วันที่ อังคาร มีนาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กว่าจะเป็นศิษย์ครูกลัก (เรื่องที่นักดนตรีไทยต้องอ่าน)


กว่าจะเป็นศิษย์ครูกลัก (เรื่องที่นักดนตรีไทยต้องอ่าน)

 

   อาจารย์จักรพันธุ์มีการแสดงหุ่นต่อมาอีก 2 -3 ครั้ง ซึ่งก็จะร่วมงานกับคุณครูบุญยงค์, บุญยัง ทุกครั้งรวมทั้งคุณครูจำเนียรด้วย เราไปมาหาสู่กัน เคารพคบหากันฉันท์ศิษย์และอาจารย์มาร่วม 10 ปี แต่ผมก็ยังคงไม่มีโอกาสได้เรียนกับท่านจริงๆ จังๆ เป็นแต่ขโมยแกะเอาจากเทป และแวะเวียนไปหาคุณครูบุญยังที่ศศิลิยะ ซอยประสานมิตรบ่อยๆ จนกระทั่งราวเดือนตุลาคม ปี 2519 ท่านเกิดเมตตารับผมเป็นศิษย์อย่างจริงๆ และนัดมาต่อเพลงให้ที่บ้านอาจารย์จักรพันธุ์
ชั้นแรกผมขอเรียนระนาดเลยเพราะเคยหัดมาบ้างแล้ว และจับเล่นอยู่ทุกวันร่วม 20 ปี โดยคิดว่าคงจะง่ายกว่าเริ่มเรียนฆ้องซึ่งไม่เคยจับมาเลย ครูเริ่มต่อมุล่งชั้นเดียวก่อน 3 ทางรัว คาบลูกคาบดอกให้ แต่ผมหมดปัญญาจะทำได้ มือมันวัดกันสับสนไปหมด เริ่มเรียนจากบ่ายโมง พอครูกลับ นั่งไล่ต่อไปอีกจนสามทุ่มก็ยังไม่ได้ ตื่นขึ้นตี 4 ไล่มาจนยัน 8 โมง ทำอยู่อย่างนี้ 7 วัน ก็ยังไม่ได้
พอถึงวันอาทิตย์ ผมเดินทางไปกราบคุณครูบุญยงค์ที่บางขุนเทียนกับอาจารย์จักรพันธุ์ ท่านเมตตาให้ถ่ายเทปเพลงกราวใน ทางจางวางทั่วซึ่งคุณครูเดี่ยวอัดไว้ที่ กทม. แล้วยังกรุณาตีมุล่ง 2 ชั้นของท่านครูพุ่ม ปาปุยะวาท ชั้นเดียวของเก่า และครึ่งชั้นของท่านเองให้อัดไว้ ผมเรียนถามท่านถึงเรื่องการหัดระนาด ท่านให้ตีมุล่งให้ฟัง ท่านนั่งแหงนหน้าฟัง พอจบบอกว่าเธอจับไม้ระนาดไม่แน่น มือซ้ายยังหงายไป พยามยามไล่ช้าๆ ทุกวัน คลุมผ้าได้ยิ่งดี ตีช้าๆ ไม่จำเป็นต้องถ่วงมือ ถ้ามันจะไหวมันไหวเอง ไล่นานๆจนเหงื่อท่วมตัวเป็นเดือนๆ ปีๆ พยายามทำมันไป อาไพทูรย์ของผม (ครูบุญยงค์) ตั้งรางระนาดตรงไหนตรงนั้น นั่งตรงไหนตรงนั้น แกนุ่งผ้าขาวม้ามานั่งตี เหงื่ออย่างงี้ออกเป็นรูปก้นเลย ทีนี้เธอหัดรัว ลูกเดียว รัวสองลูก รัวสาม หัดกรอ เอามือซ้ายลงก่อน มือฆ้องเอาซ้ายลงก่อนเสมอไม่เอาขวาลงก่อน เธอทำไม่ได้เพราะไม่ได้เรียนฆ้อง เชื่อผมเถอะ ระนาดไม่ต้องไปสนใจมัน เรียนฆ้องก่อน เรียนฆ้องให้แตกฉาน แล้วระนาดไม่ต้องเรียนมันจะเป็นเอง
ดังนั้นผมจึงกลับมาขอเริ่มเรียนฆ้องกับคุณครูบุญยัง ท่านเริ่มต่อมุล่ง 2 ชั้น ให้จนมาถึงครึ่งชั้น และพอตีฆ้องได้ ผมก็รัวคาบลูก คาบดอกได้เองโดยไม่รู้ตัว
ในระหว่างหยุดพัก คุณครูจะเล่าเรื่องราวเก่าๆให้ผมฟังเสมอ ท่านมักพูดว่าเรื่องระนาดเอกนี้ ครูรู้พอตัว แต่ไม่แตกฉานเท่าครูบุญยงค์ ครูถนัดทุ้มรักทุ้มมาก ครูเป็นระนาดขยัน ว่างเมื่อไรตีเมื่อนั้น บ่อยๆสู้ระนาดไล่ไม่ได้หรอก ยงค์เขาเป็นระนาดไล่ เมื่อก่อนเขาไม่ไหวหรอก มาสมัยทำวิกยี่เกเขามุเอาจริงเอาจัง ผมเป็นลูกน้องเขา พอกลับจากทำวิกประมาณสองยาม อาบน้ำอาบท่ากินข้าวเสร็จ เขาเข้าประจำรางระนาด เอาผ้าผวยคลุมไล่ไป ผมนอนข้างๆ พออยากบุหรี่เขาเอาเท้าเขี่ย ผมก็ลุกขึ้น จุดบุหรี่ให้แล้วนอนต่อ พอจะหมดมวนก็เขี่ยอีกผมก็เอาออกให้ คนไล่ระนาดนี่หยุดไม่ได้ ยุงกัดก็ตบไม่ได้ต้องทนรับกรรมมันไปไล่ไปเรื่อยจนพระกลับจากบิณฑบาตรจึงเลิก อาบน้ำกินข้าวนอนพัก พอตื่นไล่อีกจนราวบ่าย 2 โมง ไปทำวิกยี่เก ถึงวิกตีโหมโรงอีกหนกว่าจะออกตัว ลงโรงกันเหงื่อท่วม แล้วก็ทำรับยี่เกไปเรื่อยจนยัน 5 -6 ทุ่ม กลับบ้านมาก็ทำอย่างเดิมนี่อีก วันเป็นเดือน เอาเดือนเป็นปี ยงค์ทำอยู่ 3 ปี แต่พอย่างเข้าปีเดียวก็ตีเสมอกับอาเผือดนักระนาดแล้ว
เรื่องครูเผือด นักระนาด คุณครูบุญยังยังเล่าว่าท่านครูหลวงประดิษฐ์ จะให้จับประชันนายทรัพย์ เซ็นพาณิชย์ วงท่านครูจางวางทั่ว แต่ครูเผือดชอบหนีเที่ยว ท่านครูจับล่ามโซ่หน้ารางระนาด ให้ตีไปไม่ให้หยุด หิวมีคนป้อน ปวดหนัก ปวดเบา เอากระโถนมาสอด ให้ถ่ายตรงนั้นมีคนเช็ดให้ พอย่างเข้าวันที่สามครูเผือดฟุบคารางระนาด พอฟื้นขึ้นมาจับไม้ระนาดเหมือนไม้จิ้มฟัน ไหวจริงๆ แต่ไม่ได้ประชัน นายทรัพย์ตายเสียก่อน

ส่วนท่านครูหลวงประดิษฐ์เองนั้นเล่า เมื่อก่อนนัยว่าไม่มีทางสู้เจ้าคุณเสนาะดุริยางค์เลย ท่านไม่ออกไปไหนเลยอยู่แต่หน้ารางระนาด ไม้ระนาดทองแดงของท่านคู่ที่เอามาเล่นละครเรื่องระนาดเอกนั้นแหละ หนักยกแทบไม่ขึ้น ท่านไล่ไปแล้วให้คนไปคอยสอดแนมดูลาดเลาข้างพระยาเสนาะฯ คนสอดแนมนี่ก็ชอบกลกลับมาทีไรก็รายงานว่าข้างโน้นเหนือกว่าเยอะไม่มีทางเทียบ ท่านครูไม่ว่าอะไรก้มหน้าก้มตาไล่มันต่อไป เท่าไรๆ เขาก็ยังว่าสู้ไม่ได้อยู่นั่นเอง จนถึงวันประชันเจ้าคุณแพ้อย่างหมดทางสู้ แลท่านครูก็เป็นนักระนาดทะลุฟ้าที่ไม่มีตัวจับมาจนทุกวันนี้
เรื่องราวในทางเทวดาคือทางฝันนี่ คุณครูบุญยังเล่าว่า ครูมีบุญได้ฟังก่อนที่ท่านจะสิ้น เรื่องมันมีอยู่ว่าในวันไหว้ครูที่บ้านท่าน มีนักระนาดรุ่นหลานซึ่งถือว่ามือไหว ขึ้นไปตีเพลงกราวในบนบ้านท่าน เป็นการท้าทายศิษย์ในสำนัก ท่านให้ครูเผือดตี ครูเผือดตีไม่ได้ ให้ครูประสิทธ์ก็ไม่ตี ให้ครูบุญยงค์ตีก็ไม่ตี เพราะต่างท่านก็ถือว่าไม่อยากสู้กับเด็ก ท่านครูขัดใจว่าถ้าไม่มีใครตีฉันตีเอง ท่านลุกจากเก้าอี้มาที่รางระนาด คุณครูบุญยังนั่งอยู่หัวรางพอดี บอกว่าขึ้นเพลงแต่แรกท่านตีช้ามากเหมือนเด็กตีแล้วค่อยตีเร็วขึ้นๆ เป็นลำดับ พอข้อร้อน ตัวนิ่งดูเป็นสมาธิยิ่งน่าอัศจรรย์ ไหวอย่างไม่มีตัวจับ ทั้งหนทาง กลเม็ดเด็ดพราย แลลูกก็แปลกๆ ชัดเจนไม่มีช่องติ เวลารัวแต่ละทีเหมือนลูกระนาดจะระเบิด กว่าจะจบเพลงนานถึง 45 นาที พอจบท่านวางไม้แล้วเดินหัวเราะอย่างสบอารมณ์กลับไปนั่งที่เก้าอี้ดังเดิม ไม่ปรากฏแม้แต่เงาของนักระนาดหนุ่มผู้ลำพอง
ทั้งคุณครูบุญยงค์ และคุณครูบุญยังต่างมีประสบการณ์มาโชกโชนได้เห็นนักดนตรีระดับปรมาจารย์ประฝีมือกันมามากต่อมาก นักระนาดที่คุณครูยกย่องมากอีก 2 ท่านก็คือ ท่านครูพระเพลงไพเราะ (โศม สุวาทิต) ท่านว่าท่านไม่มีบุญได้เห็นคุณพระตีแต่ได้ฟังจากแผ่น 78 ตราหมาฟังจานเพลง ประกอบกับได้ยินเสียงเกียรติคุณร่ำลือกันว่า ท่านครูพระเพลงท่านี้ตีระนาดเรียบไพเราะที่สุดในแผ่นดิน ลงไม้นวมกันแล้ว แม้ท่านครูหลวงประดิษฐ์ฯ ก็ยังต้องเกรง อีกท่านหนึ่งนี่ท่านได้เห็นและจดจำชั้นเชิงกรรมวิธีมาใช้มาดก็คือท่านครูหลวงชาญเชิงระนาด ท่านว่าถ้าเธอได้เห็นคุณหลวงแล้วเธอจะอยากเข้าไปกราบที่ตักท่าน หน้าตาท่านเป็นคนแก่ใจดียิ้มๆ แต่ชั้นเชิงนั้นสมบรรดาศักดิ์จริงๆ
เรื่องเกิดที่บ้านครูหลวงประดิษฐ์ ฯ อีกเช่นกัน ในงานไหว้ครูตอนกลางวันครูลาภ ณ บรรเลง นักระนาดฝีมือจัดอีกท่านหนึ่งในยุคนั้นได้เอ่ยปากท้าทายขึ้นว่า คุณหลวงคืนนี้ตีกับผมไหม คุณหลวงชาญหน้าแดงตอบตกลง ท่านกลับไปบ้านไม่พักผ่อน แต่นั่งไล่สาธุการเพลงเดียว 100 เที่ยว โดยให้เด็กคอยนั่งจดครบ 100 เที่ยว รับประทานไข่ไก่ 2 ฟอง แล้วนอนพักเอาแรง
พอตกค่ำคุณหลวงก็มาสู่ที่ประชัน ตั้งแต่โหมโรง ไปจนเพลงสุดท้าย ครูลาภแพ้คุณหลวงชาญเชิงระนาดอย่างขาดลอย โดยเฉพาะเพลงเชิดจีน ครูลาภเล่นเร็วตั้งแต่ตัวแรก พอตัว 4 ก็ซวนเซล้มลุกคลุกคลาน แต่คุณหลวงท่านขึ้นตัวแรกแต่ปานกลาง ตัว 2 เร็วขึ้นมาอีกนิด ตัว 3 เร็วขึ้น อีกพอตัว 4 ท่าตีสุดมือเชิดจีนของท่านคุณหลวงชาญนี้ครบกระบวนท่าเพลง เพราะนอกจากท่านจะตีเรียกตีไหวแล้ว ในบางตัวท่านยังผูกเป็นกลอน อันเป็นเชิงสำคัญของระนาดที่ร้ายกาจนอกเหนือไปจากความเรียบ ความไหวและความชัดด้วย สรุปด้วยครูลาภ ณ บรรเลง แพ้ชั้นเชิงและความรู้บรมครูหลวงชาญเชิงระนาดอย่างสิ้นเชิง คุณครูบุญยังเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ผมฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท และลบลู่ผู้ใหญ่ อันมีจะเกิดขึ้นเสมอในวงการศิลปะ ท่านมักสอนว่าเธอจะตีระนาดให้ดี ต้องเรียวเป็นหางหนู คือเล่นจากช้าไปหาเร็วและที่สำคัญคือชัดเจน ไม่ตีเร็วลุกลนเหมือนคนพูดลิ้นพันกัน ไม่ไหวยังไม่เป็นไร ยังดีได้ ถ้าหนทางดำเนินเพลงเธอราบเรียบไม่กระโดดไม่ข้าม มีแบบแผน รู้จักใช้กลอนได้ไพเราะคมคาย ลึกซึ้งพอดีพองาม ไม่ใช่ผูกกลอนเปรอะไปหมดก็ใช้ไม่ได้ กลอนนี่ก็เหมือนกับเธอผูกลายก้านขด ลายเครื่องเถานั่นแหละ ท่านพูดถึงผูกลายนี้ผมเข้าใจง่าย เพราะค่าที่เราเป็นช่างเขียน แล้วยังเรียนถามท่านอีกว่า กลอนเพลงนี้มันทำนองเดียวกันกับกลอนหนังสือมีสัมผัสนอกสัมผัสใน อย่างนี้ถูกไหมครับ ท่านว่าเธอเข้าใจถูกต้องแล้ว หนทางเพลงนี่ก็สำคัญ บางคนมือไหวจริงๆ แต่ทางป่าเหลือเกิน ไม่รู้มันเอาอะไรมาตี พวกปี่พาทย์เขาเรียกกันว่ามาจากดงเค็ง แบบนี้ก็ใช้ไม่ได้ตกไป แต่พอครั้นเล่นประคองทางพะวงทางจนเกินไปมันก็ดีแต่จืดอีก มันลำบากเหลือหลายเธอ ไอ้เรื่องดนตรีนี่ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ประสบการณ์ และไหวพริบนี่สำคัญที่สุด

โดย: วัลลภิศร์ สดประเสริฐ [2 พ.ย. 48 21:55] ( IP A:203.151.140.116 X: )

 

โดย คีตพจน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net