วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กระดองของบรรพชิต


กระดองของบรรพชิต 
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 
………………………. 

“ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแต่ก่อน เต่าตัวหนึ่งเที่ยวหากินตามริมลำธารในตอนเย็น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งก็เที่ยวหากินตามริมลำธารในตอนเย็นเช่นเดียวกัน   
เต่าตัวนั้นได้เห็นสุนัขจิ้งจอกซึ่งเที่ยวหากิน (เดินเข้ามา) แต่ไกล ครั้นแล้วจึงหดอวัยวะทั้งหลาย มีศีรษะเป็นทีห้า เข้าในกระดองของตนเสีย เป็นผู้ขวนขวายน้อยนิ่งอยู่
” 

แม้สุนัขจิ้งจอก ก็ได้เห็นเต่าตัวที่เที่ยวหากินนั้นแต่ไกลเหมือนกัน 

ครั้นแล้วจึงเดินตรงเข้าไปที่เต่าคอยช่องอยู่ว่า  

“เมื่อไรหนอ เต่าจักโผล่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งออก ในบรรดาอวัยวะทั้งหลาย มีศีรษะ เป็นที่ห้า แล้วจักกัดอวัยวะส่วนนั้น คร่าเอาออกมากินเสีย”
  

ดังนี้
 

“ภิกษุทั้งหลาย ตลอดเวลาที่เต่าไม่โผล่อวัยวะออกมา สุนัขจิ้งจอกก็ไม่ได้โอกาส ต้องหลีกไปเองฯ” 

นี้เป็นข้อความแปลจากบาลี พระพุทธภาษิตสฬายตนวัคค์สังยุตตนิกาย ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ฉบับแปลของ ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม ชุด “ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์”   

เรื่อง ภิกษุ “สันดานกา” ที่ศิลปินนำมาเขียนรูปได้รางวัล จนเป็นข่าวอื้อฉาว ก็รวมอยู่ในหนังสือชุดนี้ด้วย 

นอกจากภิกษุ “สันดานกา” แล้ว ก็ยังมีภิกษุที่พระพุทธองค์ทรงยกขึ้นเปรียบเทียบ เพื่อมิให้ “ภิกษุทั้งหลาย” ประพฤติเช่นนั้น

คือภิกษุไม่พึงเป็นเยี่ยงนี้ เช่น
 

กอดกองไฟ – ถูกแทงด้วยหอก – จีวรที่ลุกเป็นไฟ – สุนัขขี้เรื้อน –เต่าติดชนัก – ราคีของนักบวช – ไม่คุ้มค่าข้าวสุก- ขี้ตามช้าง – นกแก้วนกขุนทอง- กูเป็นโค – สมณะแกลบ-ดาบที่หมกอยู่ในจีวร – ลิงติดตัง * เถระพาล – เถระวิปริต- เถระโลเล- นรกของสมภารเจ้าวัด – กระดองของบรรพชิต ฯลฯ 

แต่ละตัวอย่างที่พระพุทธองค์ทรงยกมานี้ ก็เพื่อเปรียบเทียบชี้โทษ ทั้งที่ไม่ควรประพฤติ และที่ควรประพฤติ 

เสมือนว่าพระพุทธองค์ทรงนำประสบการณ์ในขณะนั้น ๆ มาว่ากล่าวชี้คุณชี้โทษ แก่ภิกษุสงฆ์สาวกทั้งหลาย 

ดังทุกเรื่อง จะขึ้นต้นว่า
“ภิกษุทั้งหลาย...” ในทุกครั้งไป 

เพราะฉะนั้น การนำพระพุทธภาษิตเหล่านี้มาเป็นอุทาหรณ์เพื่อชี้โทษจึงเสมือนเป็นการ
“ชี้ขุมทรัพย์” ให้แก่ผู้ปฎิบัติธรรมโดยตรง

ดังพุทธภาษิตว่า
 

“คนเราควรมองผู้มีปัญญาใด ๆ ที่คอยชี้โทษคอยกล่าวคำขนาบอยู่เสมอไป ว่าคนนั้นแหละ คือผู้ชี้ขุมทรัพย์ และควรคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น” 

พุทธภาษิตนี้ มีอยู่ใน ปณฑิตวตฺค พระธัมมบทขุททกนิกาย

ดังความต่อไปนี้
 

“อานนท์ เราไม่พยายามทำกะพวกเธออย่างทะนุถนอม เหมือนพวกช่างหม้อ ทำแก่หม้อ ที่ยังเปียก ยังดิบอยู่ 
อานนท์ เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีก ไม่มีหยุด 
อานนท์ เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีกไม่มีหยุด 
ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้ฯ” 

พุทธภาษิตบทนี้แหละคือ “ผู้ชี้ขุนทรัพย์” 

ภิกษุ “สันดานกา” มีอยู่ใน ทสกนิบาต อังคุตรนิกาย

พระพุทธองค์ ตรัสเป็นใจความโดยย่อว่า 

“ภิกษุทั้งหลาย กาเป็นสัตว์ที่ประกอบด้วยความเลวสิบประการ แล้วทรงแจกแจงความเลวของกาเปรียบความเลวของภิกษุ เช่น 

“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุลามก ก็เช่นเดียวกับกานั้นแหละ เป็นคนประกอบด้วย อสัทธรรมสิบประการฯ


อสัทธรรมสิบประการนี้ คือ 

เป็นคน 1. ทำลายความดี 2. คะนอง 3. ทะเยอทะยาน 4. กินจุ. 5.หยาบคาย 6.ไม่กรุณาปรานี 7. ทุรพล 8. พูดเสียงอึง 9. ปล่อยสติ 10. สะสมของกิน 

ทรงกล่าวสรุปว่า 

“ภิกษุลามก เป็นคนประกอบด้วยอสัทธรรมสิบประกานเหล่านี้ แล” 

ภาพภิกษุสันดานกา ดังปรากฏเป็นข่าว นั้นแลคือ “ภิกษุลามก” โดยแท้จริง 

คือยิ่งดูยิ่งน่ารังเกียจ 

งานศิลปะนั้น เป็นงานสื่ออารมณ์ความรู้สึก ศิลปินใดสร้างผลงานให้ผู้ดูหรือผู้เสพ เกิดอารมณ์ความรู้สึกร่วมได้ นับเป็นความสำเร็จชั้นหนึ่ง ของงานศิลปะนั้น ๆ หรือของศิลปินนั้น ๆ 

แต่ศิลปินไม่เพียงสร้างงาน เพื่อสื่อความรู้สึกเท่านั้น งานศิลปะที่ดีต้องเป็นองค์รวมของ
“ปัญญา” ด้วย 

งานภิกษุสันดานกานี้ หากดูเพียงผิวเผิน ก็จะได้แค่อารมณ์ความรู้สึก ซึ่งหมิ่นเหม่ต่อผู้ถือเอา
“ศรัทธา” เป็นที่ตั้ง พลอยให้วิตกวิจารณ์ไปในด้านลบ ด้านเสื่อมเสีย ดังเป็นข่าว 

แต่หากดูอย่างพินิจ ก็จะเห็นว่า ภาพนี้ได้
“ชี้ขุมทรัพย์” ให้แก่พุทธบริษัทอย่างสำคัญ 

ด้วย กา ตัวนี้ก็คือ กาตัวเดิม ที่พระพุทธองค์ทรงยกเป็นอุทาหรณ์เปรียบ
“ภิกษุลามก” นั่นเอง เพียงแต่ศิลปินได้ถอดถ่ายขยายออกเป็นภาพให้ได้ในมิติของศิลปะ อันเป็นขนบที่ปฎิบัติกันมาแต่โบราณ ที่ศิลปินมีหน้าที่เขียนข้อคติธรรมอันเป็น “นามธรรม” ให้เป็น “รูปข้อคติธรรมอันเป็น “นามธรรม” ให้เป็น “รูปธรรม”   

ดังปรากฏในจิตรกรรมผ่าผนังตามโบสถ์วัดต่าง ๆ นั้น 

คุณอนุพงษ์ จันทร ศิลปินผู้เขียนรูปภิกษุสันดานกานี้ ยังสร้างงานทำนองนี้ไว้อีกหลายภาพ 

ขอแนะนำให้รวบรวมภาพเหล่านี้ จัดแสดงเดี่ยวสักครั้ง

แล้วเขียนภาพพระพุทธองค์ทรง
“ชี้ขุมทรัพย์” ดังบทพระบาลีเรื่อง “สมณะแกลบ” ในอัฎฐกนิบาตอังคุตตรนิกาย ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ริมฝั่งสระโบกขรณีคัดครา 

เนื่องจากมีภิกษุรูปหนึ่ง ถูกเพื่อนโจทด้วยอาบัติแล้ว แกล้งปิดเรื่องของตนไว้ หรือชวนไถลพูดออกนอกเรื่องเสีย และแสดงทำโกรธไม่พอใจออกมาให้เห็นชัด 

พระพุทธองค์ทรงเปรียบภิกษุเหล่านี้เป็น
“ต้นข้าวผี”   

พระองค์ตรัสว่า 

“ทุกคนพึงร่วมมือกันกำจัดเขาออกไปเสีย ทุกคนพึงช่วยกันทึ้งถอนบุคคลที่เป็นดุจต้นข้าวผีนั้นทิ้ง พึงช่วยกันขับคนกลวงเป็นโพรงไปให้พ้นพึงช่วยกันคัดเอาคนที่มิใช่สมณะแต่ยังอวดอ้างตนว่าเป็นสมณะออกทิ้งเสีย ดุจชาวนาโรยข้าวเปลือกกลางลม เพื่อคัดเอาข้าวลีบออกทิ้งเสียฉะนั้นฯ” 

หวังจะได้เห็นงานนิทรรศการภาพทำนองนี้ แล้วมีภาพพระพุทธองค์ทรงชี้ยังภาพอันน่าสังเวช เอน็จอนาถดังสันดานกา และภาพอื่น ๆ ของภิกษุลามกทั้งหลายเหล่านี้   

พร้อมคำบรรยายว่า
 

“ภิกษุทั้งหลายจงดูเยี่ยงนี้ แต่อย่าเป็นอย่างนี้”


................................ 

โดย เนาวรัตน์_พงษ์ไพบูลย์

 

กลับไปที่ www.oknation.net