วันที่ อังคาร มีนาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บทความของศาสตราจารย์นายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล


ฝรั่งกับดนตรีไทย

         เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ฝรั่งชาติแรกที่เข้ามามีสัมพันธไมตรีกับไทยเราคือโปรตุเกส แต่มาทำมาค้าขาย ไม่ได้เอาใจใส่ที่จะใช้อำนาจเข้ายึดครองเหมือนชาติอื่นๆ ไทยเราก็ได้ขนมต่างๆของโปรตุเกสไว้เป็นแบบเท่านั้น ชาติต่อมาคือฝรั่งเศส อันเป็นชาติแรกที่เข้ามาข้องกับวัฒนธรรมไทยมาก และในส่วนที่เกี่ยวกับดนตรี ก็มี ลาลูแบร์ (1) (พ.ศ. 2330) ได้บันทึกโน้ตเพลงไทยไว้เพลงหนึ่ง ชื่อ เพลงสายสมร อันเป็นเรื่องที่นักค้นคว้าหลายคน ได้เขียนเกี่ยวกับเพลงนี้ไว้หลายแนวด้วยกัน (2)(3)(4)
        อังกฤษ เป็นชาติที่สามที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับดนตรีไทย แต่ไม่ใช่ในเชิงบันทึกอย่างลาลูแบร์ ไม่ได้สนใจในเพลงไทย แต่เพราะอังกฤษเข้ามาในลักษณะของทหาร (5) คือทั้งวังหน้าและวังหลวง ให้นายทหารอังกฤษเข้ามาฝึกทหารเกณฑ์หัดอย่างฝรั่ง (ร้อยเอกน้อกซ์ และร้อยเอกอิมเปย์ ตามลำดับ) ทหารอังกฤษก็นำเพลงก๊อดเซพเดอะควีน (เพราะสมัยนั้นเป็นสมัยของสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียครองราชย์) เข้ามาเป่าเป็นเพลงคำนับเวลาเสด็จออกและเป็นผลให้ไทยเราได้เรียนรู้ถึงความจำเป็นที่จะต้องมีเพลงคำนับอย่างฝรั่ง อันเป็นต้นกำเนิดของการเกิดเพลงสรรเสริญพระบารมีในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2431) (6) นับว่าอังกฤษเป็นครูสอนบทเรียนบทแรกให้ไทยเราเรื่องความสำคัญของเพลงชาติอันเกี่ยวเนื่องด้วยการแสดงออกถึงเอกราชของชาติไทย มีฝรั่งดัช (ฮอลันดา) เป็นตัวกระตุ้นโดยวิธีการขอเพลงสรรเสริญพระบารมีไทยไปซ้อมเพื่อเตรียมรับเสด็จ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ณ เมืองปัตตาเวีย (จาร์การ์ต้า ปัจจุบัน) เมื่อปี พ.ศ. 2416 แล้วไทยไม่มีให้ เพราะเราขอยืมอังกฤษมาใช้ ก่อนที่จะมีของเราเอง
        อเมริกัน เป็นชาติต่อมาที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเพลงไทย โดยนำเรือรบชื่อเทนเนสซี่ เข้ามาจอดเยี่ยมและผูกสัมพันธไมตรีในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้วนำแตรวงทหารเรือขึ้นฝั่งมาตั้งบรรเลงให้ไทยฟัง ไทยติดใจก็หาซื้อแตรฝรั่งมาเป่าเพลงไทยกันบ้าง แถมได้เพลงไทยสำเนียงฝรั่งเข้ามาใช้เล่นออกภาษาหลายเพลง เช่น เพลงยีเฮ็ม เพลงมาร์ชิ่งทูจอร์เจีย แล้วแถมได้ครูฝรั่งอเมริกันเชื้อชาติอิตาเลียนเข้ามาช่วยเป็นครูสอนแตรวงทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ เกิดเป็นการประสมวงแบบใหม่ขึ้น คือ โยธวาทิต ฝรั่งอเมริกันอิตาเลียนคนนั้นชื่อ ครูฟุสโก
        เยอรมันเป็นชาติต่อมาที่สอนดนตรีสากล และการแยกเสียงประสานให้คนไทยคนแรก คือ สมเด็จเจ้าฟ้าพระนครสวรรค์วรพินิต ทูลกระหม่อมพระองค์นี้ ทรงเชี่ยวชาญดนตรีสากลและทรงพระนิพนธ์เพลงสากลขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย (7) จนเหล่านักดนตรีสากลของเมืองไทยพากันสรรเสริญว่าท่านเป็นบิดาแห่งเพลงไทยสากล ทั้งๆที่ตลอดพระชนมายุของท่าน ได้ทรงงานไว้มากมายหลายสาขา แต่ไม่มีใครยกย่องท่านเพราะยังค้นคว้ากันไปไม่ละเอียด และในวงการดนตรีไทยก็ยกย่องว่าท่านเป็นนักดนตรีและนักประพันธ์เพลงไทยชั้นเยี่ยม ไม่แพ้ท่านครูมีแขก (พระประดิษฐ์ไพเราะ <มี ดุริยางค์กูร>)
        เมื่อถึงตอนนี้ก็จะเห็นได้ว่า ฝรั่งที่เข้ามานำเพลงสากลและความรู้ทางสากลเข้ามาให้ไทยเรา ที่จะร่ำเรียนดนตรีไทยยังไม่ปรากฏว่าฝรั่งคนใดสนใจลึกซึ้งถึงจะลงทุนลงแรงเรียนแต่มีฝรั่งชาติเยอรมัน ที่สนใจในดนตรีไทยมาก และได้ทำการศึกษาเรื่องดนตรีไทยอย่างละเอียด ฝรั่งคนนี้ชื่อ ศาสตราจารย์สะตุ๊มฟ์ (Stumpf) (8) ศาสตราจารย์สะตุ๊มฟ์ได้พบกับนักดนตรีไทยวงใหญ่ซึ่งนายบุศย์ มหินทร์ บุตรชายของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ยกวงไปแสดงที่ยุโรปเมื่อปี พ.ศ. 2444 แล้วทำการบันทึกเพลงไทยประเภททยอยลงแผ่นเสียงไว้ (ที่พบแล้วมีเพลงทยอยญวน) พร้อมกับถ่ายรูป และสัมภาษณ์นักดนตรี กับทั้งได้ตีพิมพ์เรื่องราวของดนตรีไทยในคราวนั้นเป็นเอกสารทางวิชาการ (ภาษาเยอรมัน)(9) อันเป็นเอกสารทางวิชาการดนตรีต่างชาติชิ้นแรกของยุโรป เรียกได้ว่า นอกเหนือเอกสารทางวิชาการของดนตรีฝรั่งด้วยกันเองแล้ว ในยุโรปยุคนั้น ไม่เคยศึกษาเรื่องดนตรีต่างประเทศทางตะวันออกมาก่อนเลย ไม่เคยเขียนรายงานละเอียดเท่าที่ศาสตราจารย์สะตุ๊มฟ์ได้เขียนไว้ ต่อมาศาสตราจารย์ผู้นี้ ได้หันมาสนใจดนตรีต่างประเทศมากขึ้น และเป็นบิดาของการศึกษาดนตรีสาขาวิชาดนตรีต่างประเทศ ที่เรียกว่าวิชา เอ็ทโน มิวสิโคโลยี่ (Ethno - Musicology) ดนตรีไทยจึงได้ชื่อบันทึกลงในประวัติของสาขาวิชานี้ว่า เป็นดนตรีชาติแรกในโลกที่ได้มีการวิจัยในทางเอ็ทโน มิวสิโคโลยี่ (10) เป็นที่น่าเสียดายว่าต่อจากนั้น ฝรั่งได้หันไปสนใจดนตรีอินโดนีเซีย จีน และญี่ปุ่น มากกว่า เรื่องเพลงไทยที่ฝรั่งเขียน จึงหายเงียบไป
        คุณพระเจนดุริยางค์ (ปีติ วาทยกร) ที่เรายกย่องท่านเป็นบรมครูแห่งดนตรีสากลคนหนึ่งของไทยเรานั้น แม้ว่าท่านจะมีเชื้อชาติอเมริกัน แต่ก็เป็นไทยโดยกำเนิด ท่านยอมรับว่า ท่านไม่มีความรู้ลึกซึ้งในเรื่องของดนตรีไทยแท้ แต่ท่านก็เป็นคนหนึ่งที่ได้พยายามช่วยกรม ศิลปากร เขียนบทความเรื่องเพลงไทยเป็นภาษาอังกฤษ(11) ได้แยกเสียงประสานเพลงไทยไว้ใช้บรรเลงด้วยวงดุริยางค์สากล ของกรมศิลปากรหลายเพลง อาทิ เพลงพม่ารำขวาน เพลงปฐม เพลงขับไม้บัณเฑาะว์ เป็นต้น เรียกว่าท่านก็เป็นฝรั่งอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อเพลงไทย และด้วยลูกศิษย์ของคุณพระเจนดุริยางค์นี้เอง มีผลให้ไทยเราสามารถบันทึกเพลงไทยเดิมไว้เป็นโน้ตสากลแบบจริงจัง อันเป็นงานที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และหม่อมเจ้าหญิงหลายพระองค์ที่เป็นพระธิดาได้ทรงสนับสนุนให้มีการบันทึกแผ่นเสียง (แผ่นเสียงราชบัณฑิต) (12) และต่อมาก็บันทึกโน้ตเพลงโหมโรงสำหรับปี่พาทย์ มีโหมโรงเช้า โหมโรงเย็น เพลงเรื่องต่าง ๆ จำนวนมากมาย เป็นสมบัติของชาติที่สำคัญยิ่ง โดยมีบรรดาท่านครูใหญ่หลายท่านมาร่วมบอกเพลง อาทิ พระยาเสนาดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) จางวางทั่ว พาทยโกศล ฯลฯ มาช่วยกันบอกเพลงให้บันทึกไว้เป็นโน้ตสากล ท่านที่ประสงค์จะเรียนรู้ในรายละเอียด อาจจะขอชมได้ที่ห้องสมุดดนตรี ทูลกระหม่อมบริพัตร หอสมุดแห่งชาติ ถนนสามเสน กรุงเทพมหานคร
        หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีฝรั่งผ่านไปผ่านมา อยู่เมืองไทยบ้างในเวลาสั้น ๆ หลายคนที่สนใจในเรื่องของดนตรีไทย แต่ไม่มีใครสักคนที่ลงทุนลงแรง เสียเวลามาร่ำเรียน ขนาดคลุกคลีกินนอนในวงดนตรีไทยเท่ากับคนอเมริกานายหนึ่งที่ชื่อ เดวิด มอร์ตั้น (David Morton) ซึ่งเดินทางจากแคลิฟอร์เนียเข้ามาสมัครเป็นลูกศิษย์ของบ้านดนตรีหลวงประดิษฐไพเราะ ก่อนที่บ้านบาตรจะถูกขาย ได้สนิทสนมกับกรมศิลปากร ได้ช่วยท่านอธิบดีธนิต อยู่โพธิ์ เขียนหนังสือเกี่ยวกับดนตรีไทยเป็นภาษาอังกฤษหลายเล่ม โดยแปลออกจากหนังสือไทยของเดิม เช่นเรื่องมโหรีปี่พาทย์ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยทรงนิพนธ์ไว้เป็นภาษาไทยอยู่แล้ว(13) ได้เป็นศิษย์ของคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ได้พบปะต่อเพลงกับครูเทียบ คงลายทอง อาจารย์มนตรี ตราโมท ครูจิรัส อาจณรงค์ ฯลฯ ในที่สุดก่อนกลับไปสหรัฐ ได้หาทุนมาได้ก้อนหนึ่ง ทำการบันทึกเพลงไทยทางท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) หลายต่อหลายเพลง เพื่อนำกลับไปใช้เป็นข้อมูล และดูเหมือนว่าจะเป็นสมบัติของมหาวิทยาลัย ยู ซี แอล เอ ในขณะนี้ เดวิด สามารถตีฆ้องวง ตีระนาดเอก เป่าขลุ่ย ได้ ในการบันทึกเสียงเพลงก็ใช้นักดนตรีไทยในความควบคุมของพันตรีเสนาะ หลวงสุนทร มีนักร้องคนสำคัญ เช่น ครูสุคนธ์ พุ่มทอง อาจารย์จันทนา พิจิตรคุรุการ ครูประชิต ขำประเสริฐ และครูองุ่น บัวเอี่ยม เป็นอาทิ เรียกว่า บรรดาเพลงเถาที่มีชื่อเป็นเอกหลายเพลง ได้ใส่ลงในม้วนเทป กลายเป็นครูม้วน หรือครูแถบ เดินทางไปอยู่อเมริกาพร้อมกับการเดินทางกลับบ้านของอาจารย์เดวิด มอร์ตั้น เท่าที่จำได้ขณะเขียนรายงานนี้ มีเพลงเขมรไทรโยคเถา (ใหญ่) คือเขมรไทรโยค 4 ชั้น 3 ชั้น 2 ชั้น และชั้นเดียว เพลงพราหมณ์ดีดน้ำเต้าเถาใหญ่ (สี่ สาม สอง หนึ่ง) เพลงช้างกินใบไผ่ เพลงแสนคำนึงเถา เพลงธรณีกันแสงเถา (ทางหลวงประดิษฐไพเราะ) เพลงมาลีหวนเถา ฯลฯ ล้วนแต่เป็นเพลงยาวๆ ยากๆ ที่คนไทยไม่ค่อยได้ยินกันนัก
        เรียกได้ว่ามาคราวนั้น อยู่เมืองไทยปีเศษ เดวิด มอร์ตั้น หอบเอาความรู้จากเมืองไทย โดยเฉพาะในเรื่องของดนตรี ปี่พาทย์ กลับไปเป็นกองพะเนินเทินทึก จนสามารถเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก และออกมาเป็นหนังสือตำราดนตรีไทยในภาคภาษาอังกฤษ The Traditional Music of Thailand (14) พร้อมข้อมูลดิบเป็นเทปเพลงอีกมากมายมหาศาล
        ถึงกระนั้น เดวิดก็เอาไปได้ไม่มาก เมื่อหันมามองของเก่าที่เรามีอยู่ เท่าที่เดวิดเขียนออกมาในหนังสือเล่มนั้น เขียนถึงทฤษฎีของดนตรีไทย การประสมวงไทย เทคนิคการบรรเลงบ้าง เพียงพอที่คนอ่านฝรั่งจะเข้าใจในเพลงไทยได้ แต่ไม่ได้รายละเอียดที่สำคัญอีกมากมายหลายอย่าง รวมทั้งเรื่องเพลงขับร้องนั้น เดวิดไม่ได้แตะต้องเลยก็ว่าได้ เพราะขาดความเข้าใจในภาษาไทย จึงไม่เขียน
        นอกจากเดวิดแล้ว ยังมีฝรั่งเชยๆ อีกหลายคน ที่เข้ามาสัมผัสเพลงไทยเพียงพื้นผิว(15) แล้วเอาไปเรียบเรียงขึ้นเป็นบทความ เขียนทั้งติ และชมดนตรีไทยในแง่มุมต่างๆ จนถึงบางคนกล่าวว่า การร้องเพลงของไทยเรานี้เสียงร้องโหยหวนน่าหวาดกลัวหรือน่าสะพึงกลัวเป็นยิ่งนัก
        จากนั้นก็ยังมีประปราย จนถึงยุค พ.ศ. 2512 ถึงปัจจุบัน เราจึงได้พบฝรั่งอีกคนหนึ่ง รายนี้เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทยเลยทีเดียว มีบ้านไทย พูดไทย มีเมียไทย มีลูกถือสัญชาติไทย มีชื่อเป็นภาษาไทยของตัวเอง ท่านผู้นี้คืออาจารย์บุรุษ เกษกรรณ หรือชื่อทางฝรั่งว่า บรูซ แกสตั้น (Bruce Gaston)
        อาจารย์บรูซ เรียนดนตรีสากลและเชี่ยวชาญดนตรีสากลมาก่อน ฝีมือเปียโนของท่านนั้นจับใจนัก และเล่นเปียโนได้ทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็นคลาสสิก ประกอบการขับร้องเพลงมหาอุปรากร เรื่อยไปจนถึงแจ๊ส ร็อค ฯลฯ เมื่อมาอยู่เมืองไทย ก็เข้าสำนักครูบุญยง เกตุคง ซึ่งเป็นปรมาจารย์ทางดนตรีที่วิชากล้าแข็งมากที่สุดคนหนึ่งในยุทธจักร อาจารย์บรูซเรียนดนตรีไทยอย่างจริงใจและจริงจัง ตีระนาดเอก ตีฆ้อง ตีฉิ่ง ตีกลอง และจำเพลงได้มาก เรียกว่ามือเหนือกว่า เดวิด มอร์ตั้น ในทุกทางในเชิงปฏิบัติ และในด้านความรู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดเพลงของคนไทย
        อาจารย์บรูซมีภาษีเหนือกว่าฝรั่งทั้งหลายในอดีตเพราะอยู่ในเมืองไทยนานกว่าใครทั้งหมด มีครูบุญยง เกตุคง ครูบุญยัง เกตุคง และอีกหลายท่านที่ร่วมงาน อาทิ ครูจำเนียร ศรีไทยพันธุ์ (ปี่) ครูโสภณ ซื่อต่อชาติ (ซออู้ ขิม ขลุ่ย) บรรดาท่านครูเหล่านี้ รวมกันแล้ว เท่ากับเป็นเอ็นไซโคพิเดียดนตรีไทยเล่มใหญ่บวกเข้ากับคอมพิวเตอร์ แทบจะเรียกว่ามีความพร้อมทั้งในข้อมูลทางทฤษฎีและการปฏิบัติ แถมยังมีสมรรถภาพทำงานร่วมกันได้อย่างดีต่อเนื่อง สม่ำเสมอ มีผลงานทั้งในระดับชาติและระดับอินเตอร์เนชั่นแนล คือได้ผ่านงานต่างประเทศมาแล้วไม่ว่าจะเป็น ยุโรป อเมริกา และในอาเซีย จนแม้แต่งานใหญ่ๆ ระหว่างชาติที่สำคัญเช่นงาน "เอ็กซ์โป" ที่แคนาดา ชื่อเสียงของวง ฟองน้ำ ในความควบคุมของอาจารย์บรูซก็ได้ปรากฏมาแล้ว
        อาจารย์บรูซ ได้ดำเนินชีวิต และวางรากฐานในเรื่องของดนตรีไทยมาช้านาน อาศัยที่ท่านพูดภาษาไทยได้คล่องมาก มีความรู้และฝีมือดี ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นอาจารย์ในระดับอุดมศึกษา ได้มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกับเยาวชนชั้นระดับความรู้ของชาติ อาจารย์ไม่เคยลืมความเป็นไทย เมื่อออกแสดงในรายการสำคัญก็มักแต่งตัวอย่างไทยแท้ เช่น ใส่เสื้อคอปิด กระดุมห้าเม็ด (ราชปะแตน) เวลาแสดงก็บรรยายด้วยตนเองเป็นภาษาไทย เรียกว่าอาจารย์เข้าถึงวัฒนธรรมไทยและพยายามประพฤติปฏิบัติให้เป็นไทยที่สุดเท่าที่จะทำได้
        อาจจะเป็นเพราะอาจารย์บรูซเป็นฝรั่ง บางทีอาจารย์ก็คิดอย่างฝรั่ง แล้วนำความคิดอย่างฝรั่งมาคลุกเคล้ากับวัฒนธรรมไทย ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือสมัยเมื่อท่านยังสอนที่วิทยาลัยพายัพ เมืองเชียงใหม่ ท่านได้นำอุปรากรไทยเรื่องชูชก ความช่างคิดของอาจารย์บรูซในการทำฉาก ทำเพลงประกอบ ชมแล้วก็เห็นว่าเข้าทีไม่หยอก ดีมากสำหรับแนวความคิดที่ทำฉากเป็นปากอ้าเพราะชูชกเป็นคนละโมภ การวางโครงสร้างดำเนินเรื่องดำเนินไปข้างหน้าอย่างรัดกุมไม่น่าเบื่อหน่าย วัยหนุ่มสาวย่อมดูได้อย่างสบาย หลังจากสำเร็จเรื่องชูชก อาจารย์ก็ทำเรื่องสังข์ทองเปรียบเทียบกับละครเยอรมันต่อไปอีก ในขณะเดียวกันก็รับทำเพลงประกอบภาพยนตร์ไทยหลายเรื่อง ที่มีชื่อมากคือเรื่องเงาะป่า ล้วนเป็นลักษณะที่สรุปได้ว่า ดึงตะวันออกมาชิดตะวันตกโดยให้มีช่องว่างน้อยที่สุด เรื่อยไปจนถึงละครทีวีเรื่องระนาดเอก ฯลฯ อีกมาก
        อาจารย์บรูซ ได้เปรียบฝรั่งคนอื่น ๆ ในอดีตตรงที่มี "สื่อ" ช่วย สื่อนั้นก็คือ ภาพยนตร์ทีวี หนังสือพิมพ์ ชื่อเสียงของอาจารย์ก็ปรากฏไปทั่ว จนสถาบันใหญ่ ๆ หลายแห่งมีความมั่นใจในฝีมือ เช่น ธนาคารกรุงเทพจำกัด ได้มอบหมายให้ประพันธ์ เจ้าพระยาคอนแชร์โต้ ซึ่งเล่นมาแล้วหลายครั้งทั้งในวันเปิดสำนักงานใหญ่ของธนาคารที่ถนนสีลม เล่นออกอากาศทางรายการครอบจักรวาลของคุณชายถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ เล่นหน้าพระที่นั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และอาจจะนำส่วนหนึ่งของงานนี้ไปแสดงในที่อื่นอีกหลายครั้งที่ผู้เขียนไม่ทราบ บางครั้งแสดงให้ชาวต่างประเทศทั้งคณะใหญ่ ๆ ได้ชมเป็นการพิเศษ เรื่อยมาจนถึงองค์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้มอบหมายให้แต่งเพลงเชิญชวนท่องเที่ยวประเทศไทยในปี 2530 นี้ โดยร่วมงานกับ คุณสมเถา สุจริตกุล ดังที่คุณชายถนัดศรี นำออกในรายการครอบจักรวาลเมื่อเดือนกันยายน 2530 นี้
การดึงเอาตะวันออกไทยไปชิดตะวันตกของฝรั่งด้วยฝีมือของอาจารย์บรูซ เป็นของใหม่มาก ไม่เคยปรากฏมาก่อน อาจารย์ใช้ความคิดฝรั่ง แต่อาศัยเครื่องดนตรีไทยมาประกอบแล้ว เพิ่มเครื่องดนตรีฝรั่งทั้งเก่าและใหม่บางอย่างเข้าไปในวงฟองน้ำ มีทั้ง เปียโน พิณฝรั่ง กิตาร์ และที่สำคัญล้ำยุคคือใส่เครื่องไฟฟ้า "ซินทิไซ้เซ่อร์" ลงไปในวงด้วย เครื่องมือชิ้นนี้ทำให้เกิดเสียงต่าง ๆ แปลกหูไปจากแนวเดิมของไทยเป็นอันมาก เยาวชนจำนวนหนึ่งก็ยินดีและถ้าเป็นฝรั่งต่างประเทศด้วยกันแล้ว เห็นเป็นเรื่องทันสมัยแปลกแนวไปจากวงดนตรีผสมที่เคยเห็น ๆ มาช้านาน ก็ย่อมเกิด "ความทึ่ง" ในดนตรีประเภทใหม่นี้เรียกได้ว่า อาจารย์บรูซ ให้กำเนิดดนตรีแบบใหม่ขึ้นในเมืองไทยที่ท่านอาศัยอยู่
        วงฟองน้ำ เป็นชื่อวงดนตรีร่วมสมัยของอาจารย์บรูซ มีเล่นเพลงไทยจริงๆ ไม่ประสมฝรั่งก็เคยทำบ้าง เรียกว่าไม่ผิดแนวทำนองเพลงที่ท่านผู้แต่งได้แต่งไว้ แต่บางครั้งก็ใส่เครื่องดนตรีฝรั่งและเครื่องไฟฟ้าเข้าไป อันเป็นเอกลักษณ์ของวงฟองน้ำโดยเฉพาะในเพลงบางเพลงที่ท่านเห็นว่าเหมาะ หรือเพลงที่ท่านกับครูช่วยคิดขึ้นใหม่
        ผู้เขียนมีความเห็นว่า อาจารย์บรูซ กำลังอยู่ในระยะ " แสวงหา " ความประสานสมกลมกลืนระหว่างตะวันออกไทยกับตะวันตกฝรั่ง ผู้ที่เป็นนักวิชาการใหม่ ๆ ไม่ว่าไทยหรือเทศ มักพยายามหาหนทางทดลองนั่น ทดลองนี่ หาจุดประสานสมกลมกลืน หากได้สิ่งใหม่ขึ้นมาสู่ความนิยมก็เท่ากับว่าเป็นผู้ค้นพบการประสมวงประเภทนั้น ๆ ดนตรีไทยของเดิมยังอยู่อย่าง ไทย ๆ มิได้ถูกลบเลือน แต่โลกกลับได้รูปแบบใหม่ของวงฟองน้ำออกมาจากฝีมือของอาจารย์ บรูซ นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งของฝรั่งที่มาเกี่ยวข้องกับดนตรีไทย ซึ่งบางคนอาจไม่เข้าใจ หรืออาจจะไม่ชอบก็ได้  สำหรับตัวอาจารย์บรูซเอง ได้เคยกล่าวไว้ว่า ต้องการให้คนเก่ากับดนตรีเก่า สามารถเล่นรวมกับคนใหม่และดนตรีใหม่ให้ได้ ท่านมิได้หมายใจว่าเพลงที่ท่านแต่งขึ้นนั้นจะต้องไพเราะ รับใช้สังคมเพื่อการบันเทิงเพียงอย่างเดียวเหมือนที่คนไทยเคยปฏิบัติกันมาช้านาน แต่ต้องการให้เพลงนั้นเกิดขึ้นเป็นเพลงใหม่ ไม่ใช่เพลงไทย และไม่ใช่เพลงสากล
        ดังนั้นเราจึงไม่ควรยึดว่า วงดนตรีฟองน้ำจะเล่นเพลงไทยไปเสียหมดทุกครั้ง เพราะไม่ใช่วงดนตรีไทย แต่เป็นวงดนตรี "รวมสมัย" (ไม่ใช่ร่วมสมัย)(16) ท่านว่าของท่านอย่างนี้ เข้าใจยาก
พิจารณากันอย่างสายตาที่เปิดกว้างจะเห็นว่า แบบอย่างที่อาจารย์บรูซกำลังทำอยู่ในขณะนี้ ก็คงจะขึ้นต้นคล้ายกับสมัยก่อนที่เรานำเอาเปียโน ไวโอลิน แอคคอเดี้ยน เข้าไปประสมกับวงเครื่องสายไทยเกิดเป็นวงเครื่องสายประสมต่าง ๆ ขึ้นมา และเป็นที่นิยมกันมาจนทุกวันนี้ และถ้าจะผสมเครื่องดนตรีฝรั่งเข้ากับวงปี่พาทย์มโหรี เราก็ได้เห็นท่าน พลโท หม่อมหลวงขาบ กุญชร อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ สมัย พ.ศ. 2500 เคยผสมวงมโหรีเข้ากับวงดนตรีสากลกรมประชาสัมพันธ์ เกิดเป็นวงประสมใหม่เรียกว่า "วงสังคีตสัมพันธ์" หรือบางท่านเรียกว่า วงสังคีตประยุกต์มาแล้ว ดังนั้นหากอาจารย์บรูซจะทำขึ้นบ้าง โดยใส่โน่น เติมนี่เข้าไปในวงปี่พาทย์ไม้นวมหรือไม้แข็ง ก็ไม่ควรจะเห็นว่าแปลกแหวกแนวอันใดจนจะถือว่าผิดร้าย แล้วอาจารย์ก็ตั้งชื่อวงใหม่นี้ว่า "วงฟองน้ำ"  ความเฉลียวฉลาดของอาจารย์บรูซ ไม่ได้มีแต่เพียงความคิดประดิษฐ์ของใหม่ขึ้นเท่านั้น ทว่ายังรู้จักปรัชญาชีวิตคนไทย ด้วยการเดินตามผู้ใหญ่ สุนัขไม่กัดอีกด้วย เรื่องนี้คงไม่ต้องอธิบายกันมาก เพราะเราก็ได้เห็นกันอยู่แล้วว่า ไม่เคยมีใครวิจารณ์วงดนตรีฟองน้ำอย่าง รุนแรงเลย 

        ผู้เขียนเคยได้คุยกับอาจารย์บรูซเป็นเวลานานๆ เคยไต่ถามความประสงค์ของท่านในการทำเพลงประสมแนวใหม่ขึ้นนี้ ท่านก็ตอบคำถามต่างๆ อย่างตรงไปตรงมาว่า ต้องการให้เกิดภาพพจน์อย่างนั้นอย่างนี้ จึงใส่เสียงอย่างนี้ อย่างนั้นลงไป อันเป็นจินตนาการที่ท่านมีสิทธิ์จะคิดจะสร้างขึ้นได้ เคยเขียนเรื่องวงดนตรีฟองน้ำ (17) เรื่องเจ้าพระยาคอนแชร์โต้ตีพิมพ์ลงในคอลัมน์ "สยามสังคีต"(18) หนังสือสยามรัฐรายวัน รวมทั้งได้ทำหน้าที่บรรยายรายละเอียดของคอนแชร์โต้บทนี้หน้าพระที่นั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการแสดงที่หอประชุมใหญ่ชั้น 20 ตึกธนาคารกรุงเทพ ฯ สำนักงานใหญ่ ถนนสีลมมาแล้ว ทั้งนี้เพื่อจุดประสงค์อย่างเดียวที่ว่า จะได้ช่วยเป็นสื่อให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านได้เข้าใจในผู้ประพันธ์เพลงได้ดีขึ้นว่าอาจารย์บรูซมีจุดยืนที่ใด ต้องการให้เพลงที่ท่านแต่งใหม่นี้ ออกมาในรูปแบบใด ผลแห่งการปฏิบัติการครั้งนั้นก็มีปฏิกิริยาย้อนกลับหลายรูปแบบ ซึ่งผู้เขียนไม่เคยเล่าให้อาจารย์บรูซฟังเลย แต่จะขอเล่าไว้ในที่นี้ว่ามีทั้งบวกและลบ เช่น  นักดนตรีคลาสสิกคนหนึ่งบอกว่า รูปแบบเป็นคอนแชร์โต้โบราณสมัยบาโร้คกลายๆ แปลกหู แปลกตา ไม่น่าสนใจนัก ถ้าไม่ได้หมออธิบาย ก็คงไม่รู้เรื่อง มองไม่เห็นภาพแคว ปิง วัง ยม น่าน ไหลมารวมกันที่ปากน้ำโพ แล้วไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาไปออกปากน้ำ
        ท่านผู้ใหญ่นิยมคลาสสิกยุคโรแมนติกท่านหนึ่งบอกว่า ผมผิดหวัง นึกว่าจะเป็นเปียโนคอนแชร์โต้ที่ใช้วงดุริยางค์ขนาดใหญ่บรรเลงร่วมกับการเดี่ยวเปียโน ไม่นึกว่าจะออกมาเป็นวงประสมไทยแบบนี้
        ท่านผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งของธนาคารกรุงเทพจำกัด บอกกับผู้เขียนว่า คนฟังหลายคนอาจจะว่า ธนาคารใจถึง ยอมรับความคิดใหม่ๆ ของศิลปินใหม่ๆ เรื่องนี้ต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ หากอยู่ในความนิยมก็นับว่าโชคดี หากไม่อยู่ในความนิยม ก็เป็นเรื่องของการสร้างของขึ้นใหม่ชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง
        สุภาพสตรีชาวจุฬาฯ คนหนึ่งบอกว่า วันที่ออกอากาศทางทีวีกับคุณชายถนัดศรีนั้น ถ้าไม่มีภาพแคว แม่น้ำ พระปรางค์วัดอรุณ มาประกอบสลับกับภาพวงดนตรีที่บรรเลงแล้ว เพลงนี้ฟังไม่รู้เรื่องไม่เห็นภาพแน่นอน
        นักศึกษาธรรมศาสตร์คนหนึ่งบอกกับผู้เขียนว่า ผมพยายามนั่งฟัง อัดเทปมาฟัง หลับตาฟังแล้ว เห็นว่าอาจารย์บรูซได้พยายามมากทีเดียวในเรื่องนี้ แต่สงสัยว่าคนไทยยังไม่พร้อมที่จะยอมรับคอนแชร์โต้บทนี้ เพราะทันสมัยเกินไปสำหรับยุคของเรา
        นักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งอ่านบทความของผู้เขียน แล้วถามตรง ๆ ว่า ได้ค่าเขียนบรรยายเรื่องเจ้าพระยาคอนแชร์โต้เป็นเงินเท่าไร เรื่องนี้ผู้เขียนก็ได้แต่หัวเราะ เพราะสมัยนั้นเขียนให้สยามรัฐฟรีๆ ส่วนเนื้อหาสาระที่ควรจะวิจารณ์ตามแบบนักหนังสือพิมพ์ไม่ได้พูดเลยสักคำเดียว
        ที่เมืองเชียงใหม่ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตื่นเต้นมาก ที่วงฟองน้ำขึ้นไปบรรเลงเพลงเจ้าพระยาคอนแชร์โต้ที่นั่น อาจารย์ผู้สอนวิชาดนตรีกับชีวิตมนุษย์ แนะนำให้นักศึกษาที่เรียนในชั้นของท่านไปฟัง บังเอิญผู้เขียนขึ้นไปสอนดนตรีที่เชียงใหม่พอดี จึงทำคำบรรยายประกอบไว้ให้เป็นแนวทางก่อน ยังปรากฏในวิดิโอเทปมาจนทุกวันนี้ ทว่าไม่มีใครวิจารณ์เรื่องนี้ว่าดี ไม่ดี ถูกใจหรือไม่ถูกใจเพียงใด
        ครูดนตรีไทยอาวุธโสท่านหนึ่ง ผู้เขียนเคารพนบไหว้เสมอบิดา บอกตรงๆ ออกมาว่า  อาจารย์บรูซกำลังทำลายดนตรีไทยและไม่ควรประกาศว่าวงดนตรีที่บรรเลงเป็นวงดนตรีไทย เพราะไม่ใช่ไทยแน่ๆ อันนี้รุนแรงหน่อย แต่ก็คิดว่าอาจารย์บรูซคงไม่เดือดร้อนกับคำวิจารณ์นี้ เพราะท่านบอกออกมาแล้วว่าเป็นวงดนตรี "รวมสมัย"
        ทั้งหมดที่เล่ามา ล้วนเป็นเรื่องของงานชิ้นเดียวคือเจ้าพระยาคอนแชร์โต้ก็ในเมื่อชื่อของเพลงนี้เป็นฝรั่งอย่างเด่นชัด จะนับว่าเป็นเพลงไทยหรือ บางท่านไม่ยอมรับในรูปแบบว่าเข้ากับไทยได้ บางท่านรับเพราะได้ใส่เพลงพื้นบ้านชื่อล่องน่าน เพลงแหย่งก๋างของเมืองเหนือ เพลง ปูลม เพลงมุล่งสองชั้นและชั้นเดียว เพลงเถรลอยถาด (หรือเถรลอยชาย) และเพลงรัวฉิ่ง เป็นต้น แต่ดูเหมือนว่า คนฟังหลายคนไม่ยอมคิดว่าเป็นเพลงฝรั่ง ด้วยเหตุที่ว่าบรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ไทยเป็นหลัก เติมด้วยเปียโน พิณฝรั่ง และเครื่องซินทิไซ้เซ่อร์ จึงยากที่จะหาข้อสรุปได้
        งานชิ้นอื่นๆ ของอาจารย์บรูซที่ไม่ควรจะลืมก็คือเพลงลาวแพนทางพิณฝรั่ง จำได้ไม่ผิดว่า ผู้บรรเลงเป็นสตรีชาวเยอรมันชื่อ มิสซิส ลีว์ฟวัน เฮาฮู้ซเซ่น ซึ่งได้เคยนำออกแสดงทางรายการโทรทัศน์ในรายการหนึ่งในร้อยของธนาคารกรุงเทพมาแล้ว ผู้เขียนก็ได้ฟังหลายหน รวมทั้งนำเทปโทรทัศน์นี้ไปฉายให้ฝรั่งชมเมื่อไปสอนดนตรีไทยในสหรัฐอเมริกา เมื่อต้นปี พ.ศ. 2530 เพื่อให้ฝรั่งได้เห็นว่า เครื่องดนตรีฝรั่ง เช่น พิณ นั้น ก็มีความเหมาะสมที่จะใช้บรรเลงเพลงเดี่ยวของไทยได้ดี
        ได้เคยมีนักไวโอลินสตรีอีกคนหนึ่ง มาบรรเลงเพลงไวโอลินคอนแชร์โต้กับวงบางกอกซิมโฟนีออร์เคสตรา เธอชื่อว่าอะไรขณะที่เขียนบทความนี้พยายามนึกก็นึกไม่ออก เป็นอันว่าเธอเป็นชาวต่างชาติอีกคนหนึ่งซึ่งได้ทางเพลงไทย (โน้ตและเทป) ไปจากกรุงเทพฯ แล้วฝึกหัดด้วยตัวเองที่ฮ่องกง และได้สีไวโอลินบันทึกแผ่นเสียง รวมทั้งเทปตลับออกจำหน่าย มีเพลงกระแต เพลงระบำเทพบันเทิงเป็นต้น ฝีมือเธอดีจริง แต่ไม่ได้อารมณ์สมเป็นไทยเท่าใดนัก โดยเฉพาะเพลงกระแตนั้น เป็นกระแตที่ไม่ประเปรียวเอาเสียเลย เทปม้วนนี้ คนไทยในสหรัฐฯฟังแล้วกลับชอบมากกว่าที่บรรเลงทางไทยแท้ แสดงว่ารสนิยมฝรั่งคงเป็นแบบนั้น ผู้เขียนเคยได้ยินเขาเปิดให้แขกฟังในภัตตาคารแห่งหนึ่งที่เมืองซาน แอนโทนิโอ รัฐเท็กซัส เจ้าของร้านเป็นคนไทยชื่อคุณสมพงษ์ สุวรรณสังข์ มีภรรยาเป็นอเมริกัน เปิดร้านอาหารชื่อ ไทยคิชเช่น อยู่ที่นั่น คุณสมพงษ์ว่าชอบเทปม้วนนี้มาก และไม่ยอมเล่นบ่อย เพราะกลัวว่าเทปจะยืดเสีย ได้ข่าวมาว่า อาจารย์บรูซ ก็มีส่วนช่วยให้เพลงนี้ไปยังนักดนตรีผู้สีไวโอลินนั้น เท็จจริงอย่างไรผู้เขียนไม่ทราบ
        จะว่าไปแล้ว อาจารย์บรูซ ก็ได้ทำหน้าที่ในด้านดนตรีไทยไว้ในต่างประเทศไม่น้อย ความที่อาจารย์พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำตัวได้นั้น เป็นกำไรอย่างหนึ่งที่เหนือนักดนตรีไทยทั้งหลาย การที่ได้ไปเผยแพร่ดนตรีไทยในต่างประเทศ มีคนที่รู้ดนตรีไทยดี พูดภาษาได้ดี จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคราวหลังที่สุด ในเดือนกรกฎาคม 2530 อาจารย์ได้นำวงดนตรีไทยไปร่วมการแสดงวงดนตรีแห่งราชสำนักกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีครูผู้ใหญ่ติดตามไปด้วยหลายท่าน ได้แก่ อาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน อาจารย์ประเวช กุมุท อาจารย์บุญยงและบุญยัง เกตุคง ครูจำเนียร ศรีไทยพันธุ์ ฯลฯ ครั้งนี้ได้ทราบมาว่า เป็นการแสดงดนตรีไทยแท้ๆ มิได้เป็นการประสมวงกับเครื่องดนตรีฝรั่ง อันเป็นการแสดงอย่างไทยแท้จริงๆ
พิจารณาแล้ว อาจารย์บรูซทำงานสองอย่าง อย่างหนึ่งรักษาความเป็นไทย อีกอย่างหนึ่งทำงานที่ตัวท่านเองค้นคิดมาได้ เป็นลักษณะการประสมวงที่ผู้เขียนอยากจะเรียกว่า "วงปี่พาทย์ประสม" แต่ใช้นักดนตรี และชื่อวงดนตรีเดียวกัน เมื่อไปแสดงที่แคนาดา คนไทยที่ไปถ่ายวิดิโอเทป นำเทปกลับมาอวดกันในสหรัฐอเมริกา ได้เห็นแล้วก็ทึ่ง เขาถามผู้เขียนว่า เดี๋ยวนี้วงดนตรีไทยพัฒนาไปเป็นอย่างนี้เสียแล้วหรือ ได้ตอบไปว่าเขาทำเพลง "รวมสมัย" ขึ้นใหม่ต่างหาก ผู้เขียนว่า ไม่น่าจะใช้คำว่า "พัฒนา" เพราะคำว่าพัฒนาต้องหมายว่าทำให้ดีขึ้น คนฟังอย่างผู้เขียนเห็นว่า ไม่ได้พัฒนา แต่บางคนที่ชอบการประสมวงแบบใหม่นี้ อาจจะเห็นว่าดีขึ้น ก็เรียกว่า "พัฒนาได้" ไม่ผิดแล้วแต่ใครจะคิด
        นักดนตรีไทยระดับมหาวิทยาลัยอีกท่านหนึ่งพูดถึงอาจารย์บรูซว่า คนคนนี้ ถ้าเล่นดนตรีไทยแนวเดียว อันเป็นแนวไทยแท้โดยตลอด หรือจะเล่นวงประสมเช่นเครื่องสายผสมเปียโน อีเล็กโทน ก็คงจะดี เพราะเป็นแบบไทยจริงๆ ที่ยอมรับกันแล้ว หากได้นำดนตรีไทยแท้ไปเผยแพร่ในต่างประเทศใช้ความสามารถทางภาษาชักจูงฝรั่งด้วยกันให้ชื่นชมดนตรีไทยได้ จะเกิดคุณประโยชน์อย่างมหาศาล หรือให้ไปสอนดนตรีไทยแท้ๆ ในต่างประเทศก็จะเป็นการดียิ่ง เพราะตัดปัญหาเรื่องภาษาไปเสียได้ และจะเป็นตัวแทนครูดนตรีไทยได้ดีมากคนหนึ่ง
       แต่ดูเหมือนว่าอาจารย์บรูซก็ยังอยากจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นของตัวเอง ไม่ประสงค์จะตามรอยของเก่าทางเดียว เรื่องนี้ห้ามกันไม่ได้ ทุกคนมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพราะมีจุดยืนที่จะให้เก่ากับใหม่เล่นด้วยกันได้
        ได้บรรยายเรื่องอาจารย์บรูซมายาวมากกว่าฝรั่งคนอื่นๆ เพราะรู้จักท่านดี และเคยทำงานร่วมกับท่านในเรื่องเจ้าพระยาคอนแชร์โต้มาก่อนดังที่เล่าไว้แล้วข้างต้น จึงเห็นท่านในหลายแง่หลายมุม เวลานี้ก็ทำใจอยู่ว่า อาจารย์จะช่วยคนไทย ในแนวที่เป็นไทยแท้ เพื่อเผยแพร่ของแท้ออกไปในโลกกว้าง เป็นของธรรมดาที่อาจารย์อยู่ใกล้คนไทยมาก เขาได้เห็นงานของอาจารย์หลายรูปแบบ บางแบบเขาไม่ชอบก็อาจตำหนิบ้างเป็นเรื่องธรรมดา เรื่องของอาจารย์บรูซคงจะต้องติดตามต่อไป เพราะยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจในเรื่องของ "ดนตรีรวมสมัย" อันเป็นวัตถุประสงค์ที่อาจารย์บรูซได้จัดตั้งวงฟองน้ำขึ้น
        ฝรั่งอีกคนหนึ่งชื่อ Terry Miller รายนี้เคยติดตามอาจารย์เจริญชัย ชนไพโรจน์เข้ามาเก็บข้อมูลเรื่องแคนไทยภาคอิสาน กลับเอาไปเขียนหนังสือทำวิทยานิพนธ์ แล้วได้เป็นอาจารย์สอนดนตรีอยู่ที่มหาวิทยาลัยเค้นท์เสตท ในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา แทร์รี่แตกต่างจากฝรั่งคนอื่น ๆ เล็กน้อยตรงที่เมื่อได้ปริญญาแล้ว ยังต่อกิจกรรมดนตรีไทยไว้ในมหาวิทยาลัยของเขา โดยเปิดสอน และยังช่วยเหลือนักศึกษาจากบ้านเราให้ไปทำปริญญาโทและเอกต่อที่นั่น เหนือไปกว่านั้น ยังได้อวดไว้ให้ทราบกันในอเมริกาอีกว่า ใครที่อยากจะไปเรียนดนตรีไทยที่เมืองไทย ก่อนไปควรไปศึกษาข้อมูลขั้นต้นที่มหาวิทยาลัยของเขาเสียก่อน จะว่าถูกก็ถูก เพราะแทร์รี่ มีให้ชมให้ชิม ให้สัมผัส เป็นการทดลองดูก่อนที่จะเดินทางข้ามโลกมาถึงเมืองไทย
        ฝรั่งคนต่อไปชื่อนายอรัญ สะเวนสัน (Allan Swenssen) ซึ่งเคยมาเป็นอาสาสมัครอเมริกันอยู่ที่พัทลุง เรียนดนตรีไทยจากภารโรงที่นั่น ทว่ารักดนตรีไทยจริง ๆ เป่าขลุ่ย สีซอ เป่าแคน ตีขิม ได้ดี แม้จะไม่รู้เพลงไทยมาก แต่ก็อ่านโน้ตไทยออก อ่านโน้ตสากลก็ออกและเขียนได้ อรัญ เป็นชื่อไทยที่เขาภูมิใจ และยินดีที่จะร่วมวงบรรเลงเพลงไทยกับคนไทยในรัฐวอชิงตัน ณ เมืองซีแอตเติ้ล อรัญไม่ชอบลักษณะการประสมวงของอาจารย์บรูซ (ตามที่เขาเห็นอาจารย์ บรูซเล่นที่แคนาดา ในงานเอ็กซ์โป เมื่อสัก 2 ปีมาแล้ว) อรัญว่า ไม่ใช่ดนตรีไทยเสียแล้ว น่าเสียดายจริง ๆ
        สุดท้ายที่จะกล่าวถึง เป็นนักจัดทำแผ่นเสียงเพลงต่างชาติเพื่อการศึกษา มีอยู่ด้วยกันอย่างน้อยก็สองคน คือ Jacques Brunet และ Gerard Kremer เขาเข้ามาบันทึกเสียงเพลงไทยแบบต่างๆ เพลงระบำ เพลงพื้นบ้านร้องเป็นภาษามอญ เพลงพื้นเมืองภาคเหนือ แล้วเขียนคำบรรยายที่ปก มีทั้งที่ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ความผิดนั้นไม่ฉกรรจ์นัก แต่น่าสังเกตว่า คุณภาพเพลงที่เขาเอาไปบันทึกเสียงออกขายในราคากว่า 260 บาทนั้น ไม่คุ้มค่ากับราคาเสียเลย เพราะเป็นเพลงที่คุณภาพไม่ดีเท่าใดนัก น่าเสียดายมาทำทั้งที น่าจะหาฝีมือที่ดีกว่านั้น

เขียนมาตั้งยืดยาวแล้ว ก็ยังวนเวียนอยู่ในเรื่องฝรั่งหลายรูปแบบต่อไปนี้ขอเสนอข้อคิดบ้าง
        ข้อ 1)  ฝรั่งที่เข้ามาเก็บข้อมูลไปทำวิทยานิพนธ์นั้น สมควรหรือไม่ที่เราจะได้อ่านวิทยานิพนธ์นั้นกันบ้างว่า เขาเขียนไว้ผิดหรือถูกเพียงใด เขาอ้างนักดนตรีคนหนึ่งคนใดที่ให้ข้อมูลกับเขาหรือเขาเขียนขึ้นลอยๆ เหมือนเขาขุดค้นสมบัติได้ด้วยตัวเอง แบบนี้หลายท่านเคยปรารภกับผู้เขียนว่า ฝรั่งบางคนได้ความรู้จากนักดนตรีไทยแล้วเอาไปแปลออก ส่งเป็นผลงานของตัวเอง เรียกว่าเอาเปรียบนักดนตรีไทยมาก หอสมุดดนตรีแห่งชาติ สมาคมดนตรีควรมีบทบาทเรื่องฝรั่งมาทำการค้นคว้าดนตรีไทย แล้วช่วยติดตามกันบ้าง หรือว่าตัวใครตัวมัน?
        ข้อ 2)  ถึงเวลาหรือยังที่มหาวิทยาลัยในบ้านเรา จะเปิดการสอนดนตรีไทยในระดับปริญญาโทและเอก ให้ฝรั่งหรือชาติอื่นเข้ามาเรียนกันบ้าง เก็บค่าเล่าเรียนให้แพงหูฉี่ เหมือนกับที่มหาวิทยาลัยในอเมริกาเก็บเอาจากนักเรียนไทยเวลาไปทำปริญญาที่นั่น เราควรจะใจแข็ง และเลิกเป็นคนใจดีสอนให้เขาฟรี ๆ เสียทีได้ไหม
        ข้อ 3)  ต่อไปภายหน้า มหาวิทยาลัยในต่างประเทศอาจจะเปิดสอนดนตรีไทยเป็นวิชาเอก มีโปรเฟสเซ่อร์เป็นผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยถึงระดับปริญญาเอก ถึงคราวคนไทยต้องไปทำปริญญาเอกดนตรีไทยที่อเมริกาเข้าเมื่อไรแล้ว มันจะน่าเจ็บใจขนาดไหน แล้วเราจะเชื่อภูมิอาจารย์ฝรั่งนั้นได้มากน้อยเพียงไร ถ้าเราไม่ทำให้ภูมิของเราสูงและแน่นพอเสียก่อน
        ข้อ 4)  ถึงเวลาแล้วใช่ไหมที่นักดนตรีไทยควรจะสอนดนตรีไทยโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อได้ เพราะทุกวันนี้เรามีนักดนตรีไทยที่ความรู้และฝีมือจัด แต่พูดภาษาฝรั่งไม่ได้ ควรจะมีครูดนตรีไทยไปประจำ หรือสอนแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะที่แห่งใดเปิดสอนดนตรีไทยในต่างประเทศ ก็ควรจะมีนักดนตรีไทยเป็นคนไทยไปร่วมสอนเต็มเวลาที่นั่น สรุปในข้อนี้ก็คือ ต้องมีการพัฒนาความรู้ความสามารถในทางภาษา และความรู้เรื่องดนตรีสากลให้นักดนตรีไทยได้เรียนกันบ้าง รวมทั้งทบวงมหาวิทยาลัยควรส่งเสริมโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ดนตรีไทยให้ไปต่างประเทศกันบ้าง
        ข้อ 5)  ฝรั่งที่นำดนตรีไทยไปใช้ในรูปแบบที่ผิดไปจากไทยแท้ ประสมวงแบบใหม่เช่นที่อาจารย์บรูซ แกสตั้น กำลังทำอยู่เป็นครั้งคราว และออกไปเผยแพร่ต่างประเทศเป็นครั้งคราว น่าจะต้องมีการอธิบายให้ละเอียด ว่าแบบไทยแท้เป็นอย่างไร และที่แปลงรูปแปลงร่างเขาไปแล้วนั้น ไม่ใช่ของไทยแท้ หาไม่คนที่มาเห็นก็จะพลอยนึกทึกทักเอาว่า วงดนตรีไทยต้องอาศัยเครื่องดนตรีฝรั่งเข้าประสมวงด้วย ควรจะต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ เพราะหาไม่แล้วชาวต่างประเทศที่เห็นวงฟองน้ำของอาจารย์บรูซ จะพลอยนึกไปว่า วงดนตรีไทยแท้ๆ เป็นอย่างนั้น
      ข้อ 6)  คนไทยส่วนมาก ยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของการทำงานศิลปะแบบรวมสมัย (Contemporary) ในการประสมวงดนตรีของฝรั่งเช่นของอาจารย์บรูซ ท่านใช้คำว่า "รวมสมัย" เพราะมีเจตจำนงจะให้คนรุ่นใหม่ที่เป็นนักดนตรีสากล (เล่นเพลงป๊อบ) สามารถเล่นกับนักดนตรีไทย ที่เล่นเพลงไทยเก่าแก่ได้โดยเปลี่ยนรูปแบบ และวิธีการบ้างทั้งสองทาง ให้เข้ามาสมานในแนวกลางที่คิดขึ้นใหม่นั้น โดยไม่หวังจะให้เพลงนั้นเต็มไปด้วยสุนทรียภาพเหมือนของดั้งเดิม อันเป็นคำอธิบายของอาจารย์บรูซเอง (16) ดังนั้นเราจึงได้เห็นวิธีการเล่นเปียโนของอาจารย์บรูซ ที่ออกท่าไปในทางดนตรีป๊อบ ได้เห็นอาจารย์บุญยงและอาจารย์บุญยังตีระนาดไทย หรือบางครั้งระนาดฝรั่ง โดยโยกตัวไปมา ผิดจากท่าบรรเลงเพลงไทยมาแต่ดั้งเดิม เพราะความไม่เข้าใจในเจตนารมณ์อันนี้ คนไทยส่วนมาก จึงไม่อาจยอมรับวิธีการใหม่เช่นนี้ได้ บางคนเห็นว่าฝรั่งเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบตามอำเภอใจแล้วพลอยวิตกไปว่า ต่อไปภายภาคหน้า ดนตรีไทยจะกลายรูปเป็นแบบวงฟองน้ำกันหมด จินตนาการอันนี้หากเป็นจริงก็น่าวิตกนัก ข้อคิดก็คือ เราจะต้องพยายามทำวงดนตรีของไทยแท้เอาไว้ให้เป็นแบบที่เคร่งครัด ด้วยการสอนเด็กของเราไว้ให้ดี ให้ยึดมั่นในลักษณะที่เป็นไทย แล้วต้องรีบเผยแพร่ในลักษณะที่เป็นไทยงดงามออกไป
        ข้อ 7)  ความรู้สึกอันเป็นชาตินิยมและหวงแหนในสมบัติของชาตินั้น มีอยู่มากในกลุ่มนักดนตรีไทย ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ดีในการดำรงไว้ซึ่งสมบัติของชาติ สมควรที่จะช่วยกันเองให้รวมกลุ่มเกิดความสามัคคีและตั้งใจกันทำงานให้มีการเผยแพร่ดนตรีไทยออกไปในระดับต่างชาติ แต่ทุกวันนี้ นักดนตรีไทยก็ยังมีที่แบ่งพวกแบ่งพ้องขัดแย้งกันเองระหว่างกลุ่มและสถาบัน ซึ่งไม่เป็นการดี หากเราไม่ต้องการให้ดนตรีของเรากลายรูป เราก็ต้องหันมาหากัน แล้วเริ่มคิดหาหนทางแก้ไขเสียในบัดนี้ ก่อนที่วัยรุ่นอันจะเป็นผู้ใหญ่ของชาติไทยต่อไป จะนิยมดนตรีร่วมสมัยเสียจนทิ้งของเก่าที่บรรพบุรุษได้สร้างมาไว้นั้นอย่างน่าเสียดาย
        ข้อ 8)  ความยึดมั่นในสิ่งที่เรารักคือดนตรีนั้น เป็นสิ่งที่มีในใจคนไทยทุกคนไม่เท่าเทียมกัน มีมากบ้างน้อยบ้าง ยิ่งยึดไว้แน่นเท่าใด ย่อมมีทุกข์เท่านั้น ข้อคิดในหัวข้อนี้เพียงจะเตือนใจไว้ว่า ศิลปวัฒนธรรมนั้น ไม่ใช่เหล็กกล้า หรือหินที่แข็งแกร่ง แต่อ่อนนิ่มได้และแข็งได้ เหมือนการไหลหลั่งของกระแสน้ำ บางครั้งวัฒนธรรมฝรั่งตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาจนท่วมท้น กลบของเก่าดั้งเดิมจนมองหาแทบไม่เห็น ดังเช่นวัฒนธรรมดนตรีตะวันตกของสเปนและอเมริกันท่วมท้นเข้ามาในประเทศฟิลิปปินส์ จนจะหาดนตรีดั้งเดิมฟังไม่ได้ บางครั้งการหลั่งไหลอาจจะมาช้าๆ แล้วแห้งหายไปเองก็มีเหมือนกัน ถ้าไม่มีการสืบทอด ตัวอย่างเช่น ดนตรีร่วมสมัยไทยฝรั่ง อาจจะขาดลงก็ได้ถ้าคนไทยไม่สนับสนุน ซึ่งก็เป็นความไม่แน่นอนของโลก ในข้อคิดนี้ท่านอาจจะไม่ต้องออกแรงอันใด ได้แต่นั่งดูความเปลี่ยนแปลงของโลกดนตรี ไม่ยึดมั่นจนเกิดทุกข์ ก็สบายไปอีกแบบหนึ่ง
        ผู้เขียนรักดนตรี เล่นดนตรีมากกว่า 30
ปี ยอมรับว่า ตัวเองตามโลกดนตรีสมัยใหม่ไม่สู้จะทันนัก บางครั้งเคยถูกวิจารณ์ว่า เป็นคนขวาตกขอบ เป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปี เป็นคนหวงก้างและยึดเอาดนตรีไทยไว้เป็นของตน ใครจะมาแตะต้องไม่ได้ แต่ผู้เขียนไม่ใช่คนบ้าส่งเสริม ทุกวันนี้ทำหน้าที่เพียงให้คนไทยด้วยกันเข้าใจในดนตรีไทยดีขึ้น ให้เห็นความงามและคุณค่ามากขึ้นและช่วยคิด ช่วยแนะให้กลุ่มที่ต้องการส่งเสริมดนตรีไทยให้ทำงานเป็นกิจจะลักษณะขึ้น เช่น ในด้านการประกวดดนตรีไทย ในด้านการเขียนบรรยายเรื่องราวต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ไม่เคยคิดอิจฉาว่า ใครจะดีกว่าในเรื่องดนตรี บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาจะยกย่องหรือทำลายใครทั้งสิ้น ที่เคยเคารพกราบไหว้กันมาแต่ก่อนก็ยังไหว้กันอยู่ ดนตรีไทยของเราขณะนี้ กำลังขยายออกไปสู่สายตาของชาวต่างประเทศมากขึ้นทุกวัน แต่ปรากฏว่า นักดนตรีไทยของเรายังไม่มีความพร้อมในเรื่องนี้ ฝรั่งที่จะช่วยเป็นสื่อเผยแพร่ ก็เอาแน่ไม่ได้ จึงเขียนเรื่องนี้ขึ้น ด้วยความหวังว่า นิสิตนักศึกษาที่เล่นดนตรีไทยกันอยู่ในระดับอุดมศึกษา จะได้ช่วยกันพัฒนาตนเองให้เป็นนักดนตรีไทยในระดับต่างประเทศที่คล่องแคล่ว และในทางที่เป็นไทยแท้กันบ้าง เราต้องช่วยกันเอง จะไปหวังนักวิชาการต่างประเทศนั้น เห็นทีจะไม่ได้ผลเสียแล้วกระมัง

 

โดย: ศ.น.พ. พูนพิศ อมาตยกุล ส่งโดย [11 ต.ค. 48 19:55] ( IP A:203.151.140.116 X: )

 

 

โดย คีตพจน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net