกือบครบทุกด้าน มีทั้งที่ยังไม่เริ่มแกะสลักไปจนถึงแกะสลักเสร็จแล้ว

.  

         เรือนปราสาทที่พังถล่มลง และชิ้นส่วนประกอบของสถาปัตยกรรมทั้งหมด ถูกนำมาเรียงไว้บริเวณลานด้านนอกทางทิศตะวันตก  มีบัวกลุ่มยอดปราสาทที่สมบูรณ์สวยงามรวมทั้งเครื่องประดับ เครื่องบน รูปสลักเชิงชาย หน้าบันและร่องรอยชิ้นส่วนศิลปกรรม ส่วนที่สลักไว้ก็สวยงามจริง ๆ ส่วนที่จะไม่สลักก็ไม่แกะสลักเอาเลย สร้างแบบค้าง ๆ คาเอาไว้ !!!

.

      ชาวบ้านในเขตท้องถิ่นโคราช  มีเรื่องเล่าหรือนิทานท้องถิ่น (Folk Tale) ที่เล่าถึงความไม่สมบูรณ์ของปราสาทหินพนมวันไว้ว่า

.

     "....เมื่อกาลครั้งหนึ่ง ที่ผู้ชายกับผู้หญิงเริ่มมีความบาดหมาง ไม่เข้าใจและทะเลาะกันบ่อยครั้ง ความรักเริ่มห่างหาย เพราะเหตุด้วยผู้ชายชอบวางอำนาจ ทำตัวเป็นเจ้านาย ถือว่าตัวมีร่างกายกำยำและกำลังที่แข็งแรงกว่า

        เหล่าผู้หญิงเลยมารวมตัวปรึกษากัน ครั้นจะลงโทษไม่ให้ฝ่ายชายเข้าบ้าน ไม่ให้ร่วมหลับนอนด้วยก็กลัวว่าจะถูกใช้กำลังบังคับ ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มี พ.ร.บ.ข่มขืนกระทำชำเราภรรยาของตัวเองโดยไม่ยินยอม ก็อาจจะพลาดท่าเสียทีได้

.

      ครั้นจะไม่ยอมทำอาหารให้ ผู้ชายก็คงหากินได้เอง  ไอ้ที่เดือดร้อนก็เห็นจะเป็นลูกเด็กเล็กแดงที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ จะพาลเดือดร้อนไปด้วย

.

      เมื่ออดรนทนไม่ไหว จึงประกาศขอประลองกำลัง ท้าทายฝ่ายชายด้วยการแข่งขันสร้าง "ปราสาทหิน"

.

       ฝ่ายชายก็รับคำท้า โดยสัญญาถ้าหากฝ่ายชายของตนพ่ายแพ้ ก็จะยอมเป็นเบี้ยล่างให้เหมือนวัวควาย แต่ถ้าหากฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายแพ้ ก็จะต้องเป็นนางทาสประจำบ้านไปตลอดกาล (ซึ่งปกติก็คล้าย ๆ อยู่แล้ว)

.

       ทั้งสองฝ่ายตกลงว่า ถ้าฝ่ายใดสร้างปราสาทหินเสร็จก่อน ก็จะต้องส่งสัญญาณโดยปล่อยโคมโลมขึ้นสู่ท้องฟ้าให้อีกฝ่ายเห็น

.

       ฝ่ายหญิงก็รู้ตัวดีว่า ศึกประลองกับชายครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก จึงขอไปสร้างปราสาทในที่ไกลบ้าน โดยอ้างว่า ถ้าผู้ชายอยู่ใกล้จะทำให้เสียเปรียบ เพราะจะได้ยินคำนินทาว่าร้าย ถากถางว่าร้าย พาลทำให้เสียกำลังใจ !!! 

.

        ฝ่ายชายก็ตกลงเป็นมั่นเหมาะ เพราะก็คงอยากจะรีบแข่งขันให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็ว จะได้มีข้าทาสคนใหม่มาใช้ให้หนำใจ

.

        ฝ่ายหญิงจึงรวมตัวกันทั้งหมู่บ้านเดินทางไปยังเมืองพิมาย แล้วก็เริ่มสร้างปราสาทหินพิมายขึ้นอย่างใหญ่โต

.

        ฝ่ายชายที่อยู่ในหมู่บ้านก็เร่งสร้างปราสาทหินพนมวันที่มีขนาดเล็ก เพราะไม่รู้จะสร้างใหญ่ไปทำไม ไม่ได้ตกลงเรื่องขนาดก็เอาไว้นี่หว่า เพียงยกแรกฝ่ายชายก็เป็นต่อหลายขุม เพราะผู้หญิงทำอะไรคิดมาก ชอบคิดเล็กคิดน้อย ไม่ประมาณตัว ไม่ชอบวางแผน ปราสาทหินเลยออกมาใหญ่โต

.

        ฝ่ายหญิงก็ละเมียดละไมในการแกะสลัก ฝ่ายชายก็สร้างไปถมไป ก่อไปจนยอดก่อนแล้วกะว่าจะกลับมาแกะสลักทีหลัง

.

.

      จนปราสาทหินพนมวันของฝ่ายชายสร้างขึ้นไปถึงยอดและแกะสลักบัวกลุ่มยอดปราสาทให้สวยงามเป็นอันดับแรก เพื่อประกาศศักดาข่มขวัญ ซึ่งก็ได้ผล ฝ่ายหญิงเห็นยอดปราสาทก่อขึ้นมาก็ให้ตกใจ เสียขวัญกันใหญ่ ก็ผู้ชายเขาร่วมมือร่วมใจกัน งานนี้ฝ่ายหญิงเราเสร็จแน่ ๆ

.

       แต่ในหมู่ของสตรีก็มีสติปัญญาเป็นอาวุธที่สำคัญ พวกเธอจึงปรึกษากันว่า เราพลาดมากันแล้วที่ก่อปราสาทใหญ่จนเกินไป ฝ่ายชายอีกไม่กี่วันก็คงจะสร้างเสร็จ จึงคิดออกอุบาย สร้างโครงไม้ขึ้นเป็นยอดปราสาท ห่อหุ้มด้วยผ้าขาว ทำให้ปราสาทหินพิมายมีสีขาวเด่น มองเห็นได้มาแต่ไกล แล้วจึงให้ปล่อยโคมลอยขึ้นท้องฟ้าในค่ำคืนนั้น รวมทั้งจัดงานเฉลิมฉลอง เต้นรำส่งเสียงกันเป็นที่สนุกสนานเพื่อให้ดูสมจริงสมจัง

.

 

.

       ฝ่ายชายเห็นโคมลอย ก็ยังไม่ปักใจเชื่อ จึงส่งหนุ่มน้อยหน้ามนตร์มาเป็นสปาย แอบไปดูว่าฝ่ายหญิงว่าสร้างปราสาทเสร็จจริงแล้วหรือ ชายหนุ่มก็แอบล่องเรือขึ้นมา แล้วจึงถือโอกาสแวะมาหาคนรักที่ต้องแยกกัน เพราะต่างต้องมาช่วยฝ่ายของตัวเองในการแข่งขัน !!!

.

        หนุ่มมาเจอสาวเป็นยาม จึงเข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงด้วยความคิดถึง หันไปเห็นปราสาทขาวแต่ไกล  ก็ยังไม่เชื่อสนิทใจ แต่สาวเจ้าผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ  ก็ได้โปรยพิศวาสและโอ้โลมรักให้หนุ่มคนรัก เพื่อให้เชื่อสนิทใจว่า ปราสาทของฝ่ายหญิงสร้างเสร็จแล้วจริง ๆ

. 

        เมื่อความรักมันยิ่งใหญ่กว่าการแข่งขัน หนุ่มน้อยจึงเดินทางกลับมายังหมู่บ้านแล้วแจ้งข่าวกับหัวหน้าฝ่ายชายว่า ปราสาทฝ่ายหญิงสร้างเสร็จแล้วตามที่ให้สัญญาณโคมลอยมาทุกประการ

.

        หัวหน้าฝ่ายชายและทีมงานช่างผู้เข้มแข็ง ก็ให้รันทด มือไม้อ่อนแรงลงเพราะพ่ายแพ้ต่ออิสตรี  จึงหันไปหาไหเหล้า"อุสาโท"มาดื่มเพื่อย้อมใจ ไหน ๆ ก็จะกลายเป็นขี้ข้าภรรยาตัวเองตามที่ลั่นสัจจะวาจาไว้ ศักดิ์ศรีและความทรนงแห่งความเป็นชายหายไปจนสิ้นแล้ว ฮือ ๆ

.

        บางคนก็ยังคงแกะสลักต่อ แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ก็หยุดสร้างและไม่อยากจะแกะสลักต่อไปอีกแล้ว บางคนก็เลยประชดด้วยการไปรื้อหินส่วนที่สร้างขึ้นไปแล้วลงมา ไหน ๆ ก็แพ้แล้วนี่หว่า

.

. 

        หนุ่มน้อยก็พาเพื่อนหนุ่มทั้งหลายไปที่เมืองพิมาย เพื่อแจ้งข่าวการยอมแพ้ แต่เมื่อไปถึง ก็พบว่าฝ่ายหญิงก็ยังสร้างปราสาทไม่เสร็จ ในทีแรกก็คิดจะโกรธ แต่จะโกรธไปทำไม ในเมื่อคนที่เขา"รัก"ต่างก็ต้องมาตกระกำลำบาก ใช้แรงงานเพื่อสร้างปราสาทขนาดใหญ่ แข่งขันประลองเพียงเพื่อต้องการให้ชายรู้สำนึกว่า ควรจะให้เกียรติ ดูแลทะนุถนอม เอาใจใส่พวกเธอบ้าง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ชายไม่อยากจะทำ แต่ก็คงหลงลืมไปบ้าง หลังจากได้อยู่กินเป็นผัวเมียจนเคยตัว

.

        ชายหนุ่มทั้งหลาย ก็เลยตัดสินใจลงมือช่วยฝ่ายหญิงให้สร้างปราสาทหินพิมายจนสำเร็จสะเด็ดน้ำ กลายเป็นปราสาทที่มีลวดลายแกะสลักที่งดงาม เป็นดั่งอนุสรณ์สถานแห่งความรักและความเข้าใจที่กลับคืนมาของหญิงและชาย

.

.

       ในขณะที่ปราสาทหินพนมวัน ไร้ร้างและไม่สมบูรณ์ ดั่งอดีตของความขัดแย้งเพราะไม่เข้าใจกัน ซึ่งจะไม่มีทางสมบูรณ์เลย หากทั้งสองฝ่ายไม่ยอมหันหน้าเข้าหากัน ยอมได้ก็ควรยอม

.

        ผู้ชายบ้านพนมวันจึงยอมรับ ไม่โกรธเคืองอุบายของฝ่ายหญิง ที่ทำไปเพราะอยากจะสอนให้พวกเขาเป็นชายสมชาย และที่สำคัญ ความคิดถึงเมื่อยามต้องห่างไกลกันของทั้งสองฝ่าย ก็ได้ละลายความบาดหมางที่มีอยู่มลายหายไปจนสิ้น

.

        เพราะเหตุหญิงชายต่างได้หยุดสร้างความไม่เข้าใจกันลงได้ ปราสาทหินพนมวันจึงหยุดสร้างและไม่เคยสร้างต่อ นับแต่วันที่ "ความรัก" ได้กลับคืนมา.....สู่บ้านพนมวันในครั้งนั้น....!!! ” 

.   

ปล. มุขปาฐะโบราณ เราสามารถสอดแทรกเรื่องราว หรือคติธรรมคำสอนที่ต้องการลงไปในเนื้อหาของโครงเรื่องที่มีอยู่กว้าง ๆ ให้เป็นนิทานดั่งเช่นเรื่องนี้ ผมจึงได้เพิ่มเติมเนื้อเรื่องให้สมบูรณ์ จากโครงเรื่องจริง ๆ ที่มีแค่เพียงการแข่งขันระหว่างชายหญิงและการปล่อยโคมลอยเท่านั้นครับ 

.

Way Back Into Love - Hugh Grant & Haley Bennet

ใช้ฟังประกอบ Blog ปราสาทพนมวัน สนใจเพลงโปรดอุดหนุนสินค้าลิขสิทธิ์

.

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net