วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

**A moment of remember เกาะเกร็ดกับการเดินย้อนไปในความทรงจำ **


               ในอุ่นไอของสายแดดเช้า ฉันเดินดุ่มไปในสวนสันติไชยปราการที่เงียบเหงาเพื่อลัดเลาะสู่ท่าเรือบางลำพู เช้านี้ฉันรับหน้าที่ไกด์พาเด็กหนุ่มนักดนตรีจากเชียงรายสองคนเที่ยวเกาะเกร็ดตามคำขอตั้งแต่ก่อนมาถึง อาจเพราะยามค่ำคืนฉันพาน้องๆ ทำความรู้จักถนนข้าวสารเพลินไปหน่อย เช้านี้น้องจึงมีอาการเมาค้างปรากฎที่นัยน์ตาคู่หวาน

                เมื่อคืน ระหว่างเมาได้ที่น้องหน่องที่สุดแสนจะเฉยชากับทุกสิ่งรอบตัวบอกว่า ‘ฉันเปลี่ยนไป’ เพื่อนอีกหลายคนพากันสำทับตามคำพูดน้อง ทำเอาสะอึกเล็กน้อย แต่น้องมารถที่นั่งข้างฉันกลับแย้งทุกคนว่า ไม่หรอกฉันไม่ได้เปลี่ยน เพียงแต่ฉันแปลกไปจากที่เคยรู้จัก เพราะแต่ก่อนไม่ว่าฉันจะเอาแต่ใจตัวเองมากยังไง ฉันก็ยังเอาใจและใส่ใจคนรอบข้างมากด้วยเช่นกัน แต่ฉันวันนี้ที่น้องเห็นกลายเป็นฉันที่ไม่เอาใจใครสักคนเลย ฉันยิ้มให้กับคำบอกของน้องแม้จะรู้ว่าน้องประชด ก่อนบอกทุกคนในโต๊ะว่า “ปัญญาดูแลหัวใจตัวเองยังไม่มี ฉันคงไม่มีน้ำหน้าไปดูแลความรู้สึกใครได้หรอก”

       เกาะเกร็ดเป็นเกาะขนาดใหญ่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งแต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินรูปโค้งลักษณะเป็นแหลมยื่นไปตามความโค้งของแม่น้ำเจ้าพระยา มีชื่อเรียกแต่เก่าก่อนว่า ‘บ้านแหลม’ ครั้นสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยา ปี พ.ศ. ๒๒๖๕ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลอง ‘เตร็ดน้อย’ขึ้น (เตร็ด หมายถึง ลำน้ำเล็กลัดเชื่อมลำน้ำสายใหญ่สายเดียว) โดยลัดคุ้งปากคลองบางบัวทองซึ่งอ้อมมากให้เป็นเส้นตรง จากบริเวณใกล้ๆ ท่าเรือปากเกร็ด ตรงไปผ่านหน้าวันดสนามเหนือ วัดกลางเกร็ด ไปทางวัดเชิงเลน เพื่อให้การสัญจรสะดวกรวดเร็วขึ้น ซึ่งแต่แรกขุดนั้นมีขนาดกว้างเพียง ๖ วา ลึก ๖ ศอก ยาว ๒๙ เส้น แต่เนื่องจากแรงของกระแสน้ำที่ไหลพัดผ่านนั้นแรงมาก จึงได้เซาะตลิ่งพังและขยายความกว้างขึ้นมา สภาพความเป็นเกาะจึงเห็นเด่นชัดเรียกกันในครั้งแรกว่า ‘เกาะศาลากุน’ ตามชื่อวัดบนเกาะ ฉันร่ายยาวให้น้องชายทั้งสองฟังขณะกำลังไปท่าเรือข้ามฟากวัดสนามเหนือ ก่อนจะบอกต่อว่า

                เกาะเกร็ดเป็นชุมชนที่มีความเจริญมาตั้งแต่สมัยอยุยาตอนปลาย เป็นทั้งชุมทางการค้าขาย และเป็นที่ตั้งด่านตรวจเรือต่างๆ ที่จะเดินทางผ่านไปมายังกรุงศรีอยุธยา บริเวณคลองลัดเกร็ดตอนใต้จึงมีชื่อเรียกว่า ‘บ้านปากด่าน’

                ระหว่างรอเรือข้ามฟาก ภาพที่เคยเกิดขึ้นที่นี่เมื่อปีที่แล้วก็ฉายชัดในใจ ฉันเกิดอาการกลัวขึ้นมาเล็กน้อย เคยมีคนบอกว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือการสำรวจจิตใจตน แต่สำหรับฉันวันนี้สิ่งที่น่ากลัวยิ่งตรงหน้าคือ การเดินย้อนกลับไปที่เก่าโดยไร้เงาคนที่เคยเคียงข้าง  บนพื้นที่ ๒,๘๒๐ ไร่ บรรจุความทรงจำที่หวานชื่นมากเกินไป แม้การไม่เคยเสียน้ำตาให้ใครเห็นจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าฉันเข้มแข็ง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า ฉันจะเดินในเกาะเกร็ดแบบไม่รู้สึกรู้สาอะไร ช่วงความคิดวูบหนึ่ง ฉันอยากเป็นอย่าง คิม ซูจิน ที่ในหัวมียางลบก้อนใหญ่ ลบความทรงจำทุกอย่างในสมอง!!!  

          

              ฉันยกกล้องถ่ายรูปเล็งไปที่เจดีย์สีขาวริมน้ำ นิ้วนางซ้ายที่เผลอวางผิดตำแหน่งทำเอาสะดุ้งวูบ รอยแผลเป็นที่ข้อนิ้วขีดบนสุดจางจนแทบมองไม่เห็น ทว่าฉันยังรู้สึกเจ็บ สองเดือนกว่ามาแล้วที่รอยแผลเป็นนี้มาประทับบนร่างกายฉัน วันนั้นมือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์ถามคนปลายสายถึงสิ่งที่ฉันค้นหา ส่วนอีกข้างควานหาบางอย่างใต้เครื่องเสียง จังหวะที่ดึงเจ้าสิ่งที่ต้องการออกมานิ้วซ้ายถูกบางอย่างครูดจนเป็นแผลยาว แต่อารามดีใจที่สิ่งที่ความรักกลับมาอยู่ในมือทำให้ความเจ็บตรงนั้นไม่มีความหมาย กระทั่งแผลเริ่มตึงและฉันเริ่มเจ็บ แผลนั้นหายไปนานแล้ว แต่ทุกครั้งที่เผลอไปแตะมันเข้าอาการเจ็บแปลบก็วิ่งตรงสู่หัวใจ แล้วจู่ๆ อีกเช่นกันที่ฉันนึกถึงคำสอนของท่านติช นัท ฮันห์ที่ให้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ท่านว่า ภาระกิจสำคัญหนึ่งเดียวในชีวิตเราคือการทำให้คนที่อยู่ตรงหน้าเรามีความสุข จริงสิ...ถ้าเพียงแต่ฉันไม่ไปแตะแผลในใจ และให้ความสำคัญตรงหน้ามากกว่าสิ่งใด ฉันก็จะเดินเล่นบนเกาะนี้ได้โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด

ฉันชี้ให้น้องชายทั้งสองดูเจดีย์ทรงรามัญ ของวัดปรมัยยิกาวาส หรือวัดปากอ่าวพลางบอกว่านี่คืออีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเกาะเกร็ดที่เคียงคู่ชมุชนชาวมอญ โดยเจดีย์นี้จำลองแบบมาจากพระธาตุเจดีย์มุเตา เมืองหงสาวดี ซึ่งภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ที่ท่าเรือหน้าวัดฉันพาน้องไปดูปราสาทไม้ห้ายอดซึ่งเคยเป็นที่ตั้งเหมหรือโลงศพมอญ ของอดีตเจ้าอาวาสตั้งตระหง่านอยู่  ส่วนพระอุโบสถมีการตกแต่งด้วยวัสดุนำเข้าจากอิตาลี ที่พระองค์ทรงปฎิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ในปีพ.ศ.๒๔๑๗ แม้ศิลปะจะเป็นแบบยุโรปแต่กระนั้นพระองค์ยังรักษาธรรมเนียมเดิม โดยรับสั่งให้ที่นี่ริเริ่มการสวดเป็นภาษามอญ และปัจจุบัน ที่นี่เป็นวัดเดียวที่ยังเก็บรักษาพระไตรปิฏกภาษามอญไว้ พระประธานในพระอุโบสถนั้นเป็นพระปางมารวิชัย   ฝีพระหัตถ์ของพระองค์เจ้าประดิษฐานวรการ ผู้สร้างพระสยามเทวาธิราช รัชกาลที่ 5 ทรงยกย่องว่าพระประธานองค์นี้งามด้วยฝีพระพักตร์ดูมีชีวิตชีวาเหมือนคนจริง 

พาน้องเดินไปดูเจดีย์แล้วฉันก็มานั่งที่โต๊ะหินรอน้องชายที่ตื่นเต้นกับสารพัดดอกไม้ทอดใกล้ๆ กัน พลางคิดถึงฉากเปิดของหนัง A moment of remember ที่ความบังเอิญทำให้ คิม ซูจิน กับ ชอย ซุลวู มาพบกัน เธอพบเขาในวันที่กำลังต้องการลืมอะไรบางอย่าง และอยากเขียนความทรงจำใหม่เกี่ยวกับเขาลงในสมอง สมองฉันตัดฉับมาถึงวันที่ได้ดูหนังเรื่องนี้เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ความจริงฉันได้หนังแผ่นนี้เป็นของขวัญปีใหม่เมื่อปีก่อน หากความที่มันเป็นหนังรักสไตล์เกาหลีที่ฉันไม่ถนัดในการนั่งดูให้เสียน้ำตา บวกกับมันไม่ใช่หนังอย่างที่เขาชอบดู มันจึงถูกวางทิ้งอยู่ที่ในสักแห่งในบ้านของเขา แต่วันนั้นจู่ๆ เขาก็เปิดหนังเรื่องนี้แล้วเรียกให้ฉันมานั่งเสียน้ำตา หนังจบฉันเหมือนฉันได้คำตอบให้หัวใจที่ปวดร้าวในวันนั้น ‘เรื่องบางอย่างมันจากเราไปได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือความทรงจำอันมีค่า’ เพราะงั้นตลอดเวลาที่ได้จับจ่ายเวลาด้วยกันควรทำให้มันเป็นความทรงจำที่งดงามในอนาคตดีกว่า

เราสามคนตกลงเช่าจักรยานที่ท่าน้ำสองคัน ได้มีโอกาสมาทั้งทีพ่อสองหนุ่มเหนือก็อยากจะถีบจักรยานรอบเกาะ ฉันบอกน้องว่าเลยจากส่วนของตลาดไปแล้วมันก็ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไรแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรให้ดู!!!

หนังส่งบทพิสูจน์รักแท้มาให้คนทั้งคู่ด้วยการทำให้ฝ่ายหญิงเป็นอัลไซเมอร์ ตอนหนึ่งในหนังเธอบอกกับเขาว่า “แล้วฉันจะลืมเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับคุณ” เขาตอบเธอ “ไม่เป็นไร ผมจะจำเรื่องราวทุกอย่างระหว่างเราเอง” “ผมจะทำหน้าที่จำความทรงจำระหว่างเรา เพราะผมคือความทรงจำของคุณ ผมคือหัวใจของคุณ” สมองฉันตั้งคำถามอีกครั้ง มนุษย์เราใช้อะไรเป็นเครื่องตัดสินว่ารักที่เกิดขึ้นนั้นเป็นรักแท้ สำหรับฉัน รักก็คือรัก มันไม่มีแท้มีเทียม ทำไมเราต้องมาแบ่งชั้นให้สิ่งสวยงามอย่างความรักด้วย แต่ความรักใครก็ต่างวิถีทางกัน ความรักของอีกฝ่ายอาจถูกอีกฝ่ายมองว่าเป็นการพยายามครอบครอง เพราะคนทั้งสองใช้หัวใจมองความรักกันคนละมุม!!!

“ไม่ได้ใช้ดินบนเกาะมาทำเครื่องปั้นดินเผามานานแล้ว ส่วนใหญ่ป้าสั่งมาจากทางราชบุรี” คุณป้าที่กำลังแกะลายลงบนโถดินที่ปั้นไว้บอกฉัน น้องชายสองคนทำหน้างง ฉันอธิบายเพิ่ม สมัยก่อนดินที่เกาะเกร็ดเหมาะกับการทำเครื่องปั้นดินเผา อีกอย่างชาวมอญที่มาตั้งรกรากที่นี่มีฝีมือทางด้านนี้ เครื่องปั้นดินเผาจึงถูกชูขึ้นให้เป็นเอกลักษณ์ของเกาะเกร็ด “ดินถูกขุดออกไปมาก เกาะทรุดมีประกาศไม่ให้ขุดดินบนเกาะมาปั้นอะไรอีก แต่นี่มันคืองานของป้า ถ้าเลิกเพียงเพราะไม่มีดินให้ใช้อีกแล้ว เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดก็คงเหลือเพียงชื่อเท่านั้น” คุณป้าคนเดิมกล่าวเสริม น้องชายคนหนึ่งตั้งคำถามมาถามเล่นว่า คนที่มาซื้อเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดจะรู้สึกยังไงถ้ารู้ว่านี่ไม่ใช่ดินจากเกาะเกร็ด ฉันตอบน้อง คุณค่าของงานมันไม่ใช่อยู่ที่ว่าวัตถุดิบมาจากไหนมันอยู่ที่ฝีมือในการรังสรรค์งาน

ฉันชอบเกาะเกร็ดมันคือสวรรค์ของนักชิมเช่นฉัน สารพัดอาหารคาวหวานล้วนเรียกเงินออกจากกระเป๋าได้เป็นอย่างดี เมื่อกระเพาะเริ่มทำหน้าที่หนักเกินไป ฉันจึงชวนน้องไปช่วยผ่อนแรงทำงานของกระเพาะด้วยการพาไปดูลายหน้าบันจำหลักไม้ที่เป็นรูปพระจันทร์ทรงรถ มีลายไม้ดอกล้อมรอบคันทวยและรวงผึ้งสาหร่ายแกะสลักไว้อย่างสวยงาม ลายหน้าบันโบสถ์วัดป่าฝ้าย หรือวัดฉิมพลีนี้เหมือนกับลายหน้าบันโบสถ์ที่วัดสุทัศน์เทพวราราม เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่า แต่ในความเล็ก อุโบสถของวัดก็เป็นปูชนียสถานสำคัญที่มีความงดงามอ่อนช้อยแบบสมัยอยุธยาตอนกลาง

ชีวิตของซูจิน และซุลซูยังคงดำเนินไปอย่างปกติ แต่วันหนึ่งเธอก็มีความทรงจำเกี่ยวกับตัวเขาน้อยลงทุกวัน เธอจำไม่ได้ว่าเธอต้องทำอะไร และเขาคือใครกัน บางครั้งความทรงจำของเธอมันก็กลับไปกลับมา บางครั้งเธอจำเขาได้ บางครั้งเธอลืมเขา แต่สิ่งนั้นเธอไม่เคยเลือก ถ้าเธอเลือกได้ฉันว่าเธอคงเลือกจำมากกว่าลืม ซึ่งต่างกับใครบางคนที่เลือกลืมฉันมากกว่าจดจำรักดีดีที่เคยมีให้กัน ขอโทษนะถ้าจะรู้ใจคุณมากเกินไป ตอนหนึ่งของหนังที่เรียกน้ำตาฉันคือ ตอนที่ซุลซูกำลังจะออกไปทำงาน ซูจินพูดร่ำลาเขา เธอเรียกชื่อเขาด้วยชื่อแฟนเก่า และบอกรักเขา เป็นฉันก็คงรู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างไปกับเขา เมื่อต้องรับรู้ว่า ‘เธอไม่มีเขาอยู่ในความทรงจำอีกต่อไป!!!’ ความเจ็บปวดของเขาทำให้ฉันเลิกคิดอยากมียางลบก้อนใหญ่ในหัวทิ้งทันที

ฉันลังเลเล็กน้อยว่าจะไปนั่งซ้อนท้ายเป็นภาระให้กับน้องคนไหน เฮ้อ...เวลามีหนุ่มหล่อสองคนมาให้เลือกตรงหน้าพร้อมกันนี่มันช่างตัดสินใจยากเสียจริง (ฮา) ขณะนั่งรถเล่นรอบเกาะความทรงจำที่เคยมีถูกปลดปล่อยออกมา ฉันยิ้มให้กับทุกภาพที่ทักทายกันในทุกตารางนิ้วที่เราเคยไปเยือนด้วยกัน มันไม่เจ็บปวดสักนิดถ้าเพียงแต่รู้จักจับแผลนั้นอย่างมีสติมาก

“เซ็งเป็ดเลยน้ำท่วมเกาะเกร็ด” เพื่อนคนหนึ่งโทรมาบอกเล่าด้วยอารมณ์หงุดหงิด ฉันที่กำลังเบื่อฝนที่ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตาบนเกาะใหญ่หมายเลขหนึ่งของเมืองไทยถึงกับหัวเราะพรวด แหม...มันช่างบังเอิญเสียจริง ปีที่แล้วหลังกลับจากไปเที่ยวเกาะเกร็ดได้อาทิตย์เดียวที่นั่นก็น้ำท่วม เหตุการณ์มันตรงกันจนน่าตั้งคำถามสงสัย ทำไมโลกใบนี้มันเต็มไปด้วยความบังเอิญนักนะ

ที่สนามบินภูเก็ต ตั๋วเครื่องบินราคาหนึ่งบาทที่ฉันอดหลับอดนอนไปแย่งชิงกับผู้คนถูกน้องชายหนึ่งในสองคนขอไปเป็นที่ระลึก ก่อนจะตั้งคำถามคล้ายสามปีก่อน ตอนที่น้องยังละอ่อนเป็นเด็กน้อยที่ใกล้จบมหา’ลัย เมื่อไหร่เจียงฮายจะใกล้พอให้ฉันไปถึง สองครั้งแล้วที่น้องชายเคยมาหาฉันถึงกรุงเทพฯ ยังไม่ทันพักให้หายเหนื่อย ฉันก็พาน้องนั่งรถไฟข้ามคืนลงไปทำค่ายที่ชุมพรด้วย ครั้งนี้ก็เช่นกันที่ตามมาเล่นน้ำฝนไกลถึงที่นี่ ฉันบอกน้องระหว่างที่เราไม่เจอกันมีอะไรมากมายผ่านเข้ามาในชีวิตฉัน ฉันเองก็บอกไม่ถูกหรอกว่ามีอะไรในตัวเองเปลี่ยนไปบ้าง แต่ที่แน่ใจและมั่นใจคือฉันคิดว่าฉันเลิกเปิดเนิร์สเซอรี่แข่งกับน้องอั้ม-พัชราภามานานแล้ว (ฮา)

ปล.แวะมาแก้ตัวอักษร พร้อมตอบคำถามที่เพื่อนถามว่าทำไมภาพชุดนี้สีมันออกโทนเศร้า ต่างจากชุดก่อน ซึ่งตอบไม่ได้ แต่เอาภาพหนึ่งจากปีก่อนที่หยิบมาทำโปสการ์ดมาให้ดู

โดย ปลายมนัส

 

กลับไปที่ www.oknation.net