วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เอาตัวรอดอย่างไรเมื่อไปต่างแดน ..ภาคสอง


 ในตอนแรกได้เล่าเรื่องฝ่าด่านอรหันต์ในสนามบินผ่านไปแค่สองด่าน ยังเหลืออีกสามด่าน รวมถึงเรื่องการเตรียมตัวเดินทาง แล้วจะทำอย่างไรเมื่อเจอปัญหาขณะเดินทาง ขณะอาศัยอยู่ในแดนดินโพ้นทะเล จนกระทั่งสามารถการพาสังขารกลับสู่มาตุภูมิอันเป็นที่รักยิ่งอีกครั้ง   มาเข้าเรื่องฝ่าด่านอรหันต์เลยนะ

ด่านอรหันต์ที่สามคือตรงหน้าประตูก่อนขึ้นเครื่อง (Gate) ผู้เฒ่าที่รักสวยรักงามขนเครื่องประทินผิวซึ่งเป็นของเหลวและครีมต่างๆ รวมไปจนถึงยาสีฟัน ยาแก้ไอ จิปาถะ ต้องควักออกมาแสดง ถ้าไม่มีถุงพลาสติกใสสามารถขอจากเจ้าหน้าที่ได้เพราะเขาเตรียมไว้ให้ผู้โดยสารประเภทนี้อยู่แล้ว ขนาดบรรจุต้องศึกษาดีๆ ว่าแต่ละประเทศเขาให้แค่ไหน ที่สนามบินสุวรรรณภูมิอนุญาตให้ขนาดบรรจุแต่ละอย่างไม่เกิน 100 มิลลิลิตร (หรือ กรัม กันแน่)  โดยรวมๆ กันไม่เกิน 1 ลิตร เจ้าหน้าที่แต่ละคนก็มีความเข้าใจไม่ตรงกันหรือไม่ทราบว่า 3.4 ออนซ์ (fluid ounce) เท่ากับ 100 กรัม ซึ่งคุณครูเคยสอนการชั่งตวงวัดว่ากรัมไม่ตรงกับมิลลิลิตร เจ้าหน้าที่บางคนก็ดีที่ไม่ทราบแต่ฟัง แต่บางคนเห็นหน้าตาฉันไม่น่าเชื่อถือก็ต้องลุย..อุ๊ย..อธิบายกันนานหน่อย ควรจะบรรจุถุงแยกไว้ในกระเป๋าถือให้เรียบร้อยในกรณีที่เปิดกระเป๋าเดินทางลำบาก เพราะท่านต้องนำมันไปวางในตระกร้าที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ ปกติฉันจะมีขวดบรรจุที่ใช้ในการเดินทางซึ่งมีมาตรวัดแสดงข้างขวดร่วมไปกับขวดที่ไม่มีเพื่อการเปรียบเทียบ อนึ่งเขาไม่สนใจว่าครีมแสนแพงของคุณจะเหลือ 99 มิลลิลิตร ตราบใดที่ขวดบรรจุแสดงว่าเป็นขนาดเกิน 100 มิลลิลิตร  ต้องกลับไปเคาเตอร์ออกบัตรโดยสารขึ้นเครื่องเพื่อเอามันลงท้องเครื่องใหม่ ถ้าเครื่องบินจะออกแล้วแต่ยังเสียดายเจ้าครีมแพงบ้าเลือดนี้ ก็มีให้เลือกอีกวิธีคือบีบใส่ถุงพลาสติกต่อหน้าต่อตาเจ้าหน้าที่ให้เห็นจะจะไปเลย แต่ถ้ายังอายอยู่ก็ตัดใจโยนทิ้งเสียเถอะ คิดเสียว่า ครีมลังโคมนี้เป็นลังกับ กะละมัง (โคม ในความหมายภาษาใต้แปลว่า กะละมัง) ไม่ควรขนไปให้หนักเปล่าๆ ปลี้ๆ   มีอยู่คราวหนึ่งซื้อน้ำพริกตาแดงกระปุกเล็กไปฝากเพื่อน ซึ่งทั้งสีทั้งกลิ่นและความหนาแน่นของมวลสารแสดงตัวตนให้เห็นชัดเจนว่าไม่ใช่ของเหลวหรือกึ่งเหลว รวมทั้งไม่มีความเป็นไปได้ใดๆ ทั้งสิ้นที่จะเป็นวัตถุระเบิดยังต้องยื้อยุดกันที่สนามบินสุวรรณภูมิแต่ผ่านสนามบินอื่นได้ ส่วนเครื่องดื่มบรรจุกระป๋องสามารถผ่านสนามบินไทยได้บางครั้ง แต่มาระยะหลังๆนี้เริ่มเข้มงวดขึ้นเหมือนประเทศจีน แม่นางฟ้าพ่อเทวดาจะยิ้มกึ่งบังคับให้ท่านดื่มบัดเดี๋ยวนี้ หรือโยนทิ้ง สำหรับสินค้าหนี...เอ้ย..ปลอดภาษีนั้น สามารถขนได้ตามข้อกำหนดของสนามบินนั้นๆ ตราบใดที่ปิดผนึกติดใบเสร็จจากพนักงานขาย ต้องศึกษาๆ ดีๆ ว่าซื้อประเทศนี้ไปต่อสนามบินอีกประเทศเขายอมรับกฎของประเทศต้นทางด้วยหรือไม่ เมื่อเร็วๆ นี้ก็เจอคุณลุงอารมณ์ร้อนจากประเทศทางแถบเอเชียทะเลาะกับแม่นางฟ้าพ่อเทวดาที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้วบันดาลโทสะปาเหล้าลงกับพื้น มันแตกกระจายต่อหน้าต่อตาฉันที่ดันไปยืนในที่อโคจรพอดี กลิ่นเหล้าคละคลุ้งเมื่อน้ำเหลืองส้มไหลออกมานองพื้น หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องใหญ่ จะอยู่ให้เป็นสิริมงคลทำไม ต้องรีบเผ่นก่อน   ฉันเลิกซื้อไปนานแล้วเพราะสินค้าที่ได้รับการยกเว้นจะเป็นเหล้ากับบุหรี่ซึ่งมีแต่โทษและแสดงเจตนาร้ายของผู้ฝาก  

ถ้าท่านขนคอมพิวเตอร์มาด้วยก็ต้องล้วงออกมาวางสำแดงในตระกร้า อ้อ...ต้องดูว่าขนยี่ห้ออะไรมา เนื่องจากแบตเตอร์รีบางรุ่นของคอมพิวเตอร์ยี่ห้อเดลระเบิดลุกไหม้ได้ จึงห้ามนำขึ้นเครื่อง ต้องใส่ไปในกระเป๋าลงท้องเครื่องซึ่งถ้าเป็นประเทศอเมริกาเขาห้ามใส่กุญแจลั่นดาลกระเป๋าเพราะมีการสุ่มตรวจ จะฝืนใส่กุญแจไว้ก็ได้แต่เขาจะพังมันเพื่อเปิดกระเป๋าให้ได้ ท่านต้องเลือกเอาระหว่างความเสี่ยงที่คอมพิวเตอร์จะหายหรือกระเป๋าจะพัง มีทางออกอีกอย่างคือซื้อแม่กุญแจมาตรฐานที่เจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยมีลูกกุญแจเปิดได้เป็นสากล รุ่นที่ฉันใช้เป็นแบบกำหนดรหัสไม่ต้องพกลูกกุญแจให้รำคาญ ราคาตกประมาณร้อยกว่าบาทจนถึงสี่ร้อยกว่าบาทแล้วแต่ขนาดและซื้อที่ไหน เอาไว้ว่ากันในรายละเอียดตอนเตรียมกระเป๋าเดินก็แล้วกัน

โชคยังดีที่สนามบินสุวรรณภูมินี้ท่านไม่ต้องถอดเสื้อหนาวกับรองเท้าเหมือนสนามบินในประเทศอื่น ซึ่งกว่าจะผ่านด่านที่ตั้งอยู่แต่แรกเข้าไปในอาคารผู้โดยสาร ท่านต้องถอดๆ ใส่ๆ และแสดงตั๋วกับบัตรประจำตัวความเป็นคนจนเมื่อย ทางที่ดีเมื่อเดินทางในประเทศเหล่านี้ใส่ให้น้อยชิ้นและหิ้วสมบัติให้น้อยอย่างที่สุด ฉันเหลือแต่รองเท้าแตะ เสื้อยืด กางแกงขาสั้น เพราะเคยใส่รองเท้า Rock Port บางรุ่นเสียงสัญญาณดังตอนเดินผ่านเครื่องตรวจ     ต้องเสียเวลายกเท้าเปลือยเปล่าให้เขาใช้เครื่องลูบคลำให้แน่ใจว่าไม่ได้พบอาวุธอะไรติดอุ้งเท้ามาด้วย (นะ..เฟ้ย)

เมื่อผู้เฒ่าผ่านด่านของเหลวมาได้ก็เข้าสู่ด่านที่สี่เครื่องตรวจเอกซเรย์ จะว่าง่ายก็ไม่เชิงจะว่ายากก็ไม่ใช่ ขึ้นอยู่ว่าใช้สนามบินไหน สำหรับสุวรรณภูมินี้ไม่ค่อยเจอเรื่องน่าประทับใจสักเท่าไร เจ้ากระเป๋าใส่อุปกรณ์อาบน้ำเล็กๆ ยี่ห้อเอสชื่อดังผ่านสนามบินมาแทบทุกทวีป สนามบินในไทยก็นับครั้งไม่ถ้วน มาเจอเครื่องเอกซเรย์ทีเด็ดของสนามบินสุวรรณภูมิบางเครื่องกลับสงสัยว่าป้ายยี่ห้อสามเหลี่ยมเล็กๆ มันอันตรายเสียจนต้องเอกซเรย์ซ้ำๆ และต้องเปิดกระเป๋าตรวจค้นเป็นการใหญ่ สารรูปของหญิงหน้าตาไทยๆ ตัวดำผอมเกร็งในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นถือบัตรโดยสารชั้นธุรกิจประเภทต่อเครื่องมันจะเป็นอาชญากรข้ามชาติได้อย่างไรกัน มีอีกคราวที่กลับมาจากเกาหลีเหนือแล้วเครื่องล่าช้าที่เมืองปักกิ่งประเทศจีน พอมาถึงสุวรรณภูมิที่เพิ่งเปิดดำเนินการใหม่ๆ ค่อนข้างดึกแล้ว ต้องต่อเที่ยวบินสุดท้ายไปเชียงใหม่ พนักงานต้อนรับบอกให้ฉันวิ่งตั้งแต่งวงช้าง พอถึงปากงวงมีพนักงานชายถือวิทยุสื่อสารบอกให้วิ่งเลี้ยวซ้าย ฉันก็วิ่งหน้าตั้งจนถึงทางแยก จนพบแม่นางฟ้าสูงชลูดน้ำใจดีที่กำลังจะออกเวรเรียกฉันให้วิ่งตามไปที่ประตู แล้วส่งฉันที่เครื่องตรวจเอกซเรย์ เขาให้ฉันคลานลอดสายพานมาเพราะมีเครื่องจักรขนาดใหญ่ทำงานซ่อมแซมขวางทางอยู่ มาดที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลกไม่มีเหลือเพราะเหนื่อยมากว่า 15 ชั่วโมง แล้ว ก้มลงคลานแต่โดยดีปราศจากคำโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อมีใครถามว่าสนามบินสุวรรณภูมิเปิดใหม่เป็นอย่างไรบ้างในตอนนั้น 

ฉันได้แต่ตอบว่า “นอกจากน่องแอร์โฮสเตสแล้วไม่เห็นอะไรเลย”  

กลับมาดูผู้เฒ่าผ่านจากเครื่องเอกซเรย์ก็เข้าสู่ด่านสุดท้าย ซึ่งถ้าเป็นประตูที่ต่อกับตัวเครื่องบินเลยก็วิบากน้อยหน่อย แต่ถ้าเป็นประตูที่ต้องต่อรถแล้วไปขึ้นเครื่องบินหรือขึ้นบันไดเพื่อเข้างวงที่ต่อเครื่องบินอีกทีจะเป็นทุกขลาภของท่านอีก หรืออีกนัยหนึ่งท่านผู้เฒ่ามีโอกาสได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพอีกครั้ง ขั้นแรกท่านต้องเดินหิ้วกระเป๋าลงบันไดไปให้ถูกทางก่อน เมื่อถึงชั้นล่างต้องเดินหาตัวอักษรประจำประตูให้ถูก เมื่อถูกแล้วต้องอ่านป้ายว่าใช่จุดหมายปลายทางหรือไม่ จากนั้นพนักงานจะประกาศให้ออกไปขึ้นรถ ท่านต้องเดินไปให้ถูกคันเพราะขนาดสนามบินต่างประเทศระดับแนวหน้าอย่างเช่น JFK (เจเอฟเค) ประเทศสหรัฐอเมริกา ฉันยังเจอเขามั่วปล่อยผู้โดยสารคนละเที่ยวบินให้มาขึ้นรถคันเดียวกันเลย

เมื่อผู้เฒ่าขึ้นรถถูกคันแล้ว ต้องดูว่ารถมาจอดให้ขึ้นถูกเครื่องบินหรือไม่ ฉันเจอที่กรุงบลัสเซลประเทศเบลเยียม เห็นผู้โดยสารในรถออกเสียงล้งเล้งที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ไม่เข้าใจว่าเขาคุยอะไร จากภาษากายที่คุณลุงคันขับรถพยักหน้าหงึกๆ ไล่ให้ลงอย่างมั่นใจ ฉันก็เดินไหลตามผู้โดยสารคนอื่นๆ ไปยังตีนบันไดเครื่องบิน แต่อดจะแปลกใจไม่ได้ที่ชื่อสายการบินข้างตัวเครื่องไม่เหมือนสายการบินในตั๋ว แล้วฉับพลันทันใดนั้น ก็ปรากฏรถแล่นมาด้วยความเร็วสูงปาดหน้าผู้โดยสารแล้วเบรกตัวโก่งตรงตีนบันไดเครื่องบิน เจ้าหน้าที่กระโดดผลุงออกมาจากรถตะโกนเสียงดังลั่นไปยังผู้โดยสารบางส่วนที่เดินอยู่บนบันได ผู้โดยสารกลุ่มนั้นมีสีหน้างุนงงแล้วเดินหันหลังกลับลงมา แค่นี้ก็พอจะเดาได้ว่าขึ้นผิดลำ

 

“การเตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” เป็นวาทะที่ควรจดจำไว้ในการเดินทางไกลไปต่างแดน ช่วงเกือบยี่สิบปีที่ต้องตลุยเดี่ยวไปยังแดนดินต่างๆ ในหลายทวีป ผนวกกับประสบการณ์แก้ปัญหาความซวยซ้ำซากทำให้มีองค์ความรู้สะสมอยู่บ้าง การเตรียมเอกสาร แลกเงินทอง จัดกระเป๋า รวมถึงการแต่งตัว  คงต้องเขียนในภาคต่อไปเพราะมีเนื้อหาและกลเม็ดเคล็ดไม่ลับอีกเยอะ อ้อ....ฉันต้องรอดตายในการเดินทางกลับมาเขียนได้ด้วยนะ

 

โดย พี่ก๊วย

 

กลับไปที่ www.oknation.net