วันที่ พุธ มกราคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความสุขปีใหม่เริ่มจากในใจของเราทุกคน


วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2550

          วันแรกของปีใหม่ ขอส่งความสุขมายังท่านผู้อ่านคอลัมน์นี้ที่เป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่ถกแถลงทางความคิดในประเด็นเรื่องราวของบ้านเมืองอย่างคึกคัก เปิดกว้างและสร้างสรรค์มาตลอดเวลามากมายหลายปี
 เพราะปี 2550 นี้จะเป็นปีแห่งการท้าทายความคิดความอ่านของคนไทยทั้งชาติอีกปีหนึ่ง จึงเสนอให้เริ่มต้นปี "หมู" นี้ด้วยความสงบ สว่าง ปลอดโปร่งโล่งสบายเพื่อจะได้ช่วยกันคิดช่วยกันอ่านช่วยกันวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองของเรามากที่สุด
          คอลัมน์แรกของปีใหม่นี้จึงจะไม่เริ่มด้วยความคิดเห็นที่แปลกแยก จะไม่วิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองจากแง่มุมยั่วให้คิดและแย้งให้โต้เพื่อให้แสวงหาทางออกของบ้านเมืองด้วยกันอย่างเปิดกว้างและรอบด้าน
           แต่วันนี้จะขอมอบ "ความสุขที่เป็นสุดยอด" ในความหมายของศาสนาพุทธตามรอยเท้าของท่านพุทธทาสภิกขุ
           หากผมจะขอมอบ "ความสุขสุดยอดปีใหม่" ให้ท่านผู้อ่านได้ก็คงจะเป็นความสุขที่อาจารย์ท่านเรียกว่า "สุขอย่างอนัตตา" นั่นคือให้คำนึงถึง "ตัวกูของกู" ให้น้อยลงไป ความสุขก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น
          อาจารย์บอกว่าเมื่อ "อัตตา" หรือ "ตัวกู" อ่อนกำลังลงไปเท่าไร ก็แปลว่าเราฉลาดขึ้นเท่านั้น เพราะความเห็นแก่ตนถ่ายเดียวก็น้อยลงไปเท่านั้น ความหลงใหลมัวเมาก็เบาบางไปเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการหลงใหลกับเงินหรืออำนาจหรือทรัพย์สินหรือแม้แต่การหลงใหลได้ปลื้มกับสิ่งที่เรียกว่า "ความสำเร็จ" ทางด้านวัตถุชั่วครั้งชั่วคราวก็ตาม เอา "อัตตา" หรือความรู้สึกว่า "กูเก่งกว่าใครเขาหมด" ออกมาจากตัวเองเสีย ภาระชีวิตก็จะน้อยลงทันที และ "ก้อนหินแห่งชีวิต" ก็จะเบาลงในฉับพลันทันที
         "อัตตา" หมดไป อะไรมาแทน? สิ่งที่มาทดแทนคือ "อนัตตา" หรือ "ความไม่มีตน" ก็จะมาชะล้างความไม่รู้ ความโง่เขลาทั้งหลายทั้งปวง
         คำว่า "ไม่มีตน" หรือ "อนัตตา" เข้าใจไม่ยากเลยถ้าหากเราบอกตัวเองบ่อยๆ ว่าเราไม่ใช่เราตัวตนของเราจริงๆ ไม่มี แล้วมีอะไร? สิ่งที่มีจริงๆ นั้นคือ "สิ่งที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย" หรือที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า "เป็นไปตามเรื่อง" ของมันเท่านั้น
                                     ทำไมการมี "อัตตา" จึงทำให้เกิดความทุกข์?
          อธิบายได้ง่ายๆ ว่าเมื่อความสำคัญว่าตัวตนมีอยู่ภายใน ก็เกิดความรู้ว่า "นี้คือเรา นั่นคือเขา" (หรืออย่างที่อาจารย์พูดให้ชาวบ้านอย่างเราฟังเข้าใจง่ายๆ ว่า "นี่ตัวกู นั่นตัวมึง")
           เมื่อเกิดตัวกู กับตัวมึงแล้ว ก็จะเกิดคู่เปรียบ..มีฝ่ายดีเป็นคู่สำหรับรักใคร่หึงหวง ฝ่ายร้ายก็เป็นคู่สำหรับการแข่งขัน แย่งชิงทำลายล้าง
        ท่านพุทธทาสเคยอธิบายว่า "ถ้าความโง่เขลา (อวิชชา) มีมาก ก็มีความรู้สึกได้แม้ในสิ่งอันหาชีวิตวิญญาณมิได้ เช่นเด็กๆ เล็กๆ คิดว่าตุ๊กตาก็เป็นคนเหมือนกับตนเหมือนกัน และเด็กอีกคนหนึ่งหยุดร้องไห้ เมื่อพี่เลี้ยงตีเสาเป็นการลงโทษเพราะทำให้เด็กเจ็บ (โดยเด็กไปโดนเข้าเอง) ดังนี้เป็นต้น...นี่คือบ่อเกิดของการเห็นแก่ตน"
         แต่ถ้าเราสามารถทำให้ "อัตตา" หมดไป "อนัตตา" ก็เข้ามาแทน ซึ่งแปลว่า "วิชชา" หรือแสงสว่างเกิดขึ้นถึงที่สุด ก็หมดทุกข์โดยประการทั้งปวง
         เพราะอะไรหรือ? เพราะเมื่อเข้าใจ "ความไม่มีตัวกู ของกู" แล้ว เราก็จะเห็นคำตอบอย่างแจ่มแจ้งของปัญหาชีวิต ทุกข้อทุกกระทง เช่นคนเราคืออะไร? เกิดมาทำไม? ชีวิตคืออะไร? จะครองชีวิตหรือทำใจอยู่ต่อบนโลกนี้อย่างไร? เป็นต้น
                   จุดไฟขึ้น ความมืดก็หาย แสงสว่างก็เกิดขึ้นแทน
         บอกตัวเองง่ายๆ อย่างที่ท่านพุทธทาสแนะนำว่าชีวิตแห่ง "อนัตตา" หรือชีวิตที่ปราศจากความรู้สึกว่า "ในโลกนี้มีสภาพที่เป็นตัวตนหรืออัตตา" นั้นย่อมไปคนละสาย หรือมีภาวะตรงกันข้ามกับ "ชีวิตแห่งอัตตา"  ต่างกันเหมือนความสว่างกับความมืด
        บอกตัวเองว่า "แต่ก่อนนี้เคยมีลมหายใจอยู่ด้วยความอยากในสิ่งที่ตนชอบ...แต่เดี๋ยวนี้มีลมหายใจอยู่ด้วยความเป็นอิสระ ไม่มีสิ่งที่ตนอยาก"
        สิ่งที่ตนเคยอยากกลับกลายเป็นสิ่งที่จะได้มาหรือไม่ได้ก็เท่ากัน เป็นหรือตายเท่ากัน ไม่มีอะไรเกิดไม่มีอะไรตาย มีแต่สิ่งที่หมุนกลิ้งไปตามเรื่องของมันด้วยกันทั้งนั้น
         ท้ายที่สุด ชีวิตแห่ง "อนัตตา" หรือชีวิตที่นำออกเสียได้ซึ่งความสำคัญว่า "ตนมีตนเป็น" ซึ่งเป็นการตัดราก เหง้าของความทุกข์ ความชั่วร้ายทุกประการแห่งชีวิตเสียได้นั้นย่อมปลอดโปร่งจากความทุกข์
         ทั้งความทุกข์ที่เป็นสัญชาตญาณและที่คนเราก่อสร้างกันขึ้นเพื่อปรนปรือตัณหาทั้งหลายทั้งปวงแล
 นี่คือของขวัญทางใจที่ส่งมอบ"ความสุขปีใหม่"จากผมวันนี้ครับ

โดย กาแฟดำ

 

กลับไปที่ www.oknation.net