วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากพิธีกรงานแต่งงานสู่งานศพ


จากพิธีกรงานแต่งงานสู่งานศพ

              จากการที่เป็นคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสและ(เพื่อน ๆ บอกว่า)เสียงดี(เวลาพูดผ่านไมโครโฟนเท่านั้น) ผมจึงถูกทาบทามให้เป็นพิธีกรในงานต่าง ๆ เรื่อยมา โดยตั้งแต่เป็นหนุ่มซึ่งได้รับพระราชทานยศเป็นร้อยตรีจนกระทั่งปัจจุบัน เคยเป็นพิธีกรมาหลายสิบครั้งแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นงานแต่งงาน ส่วนงานครบหลายรอบของผู้ใหญ่ของเพื่อน ๆ  หรืองานขึ้นบ้านใหม่ก็มีอยู่บ้าง

                หลังจากทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงานแต่ละครั้ง ผมก็จะประเมินผลด้วยตัวเองและถามเพื่อนด้วย แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อบกพร่องในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในคราวต่อไป(หากได้เป็นอีก) เช่น เพื่อนบางคนบอกว่า พูดเบาไป อักขระ ร. ล.หรือควบกล้ำไม่ชัดเจนในบางประโยค  มองผู้ฟังไม่ทั่วถึงทั้งห้อง(คือมองเฉพาะผู้ฟังแถวกลาง) ไม่ควรอ่านจดหมายน้อยในมือ(กระดาษกันลืมชื่อเจ้าภาพ ประธาน เจ้าบ่าว เจ้าสาว ฯลฯ) เพราะทำให้เสียบุคลิก เป็นต้น

                ผมเป็นบ่อยและหลายครั้งแต่ก็ยังไม่ถูกใจตนเองอยู่ดี ผมจึงไปปรึกษากับอาจารย์ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ แล้วท่านก็จับผมเข้าอบรมหลักสูตร ”การพูดต่อหน้าชุมชน” ในขณะนั้นผมมียศร้อยเอก จากนั้นก็เรียกว่า การเป็นพิธีกรก็อยู่ในขั้น “พอใช้ได้” (เพราะไม่มีหลักสูตรตายตัวและต้องหาประสบการณ์เอาเอง)

                ผมเป็นพิธีกรงานแต่งงานครั้งสุดท้าย(ขออนุญาตไม่บอกปี พ.ศ.)ในงานแต่งงานของน้องโจ้ เรือรบ เมืองมั่น (ได้ขออนุญาตจากเจ้าตัวแล้ว) หนึ่งในบล็อกเกอร์(มือฉมัง)ที่โอเคเนชั่นนี่เอง

                แม้ว่าฝีมือในการทำหน้าที่เป็นพิธีกรงานแต่งงานของผมไม่ได้จัดอยู่ในระดับแนวหน้า(ความคิดของผม)ก็ตาม แต่ความภูมิใจที่มีอยู่ในใจของผมจนถึงปัจจุบันคือ คู่บ่าวสาวที่แต่งงานโดยมีผมเป็นพิธีกร (เท่าที่ติดตามถามข่าวสาร) ยังไม่มีคู่ไหนที่หย่าร้างกันเลย และมีลูกสืบสกุลทุกคู่ (ก็น่าภูมิใจนะ)

                วันเวลาผ่านเลยไปเมื่ออายุมากขึ้น งานแต่งงาน(แทบ)ไม่มีเหลือ กลายเป็นถูกทาบทามให้เป็นพิธีกรในงานศพ(เป็นส่วนใหญ่)แทน การเป็นพิธีกรในงานศพมีความแตกต่างกับงานแต่งงานมาก แต่ง่ายกว่างานแต่งงาน คือไม่ต้องกังวลเรื่องดึงดูดความสนใจของแขกให้หันมาฟังเรา  เพราะแขกที่มาร่วมงานศพจะนั่งกันเงียบ ทุกคนนั่งหันหน้ามาฟังเราฝั่งเดียว ไม่เหมือนกับงานแต่งงานที่แขกคุยกันจ้อเดินไปเดินมาหาของกิน หยิบโน่นกินนี่เข้าปากจุ๊บจั๊บอยู่ตลอดเวลา  ถ้าเป็นงานแบบบุ๊ฟเฟ่ต์ละก็ แขกครึ่งหนึ่งจะนั่งหันหลังให้พิธีกรเห็นคอ ดู ๆ ไปเหมือนกับไม่มีใครสนใจที่จะฟังพิธีกรเลย นอกจาก พ่อแม่เจ้าบ่าวเจ้าสาวและตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวเอง งานแต่งงานบางงานที่จัดแบบค็อกเทลและมีแขกมาร่วมงานเกือบ ๗๐๐ คน(ผมเคยเป็นมาแล้ว) พูดดึงดูดความสนใจของแขกที่มาในงานยากมาก พิธีกรหลายคนตกม้าตายกันมานักต่อนักครับ  

                ในงานศพนั้น จะต้องเรียงลำดับพิธีการให้ถูกต้อง นับตั้งแต่การขอบคุณแขกที่ให้เกียรติมาร่วมงาน  ขอบคุณผู้ที่เป็นเจ้าภาพงานสวดในแต่ละคืน ประวัติโดยย่อของผู้วายชนม์ ถ้าเป็นงานพระราชทานเพลิงศพก็ต้องตกลงกับผู้ที่อัญเชิญไฟให้ตรงกับเวลาที่ส่วนมากจะเป็น ๑๗ นาฬิกา การกราบเรียนเชิญประธานในพิธีที่อาวุโสที่สุด (ส่วนใหญ่)จะเป็นคนสุดท้ายที่ขึ้นทอดผ้าบังสุกุลและจุดไฟพระราชทาน ก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

                ความจริงแล้วผมชอบที่จะเป็นพิธีกรงานแต่งงานมากกว่า เพราะทำให้ชีวิตสดชื่นแจ่มใสจิตใจไม่ห่อเหี่ยวและท้าทายดีว่า แขกที่มาร่วมงานจะฟังเราหรือไม่?  เหมือนกับเป็นการแข่งกับตัวเอง  แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป คงไม่มีงานแต่งงานไหนที่เจ้าบ่าวเจ้าสาว อยากให้คนรุ่นลุงไปเป็นพิธีกรหรอกครับ

------------------------------

โดย eggs

 

กลับไปที่ www.oknation.net