วันที่ อังคาร ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เปรียบเทียบ 3 จังหวัด กับขบวนการปาเลสไตน์


สวนทางปืน /  (ฉ.802)

ผู้เขียนได้รับข้อคิดเห็น ข้อแนะนำ และข้อสังเกตประกอบคำถามจากผู้ตามสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่มักได้รับเสมอๆ คือ ขบวนการต่อสู้ของสามจังหวัดนั้น ชอบธรรมหรือไม่?

บังเอิญสัปดาห์นี้ ผู้เขียนได้รับบทความคัดลอกจากเวบไซต์ศูนย์ข่าวอิศรา ของสมาคมนักข่าวฯ ซึ่งในบทความได้วิเคราะห์การให้ทัศนะของนักวิชาการเกี่ยวกับการต่อสู้ของมลายูปาตานี เทียบเคียงกับการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ โดยมองประเด็นพื้นฐานเดียวกันคือ การถูกยึดครองและรุกรานโดยคนต่างถิ่นต่างเผ่ากัน

ผู้ส่งบทความให้คงจะข้องใจ และขอให้ผู้เขียนแสดงทัศนะ วิเคราะห์วิจารณ์ให้หน่อย ผู้เขียนจึงขออนุญาต กล่าวตรงนี้พอให้เป็นแนววิเคราะห์ เบื้องต้น ประเด็นของผู้เขียนอยู่ที่ว่า การต่อสู้ใดๆก็ตาม มันจะมีความชอบธรรมหรือไม่? มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ หรือ การถูกรังแกเหยียดหยาม เป็นสำคัญ แต่มันขึ้นอยู่กับว่า คุณสู้และตายไปเพื่ออะไรต่างหากที่สำคัญ

เหมือนกับบทเรียนการต่อสู้ของโลกที่ผ่านมา คู่ความขัดแย้งย่อมต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนและยิ่งใหญ่เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนเห็นมันมีคุณค่า และสำคัญกว่าชีวิตตนเอง ทั้งหมดนี้เราล้วนเรียกกันรวมๆ ว่า 'อุดมการณ์' ซึ่งก็คือ ปัจจัยที่เป็นเหตุเป็นผลที่สุดในอันจะอธิบายให้มนุษย์เข้าใจ ทั้งอัตตาภายในใจ และอัตตาภายนอก เกิดความรู้สึกที่ดี... รู้สึกสบายใจ...ทำอะไรลงไปก็ให้รู้สึกเป็นสุข แม้แต่ฆ่ากันตายก็ตาม และอุดมการณ์ที่สมบูรณ์แบบนั้น ยังจะต้องทำเพื่อสังคมโดยรวม หรือทำเพื่อประโยชน์สุขของคนอื่นอีกเยอะๆ หลายๆ คนและถ้าจะดีขึ้นไปอีก ก็เพื่อประโยชน์สุขต่อเนื่องไปถึงอนาคตลูกหลานด้วย

นอกจากเป้าหมายการต่อสู้แล้ว เรายังคงต้องพิจารณา ถึงข้อเสนอหรือสิ่งที่นำเสนอต่อสังคมว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายได้นั้น มีแนวทางอย่างไร? มีกฎกติกาอะไรบ้าง? และกฎกติกามารยาทต่างๆ นั้น จะต้องสอดคล้องกับอุดมการณ์ด้วย

กรณีขบวนการต่อสู้ชองชาวปาเลสไตน์นั้น แตกต่างอย่างมากกับขบวนการมลายูสามจังหวัด อย่างน้อย 4-5 ประเด็น

หนึ่ง - การเข้ายึดครองของอิสราเอลนั้น เริ่มมาจากศูนย์ คือ ตัวรัฐเดิมของอิสราเอลไม่มี ไม่ได้มีชายแดนติดต่อกัน ไม่เคยรบรากันไปมา ไม่เคยส่งบรรณาการให้แก่กัน ไม่เคยต้องส่งตัวแทนแต่งงานกัน หรือส่งไปปกครองกัน สรุปง่ายๆ ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ในรูปของเมืองหรือของรัฐ ไม่มีอะไรต่อกัน ซึ่งตรงข้ามกับปาตานีกับสยาม ที่มีความสัมพันธ์ที่แสดงถึงการเกี่ยวข้องกันในฐานะเมืองต่อเมือง หรือแคว้นต่อแคว้น โดยเป็นไปตามคตินิยมของยุคสมัยนั้นๆ

สอง - การเข้ายึดครองของอิสราเอลต่อแผ่นดินปาเลสไตน์นั้น ได้ใช้กำลังคุกคามต่อประชาชนโดยตรง ด้วยการใช้กำลังทหารทำการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออก แล้วปิดกั้นดินแดนที่ยึดได้ค่อยๆสร้างบ้านเรือนให้ชาวอิสราเอลจากที่อื่นๆ ทั่วโลก อพยพเข้ามาอยู่เข้ามาจับจอง

แต่ในกรณีของปาตานีกับสยามนั้น ไม่ปรากฏว่าได้ขับไล่ชาวถิ่นเดิมไปไหน แต่ใช้วิธีจัดการโดยการเข้ายึดเอากับเจ้าเมือง และกำลังทหารที่ปกป้อง แต่เมื่อเจ้าเมืองหวาดกลัวภัยจะถึงตัวก็หลบหนีไป การตกเป็นเมืองขึ้น หรือการครอบครองในยุคนั้นเป็นเช่นนั้น ไม่ว่ายุคสยาม หรือยุคอังกฤษครอบครอง ล้วนแล้วแต่จบลงเพราะเจ้าเมืองยอมศิโรราบ และแทบไม่ปรากฏว่าเจ้าเมืองไหนสู้จนตัวตาย นอกจากหลบหนีทิ้งประชาชนให้อยู่กับผู้ปกครองใหม่เท่านั้นเอง

สาม - การเข้ายึดครองของปาเลสไตน์ ไม่ใช่เป็นเพียงการอยากได้ดินแดนแผ่นดินหรือที่ดินเท่านั้น แต่เป็นการวางยุทธศาสตร์ทั้งทางทหาร ทั้งทางจิตวิทยา ต่อโลกอาหรับและหรือโลกมุสลิมก็ว่าได้ เพราะจุดที่ตั้งของปาเลสไตน์ถือเป็นจุดเป็นจุดตายของศาสนาอิสลามเลยทีเดียว (สำหรับผู้ที่รู้จักศาสนาอิสลามดี) แต่การรบรากันระหว่างสยามกับปาตานี ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามียุทธศาสตร์พิเศษต่อโลกอิสลามแต่อย่างใด และสยามก็ไม่ได้แสดงว่ากำลังต่อสู้กับมุสลิม เพราะกองกำลังทหารของสยามเองประกอบด้วยมุสลิมจากที่อื่นๆ ร่วมอยู่ด้วย และเป็นที่ประจักษ์ว่า การต่อสู้กันและกันของสยามกับปาตานีนั้น ไม่มีเรื่องศาสนาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

สี่ - ขบวนการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ เกิดขึ้นจากประชาชนเอง ทั้งจากการเจ็บแค้นที่ถูกขับไล่และรู้เห็นเข้าใจ ต่อแผนการร้ายของยิวไซออนิสต์ที่มีต่ออิสลาม การจัดตั้งขบวนการจึงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนปาเลสไตน์อย่างเต็มที่ ทั้งในและนอกประเทศ แต่การเกิดขึ้นของขบวนการกู้ชาติปาตานี มาจากเจ้าเมืองที่หนีจากประชาชน จัดตั้งขบวนการเพื่อขอกลับเข้าไปมีอำนาจเต็มอีกครั้ง

ประเด็นนี้เราสามารถติดตามรายละเอียดข้อขัดแย้ง (เจรจา) ระหว่าง 'รายาปาตานี' กับสยาม ก่อนจะหลบหนีไปรัฐกลันตันได้จากหนังสือมากมาย แม้ต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งคนและแนวทางของขบวนการต่อสู้ไปบ้าง แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีเป้าหมายอะไร? และเพื่อใคร? เพราะเป้าหมายที่ชัดเจนเท่านั้นจึงจะสามารถกำหนดแนวทางที่ชัดแจ้งได้ เช่นหากต้องการสถาปนารัฐอิสลามขึ้นมา แนวทางที่เดินก็ต้องไม่ผิดหลักการของอิสลาม มิเช่นนั้น จะอ้างเอาอิสลามไปให้ใคร? ในเมื่อตัวเองได้มาด้วยแนวทางอื่น

ห้า - ขบวนการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ ได้รับการยอมรับจากโลก และโดยเฉพาะโลกมุสลิม ถือเป็นภารกิจของโลกอิสลามที่จะต้องร่วมกันต่อสู้ และให้การช่วยเหลือ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เรื่องของชาวปาเลสไตน์เป็นเรื่องหนึ่งที่พูดคุยกันอยู่เสมอในโลกมุสลิม ทั้งในระดับรัฐและระดับปัจเจก แต่เรื่องขบวนการต่อสู้ของปาตานี เป็นเพียงขบวนการชาตินิยมหรือเชื้อชาตินิยมในสายตาโลกมุสลิมเท่านั้น และหากจะมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ก็เป็นเรื่องปัจเจกบุคคลตามอัธยาศัย เรื่องของปาตานีไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นเป็นปัญหาของรัฐมุสลิม หรือแม้แต่ในเวทีที่ประชุมร่วมระหว่างประเทศมุสลิม หรือ โอไอซี ก็ไม่เคยหยิบยกเป็นวาระการประชุมประจำปี

ส่วนกรณีที่มีตัวแทนจาก โอไอซีเข้ามาสังเกตการณ์ในประเทศไทย ก็มาจากการเชื้อเชิญของรัฐบาลไทยเอง และการลงพื้นที่ในสามจังหวัดนั้น ทางตัวแทนโอไอซี แทบจะไม่ได้เดินทางเข้าไปในพื้นที่สีแดงเลย ในขณะที่มีเสียงกระซิบเป็นภาษาอาหรับว่า "ไม่แน่ใจว่าพวกที่ก่อเหตุนั้นจะใช้เราเป็นเหยื่อข่าวหรือเปล่า" ดังนั้น การลงพื้นที่จึงเดินทางวนเวียนกันอยู่แต่ในเมืองเท่านั้น

ดังนั้น ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คงพอจะให้เราได้พิเคราะห์พิจารณ์กันได้พอสมควร ถึงขบวนการต่อสู้ที่มีอยู่ในสามจังหวัดกับขบวนการอื่นๆ ที่มีอยู่ในโลกอิสลาม

หากเป้าหมายการต่อสู้เพื่อหวังให้สังคมเกิดการยอมรับในตัวตนความเป็นมลายู ไฉนเลยต้องลงทุนทำบาปถึงขนาดยิงครู ยิงเด็ก หรือเผาวัด เผาโรงเรียน

หรือถ้าเป้าหมายเพื่อจรรโลงความยุติธรรม ไฉนเลยต้องฆ่าคนบริสุทธิ์ ฆ่าคนที่ตนเองเพียงแค่สงสัย

หรือถ้าสู้เพื่อจะเปลี่ยนการเมือง การเศรษฐกิจ การสังคม ไฉนเลยประชาชนถึงไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าจะพาไปไหน? จะไปอย่างไร? ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม ผู้เขียนถือว่าขบวนการที่ก่อเหตุอยู่ทุกวันนี้ ทุ่มทุนสร้างมากเกินไป กับผลที่คาดว่าคนดูจะได้รับ หรือประเมินความยิ่งใหญ่ของเป้าหมายของตนเองมากเกินไป จึงไม่รู้ว่าจะพูดกับใครยังไงดี? เข้าทำนองคิดคนเดียว เออออคนเดียว ทั้งๆ ที่คนอื่นเขาไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลย และไม่ควรอย่างยิ่งที่ใครจะเทียบเคียงขบวนการของชาวปาเลสไตน์กับขบวนการปาตานี เพราะถือเป็นคนละชั้น คนละระดับ คนละเป้าหมาย และถือเป็นการดูแคลนการต่อสู้ของพี่น้องปาเลสไตน์ให้ต่ำต้อยอีกซะด้วย

ให้บังเอิญสัปดาห์นี้ นอกจากเรื่องปาเลสไตน์กับปาตานีแล้ว ยังมีคนที่เคารพนับถืออีกท่าน อุตส่าห์รวบรวมเอามาให้อ่านอีก 2-3 มปึก เป็นเรื่องทัศนะความเห็นของอดีตแม่ทัพภาค 4 อย่างน้อยสองท่าน คือ พล.อ.หาญ ลีลานนท์ และ พล.อ.กิตติ รัตนฉายา

ผู้เขียนจึงถึงบางอ้อว่า มิน่าเล่า ทหารถึงได้ส่งกำลังมาเยอะแยะขนาดนี้ เพราะอ่านดูทัศนะของแม่ทัพทั้งสองแล้ว ผู้เขียนบอกได้เลยว่า ถ้าขบวนการสามารถทำได้ และเป็นอย่างที่ท่านประเมินไว้ทั้งหมด ป่านนี้สามจังหวัดคงไม่เป็นอย่างนี้หรอก อาจเกิดรัฐใหม่ขึ้นจริงๆ แล้วก็ได้

โอกาสหน้าผู้เขียนขออนุญาตวิจารณ์ด้วยความเคารพ เพื่อเอาไว้พิเคราะห์กันต่อไป อินชาอัลลอฮ์

โดย บะห์รูน

 

กลับไปที่ www.oknation.net