วันที่ เสาร์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

::มนตรากาสะลอง::


                ฉันก้มเก็บดอกไม้สีขาวกลิ่นหวานที่ร่วงหล่นเต็มพื้น หอมชื่นใจนักกลิ่นดอกปีปนี่

                “บ้านพี่เรียกดอกอะไร” ฉันถามคนที่หยุดยืนรอ

“กาสะลอง” เขาตอบพลางส่งยิ้มที่หอมหวานไม่แพ้ดอกไม้สีขาวมาให้

“กาสะลองอีกแล้วเหรอ ดอกไม้สีขาวเนี่ยทางเหนือเค้าเรียกกาสะลองหมดเลยใช่มั้ย” ฉันหัวเราะให้กับคำตอบของเขา หลายครั้งที่เขาอำฉันแบบวางภูมิ ฉันเชื่อสนิทใจ เขาเก่งเขาฉลาดฉันจึงหลงรักเขาหมดใจ แต่แล้วฉันก็เริ่มระแคะระคาย เมื่อดอกไม้หลายดอกที่ฉันถามชื่อคำตอบมันเหมือนกันทุกครั้งไป

“ดอกนี้...กาสะลองจริงๆ” เขายิ้มอย่างอารมณ์ดีก่อนเร่ง เร็วเถอะคนอื่นพากันเดินไปไกลแล้ว

ไม่รู้ว่าเขาก้มลงเก็บมันตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อเงยหน้าขึ้นเขาก็เอาสีขาวของดอกไม้มาแซมสีน้ำตาลเข้มของผมฉันแล้ว “หอมชื่นใจจัง” เขาเว้นจังหวะว่างไว้ก่อนต่ออีกคำพร้อมเสียงหัวเราะ “ดอกไม้นะ” 

จุดหมายยามค่ำคืนของเราอยู่ที่ร้านเหล้าพี่ชายคนหนึ่งริมถนนพระอาทิตย์ เรามาเลี้ยงฉลองกันนิดหน่อยที่เพื่อนได้รับรางวัล และสังสันทน์กันตามประสาเพื่อนที่ไม่ค่อยมีโอกาสเจอหน้ากัน

“เดี๋ยวอ้ายแสงดาวจะมา เมื่อคืนก็เมาอยู่นี่กันจนหกโมงเช้านั้นแหล่ะ” คำบอกเล่าของเพื่อนรุ่นพี่ร่วมโต๊ะ เล่นเอาฉันแอบกรี๊ดในใจเงียบๆ อ้ายแสงดาวเป็นปี้ชายที่น่าฮักอย่างร้ายกาจ ดอกไม้สีขาวของฉันถูกส่งให้อ้ายแสงดาวด้วยมือเขา อ้ายแสงดาวหัวเราะเบาๆ “ดอกไม้บ้านเฮา”  ฉันถามทันทีว่าทางเหนือเรียกดอกอะไรอย่างอ้ายคงไม่หลอกฉันเหมือนใครบางคนหรอก “กาสะลอง ทางเหนือเปิ้นฮ้องจะอี้” 

“บอกแล้วไม่เชื่อ” เขาพูดยิ้มๆ พลางยกแก้วเบียร์ขึ้นจรดขอบปาก “ไม่ใช่ไม่เชื่อแค่อยากมั่นใจว่านี่คือกาสะลองอย่างที่พี่ว่า” ฉันถียงเบาๆ 

                ‘กาสะลอง’ ภาษาของบ้านเขา หรือ ‘ปีป’ อย่างที่ตาบอกฉัน เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดปราจีนบุรี บ้านเก่าตาอยู่ที่โคกปีป ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอศรีมโหสถตามตำนานพื้นบ้านเกี่ยวกับพระมโหสถและนางอมรเทวี จากมโหสถชาดกในทศชาดก ที่ตาเคยเล่าให้ฟังตอนหนึ่ง... 

“นั่นเรียกว่า ‘หนองขันหมาก’ เป็นที่ที่พระมโหสถเอาขนมขันหมากทิ้งเพราะเสียใจที่ไม่ได้อภิเษกกับนางอมรเทวี ด้วยไม่อาจทำตามเงื่อนไขที่นางตั้งไว้ได้” ฉันในวันนั้นทำหน้างงขนาดหนัก ด้วยความที่ว่าตาเป็นคนดุและไม่ค่อยพูด ฉันจึงไม่กล้าที่จะถามต่อว่าที่ตาเล่ามันคือนิทานเรื่องหนึ่งเองใช่ไหม ดอกปีปที่ฉันเก็บมาวางไว้หน้ารถส่งกลิ่นหอมอวล ฉันทำใจดีสู้เสืออย่างตา ขับรถอยู่อย่างนี้ตาคงไม่อยากทำให้โมโหหรอก ตาได้ทีจึงเล่าต่อ “พระมโหสถจากเมืองศรีมโหสถบ้านโคกวัด จัดผู้ใหญ่ไปสู่ขอนางอมรเทวีที่อยู่โคกขวางเพื่ออภิเษกสมรส ฝ่ายนางอมรเทวีมีเงื่อนไขให้พระมโหสถสร้างถนนจากเมืองศรีมโหสถ ส่วนนางก็จะสร้างถนนจากเมืองของนางให้เข้าหากัน และให้ถนนทั้งสองนี้เชื่อมต่อกันพอดีก่อนดาวรุ่งขึ้น เมื่อถนนใกล้จะถึงกัน นางอมรเทวีทำอุบายเอาโคมไฟขึ้นไปแขวนบนยอดไม้ ทำนองว่าดาวรุ่งขึ้นแล้ว ถนนจึงยังไม่เชื่อกัน และแนวถนนยังไม่ตรงกันอีก นั่นไงแนวคันดินที่ถูกเรียกว่าถนนนางอมร”

                มนต์มายาของดอกปีปและเรื่องเล่าของตาในวันนั้นทำให้ฉันหันมาสนใจตำนานพื้นบ้านต่างๆ ‘ตำนานพื้นบ้าน DNAทางวัฒนธรรม ที่กำลังเลือนหาย’ ฉันเคยเขียนอย่างนี้ในหน้าแรกโครงการสารคดีที่ถูกพับขณะกำลังเริ่มด้วยเหตุผลที่ว่า “บริษัทเคเบิ้ลยักษ์ใหญ่ไม่ต้องการสารคดีท่องเที่ยวในปีนี้” ฉันหอบมนต์สะกดจากดอกปีปติดตัวมาอีกที่กับบริษัทพี่ที่รู้จักกัน พี่สนใจ...อยากช่วยให้ฝันของฉันเป็นจริง สคริปสิบตอนที่พี่ขอดูล่วงหน้ายังไม่ทันเสร็จ ฉันก็โทรไปสะอื้นไห้มันคงทำไม่ได้แล้ว เมื่อบ่ายวันหนึ่งฉันเข้าไปพบพี่ที่รู้จักกันอีกคนที่บริษัทเคเบิ้ลทีวีอีกแห่งแล้วพบว่า ความฝันของฉันมันปรากฎอยู่หน้าจอด้วยฝีมือพี่สาวคนนี้ไปเรียบร้อย พี่หน้าเจื่อนเล็กน้อยที่เห็นฉันยืนอึ้งจ้องมองภาพเคลื่อนไหวหนึ่งในสิบแปดจออยู่อย่างนั้น ก่อนพูด “ผ่านมาหลายเดือนแล้วเห็นเราไม่ทำสักที พี่เสียดายโปรเจคดีดีอย่างนี้”  ฉันไม่แน่ใจนักว่าวันนั้นฉันพูดไปด้วยอารมณ์ไหนที่ว่า “ไม่เป็นไรหรอกพี่ ดีแล้วล่ะที่พี่เห็นคุณค่าของมันอย่างที่หนูเห็น ที่หนูอยากทำเพราะหนูต้องการไม่ให้มันล้มหายไปพร้อมกับคนรุ่นตา หนูแค่อยากส่งความเป็นมาให้คนรุ่นหนูและรุ่นต่อไปได้รู้ก็เท่านั้น”

                ใช่...ฉันแค่ต้องการแบ่งปันสิ่งที่ฉันรู้ให้คนอื่นได้รู้ วันนั้นหลังกลับจากไปตั้งแคมป์ที่เขาใหญ่กันแล้ว ฉันพาเพื่อนกลับเข้ากรุงเทพฯ ทางบ้านเก่าตา ชี้ชวนและพาเพื่อนไปสัมผัสเวทย์มนต์ของดอกไม้สีขาวนี้ จากสีหน้าเพื่อนเก้าคนที่ทำหน้าดีใจ ตื่นเต้นมันทำให้ความทุกข์ทรมานจากมนต์นั้นหลายปี จางลงจนเหลือเพียงกลิ่นหอมหวานของดอกปีป

                “กาสะลอง” เขาบอกชื่อนามแฝงของฉันที่เขาตั้งให้ตอนที่เขารับงานจัดหน้าและภาพประกอบหนังสือมาสองเล่ม ฉันรักกาสะลอง ฉันต้องมนต์กาสะลองเขารู้ดี จึงคิดให้ใช้ชื่อนี้สำหรับคนจัดวางภาพประกอบอย่างฉัน ฉันยิ้มรับทำไมจะไม่ชอบชื่อที่เขาตั้งให้เล่า!!! ‘กาสะลอง’ โอ...ฉันตกอยู่ในมนตรากาสะลองละหรือนี่ มันช่างเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขยิ่งนัก!!!

               

                เดือนก่อน...ฉันเดินผ่านต้นปีปหรือกาสละลองต้นเดิมที่หน้ากองการท่องเที่ยวกรุงเทพฯ อดไม่ได้ที่จะเก็บดอกไม้สีขาวมาชื่นชม พี่ยามที่อยู่ตรงนั้นเดินเข้ามาใกล้แล้วบอกจะช่วยเก็บจากบนต้นเอาไหม บนพื้นอย่างนี้มันสกปรก ฉันเงยหน้ายิ้มให้พลางคิดในใจ ใช่พี่ยามคนเดียวกับที่เคยถามคำถามนี้ที่นี่เมื่อปีที่แล้วหรือเปล่านะในจังหวะที่ฉันก้มๆ เงยๆ เก็บดอกไม้บนทางเท้านั่น เช่นเคยคำตอบของฉันวันนี้คงเหมือนวันนั้น “ไม่เป็นไรค่ะพี่ เก็บแต่ดอกที่มันร่วงดีกว่า ที่ยังอยู่บนต้นก็ให้มันคงความสวยของมันอยู่ที่เดิมดีกว่าค่ะ” พี่ยามทำหน้างงนิดหน่อยก่อนเดินไปนั่งที่เดิม

                เมื่อได้ดอกไม้จนพอใจ ฉันพาตัวเองเดินเส่นเรียบริมน้ำ ฉันมีนัดกับเพื่อนที่สวนสาธารณะใกล้ๆ กัน กลิ่นหอมของดอกไม้ทำให้ฉันคลับคล้ายตกอยู่ในมนต์สะกดกาสะลองอีกครั้ง คำถามมากมายตัดสลับฉากกับภาพที่กลิ่นหวานนั้นพาไประลึกถึง

                ฉันคิดถึงเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่เคยอ่านด้วยใจ ดอกไม้จะมีค่าขนาดไหนก็อยู่ที่สายตาคนมอง คนเราให้ค่าต่อสิ่งใดต่างกันไปอยู่แล้วเหมือนพี่ยามกับฉัน ในขณะที่พี่ยามมองว่าดอกไม้ที่ร่วงหล่นพื้นนั้นไม่น่าเก็บมาเชยชม ฉันกลับยังคงเห็นความงามที่มันมีอยู่ เปล่า...ฉันไม่ได้ว่าพี่ยามคิด โลกใบนี้เต็มไปด้วยคำพิพากษาต่อสรรพสิ่งต่างๆ นานาอยู่แล้ว ความคิดของใครก็โลกของใคร

                เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่เคยอ่านผ่านใจบอกฉันว่า “ดอกไม้มันยังคงสวยงามเหมือนเช่นที่เธอเคยเห็น แม้ว่ามันจะปลูกในถังหรือกะลังมังเก่าๆ ผุพังก็ตาม มันก็ยังคงความสวยงามอยู่ด้วยตัวของมันเองเสมอ ไม่เปลี่ยน” ใช่ดอกไม้คงความงามเสมอไม่เปลี่ยนแปลงแม้มันจะร่วงโรยลาจากต้นอย่างกาสะลองดอกนี้ก็ตาม!!!

                               

                เช้านี้ฉันหยิบภาพถ่ายที่ถูกเปลี่ยนเป็นโปสการ์ดฝีมือตนเองขึ้นมาเขียน “สวัสดีวันออกพรรษาจ้ะ ต้นหนาว....กาสะลองออกดอกสีขาวสวยเต็มต้น  ท่ามกลางความขาวของดอกไม้ที่ร่วงหล่นพื้น สีเขียวของใบกลับหลุดร่วงมากกว่า ถ้าอยู่กรุงเทพฯ เราคงสงสารคนกวาดถนนที่ต้องทำงานหนัก แต่ที่บ้านนอกนี่ใบไม่ร่วงแล้วก็กลายเป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้อีกที วันนี้เลยอิจฉาต้นไม้ที่มีโอกาสทิ้งใบ ในขณะที่เราไม่อาจสามารถสลัดทิ้งความรู้สึกบางอย่างลงได้ และยังอิจฉาที่แม้ละร่วงจากต้นแล้วใบไม้ก็ยังทำประโยชน์ได้อยู่ดี ในขณะที่เราคงไม่ต่างจากเศษซากที่ไม่มีค่าอะไรในความทรงจำของกาสะลองต้นนั้น!!!” 

               

 

โดย ปลายมนัส

 

กลับไปที่ www.oknation.net