วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แดรี่ โฮม ฟาร์มสร้างสุข (กำไรเรื่องเล็ก)


ตีพิมพ์ในเซ็คชั่นจุดประกาย-ไลฟ์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ฉบับวันอังคารที่ 25 กันยายน 2550

ภาพ: ชาญณรงค์ พรดิลกรัตน์

แนวคิดทางธุรกิจ ที่มุ่งให้ความสำคัญกับความสุข และความรับผิดชอบต่อสังคม-สิ่งแวดล้อม แทนที่จะทุ่มเทเวลาและทรัพยากร เพื่อกอบโกยกำไรสูงสุด ดูจะแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ แต่อาจจะมีเพียงน้อยรายที่สามารถนำไอเดียสู่การปฏิบัติจริง

แดรี่โฮม จึงเป็นกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ

หลายคนอาจได้ผ่านตาชื่อแบรนด์ 'แดรี่โฮม' จากผลิตภัณฑ์นม และโยเกิร์ต ที่วางจำหน่ายตามซุปเปอร์มาเก็ตระดับพรีเมี่ยม

ขณะที่หลายคนซึ่งผ่านเส้นทาง.... จะสังเกตุเห็นอาคารไม้เล็กๆ ดีแดงเด่น ภายในประกอบด้วยร้านสเต็กขนาดไม่เกิน 20 โต๊ะ มีช้อปจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากนม ไม่ว่าจะเป็นนมสด โยเกิร์ต ไอศครีม ขนมปัง รวมทั้งสินค้าอาหารสด-อาหารแห้งจากท้องถิ่นในแพกเกจมีดีไซน์ โดยด้านหลังยังเป็นโรงนม โรงผลิตอาหารสัตว์ ฯลฯ

  


หนีภัย 'เอฟทีเอ' สู่ฟาร์ม 'ออร์แกนิก'
พฤฒิ-พรธิดา เกิดชูชื่น สองสามีภรรยา เป็นเจ้าของอาณาจักรเล็กๆ ชื่อ แดรี่โฮม แห่งนี้

ราวสิบปีก่อน 'พฤฒิ' และ 'พรธิดา' ทิ้งงานประจำที่บริษัทโคนมไทย-เดนมาร์ก เพื่อสร้างกิจการของตัวเอง และจากพื้นฐานความรู้ด้านผลิตภัณฑ์นม ทำให้เขาตัดสินใจซื้อที่ดินแปลงเล็กๆ แห่งนี้ โดยเริ่มต้นเลี้ยงวัวนมเพียงจำนวนไม่เกินนิ้วนับ เพื่อจะนำผลผลิตเพียงแค่วันละ 10 ลิตร วางจำหน่ายที่หน้าฟาร์ม

พิเศษตรงตัวผลิตภัณฑ์ของ 'แดรี่โฮม' ที่ต่างจากแดรี่โปรดักที่มีในท้องตลาด เพราะฟาร์มแห่งนี้เป็นเกษตรกรรมอินทรีย์ หรือที่เรียกกันว่า organic

"ตอนนั้นเริ่มมีกระแส 'เอฟทีเอ' (ข้อตกลงเขตการค้าเสรี) โดยเฉพาะกับประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะทั้งสองประเทศมีอุตสาหกรรมนมขนาดใหญ่ ทำมานาน จึงมีต้นทุนต่ำ จำหน่ายในราคาถูก ทำให้เราเริ่มคิดถึงความอยู่รอดสำหรับการทำฟาร์มโคนม" แน่นอน ว่าเป็นความยากลำบากสำหรับรายเล็กในประเทศนี้ ที่ธุรกิจนมมีแต่รายใหญ่ ซึ่งใหญ่จริงๆ จนแทบไม่มีที่ยืนสำหรับรายย่อย

คำตอบสุดท้ายของ 'แดรี่โฮม' คือการทำฟาร์มออร์แกนิก ทั้งนี้ ก็ด้วยกระแสรักสุขภาพและห่วงใยสิ่งแวดล้อมที่เริ่มก่อตัวในขณะนั้น ซึ่งทั้งสองประเมินว่าการเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้น่าจะไม่โดดเดี่ยว

'พฤฒิ' ขยายความคำว่า 'ออร์แกนิก' สำหรับกิจการโคนมว่า คือการเลี้ยงวัวตามธรรมชาติ กุญแจดอกสำคัญอยู่ที่อาหาร ซึ่งมีผลโดยตรงต่อผลผลิตน้ำนม และนั่นจึงเป็นเหตุผลของการใช้อาหารเร่ง รวมทั้งการใช้ยาปฏิชีวนะ

"โดยทั่วไป วัวจะกินอาหารในฟาร์ม 50% ซื้ออาหารเสริม อาหารเร่งอีก 50% ซึ่งจะทำให้วัวให้น้ำนมมากขึ้น แต่เต้านมวัวมีพื้นที่จำกัด ใส่นมได้เต็มที่ 20 ลิตร เมื่อเจออัดอาหารมากๆ กินมาก ร่างกายก็สร้างน้ำนมมากจนล้น capacity นมก็จะคัดและเล็ดลอดออกมาก่อนเวลารีดนม ไหลออกมาแล้วก็ปนกับขี้ดินขี้โคลน แล้วก็อาจจะไหลย้อนกลับเข้าไป เป็นเหตุให้เกิดโรคเต้านมอักเสบ ซึ่งเป็นกันทุกฟาร์ม แล้วก็แก้กันโดยการให้วัวกิน anti-biotic"

พฤฒิ บอกว่า วัวก็ไม่ต่างจากคน ชีวิตที่มีสุขภาพดี ย่อมไม่ต้องการยารักษาโรค แต่ถ้าป่วยบ่อย กินยาเป็นประจำย่อมเป็นสิ่งผิดปกติ แต่การกิน anti-biotic กลับกลายเป็นเรื่องปกติของวงการโคนม ซ้ำผลผลิตที่ได้จากการเร่งรัด แม้แม่วัวจะให้น้ำนมในปริมาณมาก แต่กลับคุณภาพต่ำ คือเจือจาง มีแต่น้ำกับคาร์โบไฮเดรต

จุดแตกต่างของฟาร์มออร์แกนิก คือการให้วัวกินอาหารตามธรรมชาติ โดยหญ้าซึ่งเป็นอาหารหลักก็จะต้องปลอดสารเคมี ด้านดี คือวัวแข็งแรง ให้ผลผลิตน้ำนมที่เข้มข้น เต็มไปด้วยวิตามิน โปรตีน และไขมัน ที่สำคัญรสชาติอร่อยกว่ากันอย่างรู้สึกได้ (จริงๆ)

แต่ด้านที่ด้อย คือผลผลิตที่ลดลงอย่างชัดเจน จากที่เคยผลิตได้วันละ 1 ตัน อาจเหลือแค่ 200-300 กิโลกรัม และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งของราคาจำหน่ายที่สูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาด

ราคาของ 'สิ่งแวดล้อม-สังคม'

วันนี้ 'แดรี่โฮม' ไม่เลี้ยงวัวเอง แต่มีฟาร์มเครือข่ายในพื้นที่ 3-4 แห่ง ที่มีแม่วัวเป็นกำลังผลิตหลักอยู่ราว 1,000 ตัว โดยฟาร์มพันธมิตรล้วนเป็นฟาร์มเก่าแก่ในพื้นที่ ที่คนรุ่นลูกหลานซึ่งมีการศึกษาสูง กลับมาดูแลงานของทางบ้าน ด้วยวัยที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงสิ่งเดิมๆ กับแนวคิดเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม

"การทำเกษตรอินทรีย์ นอกจากจะทำให้วัวมีสุขภาพดี ให้ผลผลิตมีคุณภาพ การไม่ใช้สารเคมียังดีต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีปุ๋ยและยาปนเปื้อนลงในดิน หรือไหลลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งสร้างผลกระทบในวงกว้าง และแก้ไขได้ยาก"

'พฤฒิ' บอกว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นสิ่งที่เกษตรอินทรีย์ต้องแบกรับ และผู้บริโภคต้องช่วยแชร์ เพราะถ้าเทียบกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ซึ่งราคาขายดูเหมือนจะต่ำก็จริง แต่นั่นย่อมหมายถึง 'ต้นทุนแฝง' ที่โยนให้กับเกษตรกร และธรรมชาติ

"สินค้าออร์แกนิกสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เช่น ต้นทุนที่เราเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม เราไม่จัดการให้ดี มีผลกระทบต่อเนื่อง แล้วเราก็กดราคาเกษตรกร ทำไมเราถึงคิดว่าคนทำเกษตรไม่ควรได้ค่าตอบแทนสูง หรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่ากับคนใส่สูทนั่งห้องแอร์ หรือบางทีมีการใช้ส่วนผสมคุณภาพต่ำ นั่นเป็นการเบียดเบียนผูบริโภค"

'พฤฒิ' บอกว่า นี่คือความยุติธรรม ของการผลิตแบบออร์แกนิก

'แดรี่โฮม' ยังดูแลสิ่งแวดล้อมครบวงจร โดยมีโครงการ Zero ทำขยะให้เป็นศูนย์ โดยการแยกขยะ ที่สามารถรีไซเคิลได้ ให้พนักงานเอาไปขายเป็นรายได้เสริม ขยะอาหารนำไปเลี้ยงสัตว์ เหลือขยะที่ต้องทิ้งจริงแค่นิดเดียว น่าสนใจอีกตรง การสร้างโรงงานไบโอดีเซลขนาดเล็ก เพื่อนำน้ำมันทอดอาหารเป็นวัตถุดิบ สามารถผลิตน้ำมันดีเซลเติมรถปิกอัพที่ส่งนม

ธุรกิจโตแบบ 'ออร์แกนิก'
จากวันแรกที่ตั้งตู้ขายนมสดวันละ 10 ลิตร วันนี้ 'แดรี่โฮม' ผลิตนมสดเพื่อจำหน่าย 1 ตันต่อวัน ยังไม่นับผลิตภัณฑ์จากนมอื่น อาทิ โยเกิร์ต ไอศครีม 12 รส (เก๋ๆ เช่น วอดก้า-มะนาว เชอรี่บรั่นดี ไอศครีมรสช็อกโกแล็ต ที่ใส่โกโก้อย่าง 'บ้าคลั่ง' ไอศครีมรสกล้วยหอม-ชีส ที่มีชีสเป็นชิ้นๆ อร่อยกันเต็มๆ คำ) รวมถึงเนย ขนมปัง น้ำสลัด ฯลฯ

ด้านการตลาด 'แดรี่โฮม' ขยายกิจการจากการขายหน้าร้าน เป็นเพื่อนฝูงช่วยหิ้วไปขาย มาจนขับรถส่งด้วยตัวเอง มีเริ่มมีเอเย่นต์มารับ แต่ตลอดมา ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดถูกกระจายตรงถึงบ้านเรือนผู้บริโภค โดยไม่ผ่านหน้าร้าน

เพิ่งมาในช่วง 2-3 ปีนี้เอง ที่เราได้เห็นผลิตภัณฑ์นมแบรนด์ 'แดรี่โฮม' ปรากฏโฉมในตู้แช่ที่ร้านเลมอนฟาร์ม ฟูดแลนด์ วิลลา ซุปเปอร์มาร์เก็ต และล่าสุด ท็อป ซุปเปอร์มาเก็ต เพียงไม่กี่สาขา จากการขนส่งโดยรถปิกอัพตู้เย็น 3 คันของที่นี่

การเติบโตของ 'แดรี่โฮม' ในช่วงเกือบ 10 ปี น่าจะเป็นข้อพิสูจน์สำหรับการขยายตัวของกลุ่มผู้บริโภคที่หันมาดูแลสุขภาพและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญพร้อมจะจ่าย 'แพงกว่า' สำหรับสินค้าเกรดพรีเมี่ยม และส่งผลให้ผู้ขายต้องดิ้นรนหาผลิตภัณฑ์คุณภาพนี้เพื่อสนองความต้องการของยุคสมัย แม้กลุ่มดังกล่าวจะไม่แชร์สัดส่วนของตลาด 'แมส' ได้มากนัก แต่นี่อาจเป็นการเริ่มต้นสำหรับสังคมไทย ที่ตลาดผลิตภัณฑ์สีเขียวขยายตัวไม่ต่างจากประเทศพัฒนา

'พฤฒิ' และ 'พรธิดา' พูดตรงกันว่า เขาไม่มุ่งที่ความเร็วของการขยายตัว แต่เน้นการตลาดที่เติบโตตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับแม่วัวออร์แกนิก

"เครื่องจักรเราผลิตได้อีก แต่แม่วัวผลิตเพิ่มได้อีกนิดหน่อย ซึ่งถ้าตามธรรมชาติ ทุกปีวัวจะให้ผลผลิตเพิ่ม 15% จากวัวรุ่นใหม่ๆ เราก็อยากให้ธุรกิจของเราโตไปตามนั้น ตอนนี้ทำตามออร์เดอร์ ไม่สั่งก็ไม่ทำ ไม่อยากให้ของเหลือต้องขนกลับ ก็มีเหมือนกันลูกค้าที่ติดต่อเข้ามา แต่เห็นเขาวอลลุ่มสูง เราก็ไม่กล้ารับ" พฤฒิ เผยแนวทางทำธุรกิจแบบออร์แกนิก

ขณะที่ 'พรธิดา' เน้นว่า เธอให้ความสำคัญกับ 'ความสุข' และ 'ความเป็นธรรม' แก่ทุกฝ่าย

สำหรับเกษตรกร และฝูงวัว ที่จะมีความสุขอยู่กับธรรมชาติ ได้รับผลตอบแทนที่ยุติธรรม

สำหรับตัวเอง ที่ครอบครัว และพนักงาน มีคุณภาพชีวิต มีสวัสดิการที่ดี

สำหรับผู้ซื้อ ที่จะได้รับสินค้าคุณภาพ ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป

'แดรี่โฮม' จึงเป็นอีกบทพิสูจน์ของการ 'อยู่ได้' สำหรับรายเล็กที่มีความต่าง และประเด็นหลักอยู่ที่ การให้ความสำคัญกับ 'ความสุข' ยิ่งกว่าการเติบโตทางธุรกิจ

โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net