วันที่ อังคาร ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“ยุทธนาวีเกาะช้าง” เมื่อวันดอกประดู่ตกพรู ชวนเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากการ์ตูน


        นับแต่เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) โดยเริ่มต้นจากกรณี "พระยอดเมืองขวาง" และ "กรณีเรือรบฝรั่งเศส 2 ลำฝ่าเข้ามาถึงพระนคร" เป็นต้นมา รัฐบาลสยามต้องเผชิญกับการบีบบังคับจากประเทศฝรั่งเศสอย่างรุนแรง ทั้งให้ประเทศสยามต้องชำระค่าปฏิกรรมสงครามและต้องสละดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงทั้งหมดให้แก่ฝรั่งเศส มิฉะนั้นจะยกกองทัพเรือเข้ามาปิดชายฝั่งทะเลของกรุงสยามทั้งหมด จนเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความโทมนัสในพระราชหฤทัยอย่างรุนแรงจนถึงขั้นประชวรหนัก และเกือบจะถึงกับ "สิ้นรัชกาล" เลยทีเดียว ดูเรื่องราวอันเจ็บปวดนี้ได้ใน Blog ปิยมหาราชารำลึก

http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/10/23/entry-1 นะครับ

. 

       ลัทธิล่าอาณานิคม โดยประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสในยุคนั้น ได้นำมาสู่ความสูญเสียแผ่นดินและเอกราชในหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงแผ่นดินของประเทศสยามนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา เราต้องสูญเสียดินแดนในพระราชอาณาจักรโบราณไปอย่างมากมาย

.

       ผมเรียนรู้เรื่องราวในประวัติศาสตร์แห่งความเจ็บปวดนี้ มาตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็นเด็กครับ โดยเฉพาะเรื่องราว "วีรกรรม" ของบรรพบุรุษไทยในแต่ละยุคแต่ยุคแต่ละสมัย แต่ที่ดูจะประทับใจมากที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องราวของ พระยอดเมืองขวาง และ วีรกรรมดอกประดู่ ยุทธนาวีเกาะช้าง ซึ่งทั้งสองเรื่องถือเป็นหนังสือประวัติศาสตร์เล่มแรก ๆ ของผม

       แต่หนังสือประวัติศาสตร์ที่กล่าวมานั้น เป็น "หนังสือการ์ตูน" นะครับ เป็นหนังสือการ์ตูนประวัติศาสตร์ที่ผมมีความภาคภูมิใจมาก เพราะนอกจากจะเป็นหนังสือการ์ตูนที่ผมเก็บมายาวนานกว่า 20 ปี (พิมพ์ครั้งแรกปี 2514 ของผมพิมพ์ครั้งที่ 3) แล้ว เรื่องราวภาพเขียนในหนังสือยังเป็นภาพจินตนาการหรือภาพเสมือนจริง(Imagine) ของการต่อสู้ที่ผู้คนชาวสยามหรือชาวไทยในอดีตได้อุทิศชีวิตของตน สละเลือดเนื้อเข้าปกป้องผืนแผ่นดินไว้ เป็นประวัติศาสตร์ที่ผมไม่เคยมีข้อกังขาหรือสงสัยใน "วีรกรรม" ของพวกเขาเหล่านั้น ว่า "เคยเกิดขึ้นจริงหรือ"  "ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง" "ไม่ใช้วรรณกรรมแต่งใหม่" "ไม่ใช่ประวัติศาสตร์รับใช้ชาตินิยม" ที่มักจะตั้งโจทย์ไว้ในใจทุกครั้ง ที่มีโอกาสเรียนรู้หรือศึกษาเรื่องราวน่าเบื่อทั้งหลาย ที่มักจะชอบยกยอวีรกรรม สร้างวีรบุรุษและวีรสตรี  บางทีก็ไปจับแพะมาผสมกับแกะและฮิปโปเตมัส หรือก็ลืมตัวกันไปว่า ประวัติศาสตร์เรื่องที่เพิ่งเล่ากันมานั้น เพิ่งแต่งใหม่มาเมื่อไม่นานนี้เอง ...เพราะผู้เล่าเองก็ยังไม่รู้เลย !!!

.

        "วีรกรรม" หลากหลายในหน้าประวัติศาสตร์ หลายคนคงจำได้เพียงแค่ปีพ.ศ. ที่เกิดเรื่อง หลายคนจดจำได้เฉพาะเนื้อหาเปลือก ๆ หลายคนอาจจำไม่ได้และหลงลืมมันไปแล้ว วันนี้ผมจึงมีความตั้งใจ ที่จะนำเรื่องราวของ วีรกรรมดอกประดู่ ประวัติศาสตร์จากภาพในการ์ตูน มาเล่าสู่กันฟัง โดยหวังเพียงว่า เรื่องราวภาพรายละเอียดของวีรกรรมที่เกิดขึ้นจริงนี้ จะไม่สูญหายไปตามกาลเวลา ทุกคนจะได้ช่วยกันจดจำว่า เรื่องราวของทหารเรือไทย "ลูกประดู่" ที่อุทิศชีวิตเพื่อปกป้องมาตุภูมิ ฝากไว้ในหัวใจและความระลึกจดจำของท่าน ดังเช่นความทรงจำและความภาคภูมิใจที่ผมมีมาตลอดชีวิต

.

.

         การเขียน Blog ใน Entry นี้ผมถือเป็น "เกียรติยศ" อีกครั้งของชีวิต ที่จะได้มีโอกาสเล่าถึงวีรกรรมของพวกเขา เหล่าวีรบุรุษยุทธนาวีเกาะช้าง ผ่านภาพเขียนการ์ตูนที่ผมคุ้นเคยมานาน และมันกำลังจะกลายเป็นความรู้และความคุ้นเคยของท่านเช่นกัน...นับแต่นี้ไป

.

      ร่วมจดจำกันว่า เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2484 คือวันที่ ....ดอกประดู่ซึ่งเคยเหลืองสะพรั่งอยู่เต็มต้องสละต้นจมลงสู่มหาสมุทรเสียหลายชีวิต หล่นเหลืองลงพลีพระสมุทรเพื่อความอยู่รอดของชาติไทย...

.

.

         เหตุเริ่มต้นจาก กรณีพิพาทระหว่างไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส ตั้งแต่ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2483)  เมื่อรัฐบาลไทยเริ่มเจรจาเรียกร้องดินแดนสยามที่เสียไปครั้ง ร.ศ. 112 คืนจากฝรั่งเศสที่กำลังเพลี่ยงพล้ำสงครามในยุโรป ซึ่งนั้นก็คือสัญญาณเริ่มต้นของความขัดแย้งครั้งใหม่ ที่นำไปสู่ปฏิบัติการทางทหารและสงครามของสองประเทศอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เราไม่ได้ "อ่อนแอ" เหมือนก่อนอย่างแน่นอน

.

         ฝรั่งเศสส่งกองทหารผสมญวน เขมร เข้าตรึงกำลังตลอดแนวฝั่งแม่น้ำโขงในทันที ในขณะที่กองทัพไทยก็ได้จัดกำลังพลทั้งทางบก ทางเรือและทางอากาศอย่างพร้อมสรรพ ในสภาพการณ์ที่เป็นไปได้

           และเมื่อฝรั่งเศสส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดเข้าโจมตีจังหวัดนครพนม นั่นก็หมายความว่า สงครามอินโดจีนได้เปิดฉากขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการแล้ว !!!

.

       กองทัพไทยจึงต้องเตรียมพร้อม โดยเฉพาะกองทัพเรือ ที่จะต้องคอยระวังรักษาน่านน้ำฝั่งทะเลตะวันออก อันเป็นแนวชายแดนสำคัญทางทะเล ที่ในอดีตฝรั่งเศสเคยเอาเรือรบล่วงเข้ามาถึงพระนครได้ แต่จะไม่มีครั้งที่สองอีกแล้ว

.

        วันที่ 16 มกราคม 2484 น.ท.หลวงพร้อมวีรพันธุ์ ได้รับคำสั่งให้นำเรือรบ 6 ลำออกลาดตระเวนบริเวณเกาะช้างและเกาะกูดอย่างเช่นเคยปฏิบัติ แต่ครั้งนี้กำชับว่าให้อยู่ในสถานการณ์ "พร้อมรบเต็มอัตรา"

.

         6.00 น. ของวันที่ 17 มกราคม 2484 เครื่องบินฝรั่งเศสลำหนึ่งก็บินล่วงล้ำน่านฟ้าเข้ามา มีเป้าหมายโจมตีอาคารบนเกาะช้าง แต่ก็พลาดเป้าหมายไปมาก

.

         เรือตอร์ปิโด 2 ลำของไทย คือ ร.ล. สงขลา มี น.ต. ชั้น สิงหชาญ เป็นผู้บังคับการเรือ และ เรือรบหลวง ร.ล. ชลบุรี มี ร.อ.ประทิน ไชยปัญญา เป็นผู้บังคับการเรือ ที่กำลังลาดตระเวนอยู่ทางใต้ของเกาะช้าง จึงยิงปืนต่อสู้อากาศยานบนดาดฟ้าเข้าใส่ ทำให้เครื่องบินฝรั่งเศสเกิดไฟลุกท่วมลำไปตกลงที่เกาะหวาย ....ยุทธนาวีกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว !!!

.

.

.

        เครื่องบินเป็นเพียงการชี้เป้าหมายทางทหาร ทันใดนั้น กองเรือรบฝรั่งเศส  9 ลำ สังกัดกองเรือเฉพาะกิจที่  7  ก็แล่นฝ่าหมอกและความมืดในยามเช้าเข้ามาทางใต้  มีเรือลาดตระเวนเบา "ลามอตต์ปิเกต์" (Lamotte Picquet)  ระวางขับน้ำ 9,350 ตัน ติดปืน 6.1 นิ้ว 8 กระบอก 3 นิ้ว 4 กระบอก ตอร์ปิโด 12 ท่อ เป็นเรือธง  เรือสลุป 2 ลำ เรือดูมองต์ ดูร์วิลล์ (Dumont d'Urville) เรืออามิราล ชาร์เนร์ (Amiral Charner) เรือปืน 4 ลำ เรือมาร์น (Marne) เรือตาอูร์ (Tahure)  เรือสินค้าขนาดใหญ่ติดอาวุธ 1 ลำ สำหรับนำร่อง และเรือดำน้ำ 1 ลำ มี น.อ.เบรังเยร์ เป็นผู้บังคับการกองเรือ

.

.

       เมื่อมาถึงก็ไม่รอท่า เรือธงลามอตต์ปิเกต์ เปิดฉากระดมยิงปืนใหญ่เรือเข้าใส่อาคารบนเกาะง่ามในทันทีที่มาถึง เรือรบหลวงชลบุรีและสงขลาที่จอดคอยท่าอยู่ในท่ามกลางหมอกเช้าเป็นอำพรางธรรมชาติ จึงยิงตอบโต้สวนกลับทันที ซึ่งก็สามารถเบี่ยงเบนให้เรือธงฝรั่งเศสหันปากกระบอกปืนมาทางเรือรบหลวงของไทย

.

.

       ไม่ทันไร เรือปืนและเรือสลุปอีก 7 ลำก็เข้ามาผสมโรง จากอีกทางหนึ่ง เข้าโจมเรือตอร์ปิโดของฝ่ายไทยในทันที สถานการณ์ในตอนนี้เป็น  2 ต่อ 7 เสียเปรียบกำลังรบกว่า 10 เท่า แต่ไม่เสียกำลังใจ !!!   

.

.

        เรือรบหลวงทั้งสองลำจึงแยกกันรบ ร.ล. สงขลา ระวางขับน้ำ 470 ตัน ขอต่อกรกับเจ้ายักษ์ลามอตต์ปิเกต์ตัวต่อตัว ร.ล.ชลบุรี แยกไปสกัดเรือปืนและเรือสลุป อีก 6 ลำ

.

. 

        ร.ล. สงขลา ยิงปืนใหญ่เรือ 3 นิ้ว ที่มีอยู่เพียงสามกระบอกเข้าใส่เรือธงลามอตต์ปิเกต์ ซึ่งก็สร้างความเสียหายให้กับเรือธงของฝรั่งเศสในทันทีที่ปะทะกัน

.

       เมื่อเห็นลูกกระสุนเข้าเป้าเช่นนั้น ต้นหนปืน ร.อ.นัย นพคุณ ให้ฮึกเหิม จึงสั่งการต่อเนื่องในทันทีทันใด ทหาร....ยิงเร็ว! ซ้ำเข้าเป้าหมายเดิม จมมันให้ได้

.

.

     ส่วน ร.ล. ชลบุรี ก็เป็นฝ่ายล่อเป้ามากกว่า เพราะต้องรบกับเรือที่ใหญ่กว่าอีก 6 ลำ ด้วยปืนใหญ่เรือ 3 นิ้ว เพียงสามกระบอกของเรือ แต่ใจนั้นกล้าแกร่งยิ่งนัก พาให้ลูกกระสุนของฝ่ายไทย 2 – 3 นัดได้สำแดงฤทธิ์เดชทะลวงเรือสลุปลำหน้าระเบิดดังก้องทั่วท้องทะเล เกิดควันไฟลุกท่วม เรือลำหน้าจึงจำต้องฉากหนีออกไปก่อน เปิดทางให้เรือปืนเข้ามาแทนที่ ซึ่งก็ระดมยิงคุ้มกันอย่างถี่ยิบ โชคดีที่ ร.ล.ชลบุรียังอยู่ในเขตหมอกหนา อากาศยังคงขมุกขมัวเป็นใจอยู่มาก

.

.

        ร.ล.ชลบุรี อาศัยความได้เปรียบทางภูมิประเทศและสภาพอากาศ เข้าโจมตีเรือปืนที่เข้ามาใหม่ จนเกิดระเบิดดังกัมปนาทส่งประกายและควันไฟไปทั่ว เรือรบฝรั่งเศสอีก 2 ลำจึงเข้ามาช่วยเหลืออีกครั้ง ประมาทไปหน่อยมั้งฝรั่งเศส !!!

.

.

      ซ้ำเลย...... ยิงซ้ำเลย.....อย่าให้พวกมันตั้งตัวติด ร.ล. สีมา หงสกุล ต้นปืนสั่งยิงซ้ำ ใส่เรือที่กำลังระส่ำระสายไม่เป็นขบวนเบื้องหน้า

.

.

        เมื่อระยะเวลาการปะทะกันเริ่มยาวนานขึ้น หมอกในยามเช้าก็เริ่มหายไปจนหมด เรือรบหลวงฝ่ายไทยจึงเริ่มเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และทันทีทันใด ร.ล.สงขลา ก็ถูกกระสุนเรือลามอตต์ปิเกต์สวนกลับมาเข้าที่ท้ายเรือ ลูกประดู่ประจำปืนท้ายเรือล้มลงขาดใจตายในทันที !!!

.

       ตายก็คือตาย เห็นเพื่อนตายก็ยิ่งเพิ่มความบ้าเลือด มิได้เสียกำลังใจ เมื่อพลยิงปืนตาย พลลำเลียงกระสุนก็เข้ามายิงแทน และพร้อมที่จะตายตาม !!!

.

.

       เทพีแห่งโชคคงไม่เข้าข้างฝ่ายไทยแล้ว เมื่อ ร.ล.สงขลา ถูกกระหน่ำยิงเข้าจุดสำคัญหลายแห่ง ไฟไหม้พลุ่งขึ้นไปทั่วเรือ แต่เสียงปืนของฝ่ายไทยก็ยังคงตอบโต้ต่อผู้รุกรานไม่ได้หยุดหย่อน

.

      ร.ล.ชลบุรี ก็ประสบสถานการณ์ที่ย่ำแย่เช่นกัน เรือข้าศึกสามารถเล็งเป้าหมายได้อย่างชัดเจนในตอนสาย สะพานเดินเรือระเบิด ยอดเสาเรือหักลงมาทับขาทั้งสองข้างทหารเรือผู้หนึ่งขาดกระเด็น สู้ต่อไป ไม่ต้องห่วงผม.....  

.

.

        ร.ล.ทั้งสองถูกกระสุนเข้าที่สำคัญหลายต่อหลายแห่ง ทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บมากขึ้น แต่ก็ไม่มีเสียงบ่นหรือครวญครางให้ได้ยิน มีแต่เสียงปืนที่ยิงตอบโต้โดยไม่ยอมหยุดเท่านั้น

.

       ในที่สุด ร.ล. สงขลา ก็ไปไม่รอดและกำลังจะจมลง ผู้บังคับบัญชาเรือจึงสั่งการให้สละเรือเมื่อเวลา 6.45 น.

.

.

       การสละเรือเป็นไปอย่างฉุกละหุก เรือบดมีไม่มากพอ หลายคนจึงต้องว่ายน้ำเข้าฝั่งเอง แต่แทนที่ข้าศึกจะเข้าช่วยเหลือจับกุมเป็นเชลยตามประเพณีการสงคราม กลับนำเรือเข้ามาใกล้และใช้ปืนกลเล็กกราดยิงลูกประดู่ที่ลอยคออยู่ตามหลังเรือบด หลายคนจึงตัดสินใจกระโดดลงน้ำและว่ายหนีเข้าฝั่ง

.

.

       ร.ล.ชลบุรี ก็เช่นกัน กระสุนเข้าทำลายคลังน้ำมันของเรือจนระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงและกำลังจะจมลง ผู้บังคับบัญชาเรือจึงสั่งการให้สละเรือ ซึ่งก็โชคดีที่เรืออยู่ใกล้ฝั่งเกาะช้าง เหล่าทหารเรือจึงสามารถว่ายน้ำหนีรอดวิถีกระสุนข้าศึกที่ตามยิงขึ้นมาสู่ฝั่งได้เกือบทั้งหมด

.

        ในขณะที่เกิดการปะทะกันในช่วงแรก เรือรบหลวงธนบุรี เรือรบหลวงหนองสาหร่าย เรือรบหลวงเทียวอุทก จอดเรือรักษาการณ์ทางฝั่งตะวันออกของเกาะช้าง ด้านแหลมงอบ ได้ยินเสียงปืนปะทะกันใหญ่ น.ท.หลวงพร้อมวีรพันธุ์ ผู้บังคับบัญชากองเรือราชนาวีไทยฝั่งตะวันออก จึงสั่งการให้ทุกคนเตรียมพร้อมรบ และเร่งออกเรือไปช่วยเหลือ พร้อมส่งวิทยุโทรเลขแจ้งข่าวการปะทะกันกับกองเรือรบฝรั่งเศสยังกองทัพเรือเป็นการด่วน

.

.

        ร.ล.ธนบุรี เป็นเรือปืนระวางขับ 2,200 ตัน ติดปืน 8 นิ้ว 4 กระบอก,3 นิ้ว 4 กระบอก ทหารประจำเรือ 227 นาย เริ่มออกเรือเมื่อเวลา 6.20 น.

.

       แต่เรือธงลามอตต์ปิเก้ ก็ได้แล่นฝ่าเข้ามาทางเกาะไม้ซี้ใหญ่ และโผล่มาประจันหน้ากับ ร.ล. ธนบุรีในทันที

.

.

       น.ท.หลวงพร้อมวีรพันธุ์ ได้สั่งการให้ เรือรบหลวงหนองสาหร่าย เรือรบหลวงเทียวอุทก ซึ่งเป็นเรือลาดตระเวนขนาดเล็กหลบขึ้นเหนือไปทางเกาะช้าง เพราะไม่ใช่คู่ต่อกรกับเจ้ายักษ์ใหญ่ เรือธงลามอตต์ปิเกต์ใช้เวลาเตรียมตัวกว่า 20 นาที คงเพื่อทำใจและซ่อมแซมเรือ แล้วจึงเริ่มเปิดฉากระดมยิงโจมตี ร.ล.ธนบุรี

.

        ร.ล. ธนบุรี ยิงปืนตอบโต้เข้าเป้าหมายอย่างจัง ระเบิดสองลูกสร้างความเสียหายให้กับเจ้ายักษ์ลามอตต์ปิเกต์เป็นอย่างมาก ซึ่งเรือธงรบก็ตอบโต้ด้วยตอร์ปิโดใต้น้ำ แต่ก็พลาดเป้าไปอย่างเฉียดฉิว

.

.

        แต่ก็เหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง กระสุนนัดหนึ่งของศัตรูเจาะทะลวงเข้ามาระเบิดตูมขึ้นที่สะพานท้ายเรือ อำนาจของแรงระเบิดลามเข้าไปในหอบังคับการ ผู้บังคับบัญชาเรือและจ่าถือท้ายเรือถูกระเบิดเสียชีวิตลงในทันที !!!

.

.

       น.ต. อัฒนา พัฒนพิบูลย์ แพทย์ประจำเรือก็เข้าไปพยายามช่วยเหลือ แต่ก็ถูกสะเก็ดระเบิดที่ตามมาเสียชีวิต ดอกประดู่กำลังร่วงโรยตกลงพรูเช่นเดียวกับทหารเรือท่านอื่น ๆ ก่อนหน้า !!!  

.

.

       โชคไม่เข้าข้างฝ่ายไทย อำนาจระเบิดทำให้เครื่องถือท้ายขัดข้อง เรือเสียทรงตัวหมุนเป็นวงกว้างไปมากลางทะเล สถานการณ์เช่นนี้ เป็นเพียงได้แค่เป้าล่อปืนฝรั่งเศสเท่านั้น !!!

.

.

        เราต้องรีบซ่อม นี่จ่า ....ไปเอาเครื่องอะไหล่เข้าแก้ไขโดยด่วน ต้นหน ผู้บัญชาการจำเป็นออกคำสั่ง แต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมทิศทางของเรือได้

.

.

       ไม่ทันได้ทำใจ เรือปืนและเรือสลุปอีกสามลำ ที่กระหนาบ ร.ล.สงขลาและ ร.ล.ชลบุรีจนสาแก่ใจแล้ว ก็ตามมาสบทบสลับฉาก ในขณะที่เรือธงลามอตต์ปิเกต์ก็ฉากออกไปหลบหลังเกาะง่ามใหญ่เพื่อเลียแผล

.

.

       สู้มันไม่ต้องถอย  ถึงผู้บัญคับบัญชาจะสละชีพไปแล้วแต่คำสั่งของท่านยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของลูกประดู่ทุกนาย !!! 

.

. 

         และแล้วเจ้ายักษ์ลามอตต์ปิเกต์ก็ดูกระปี้กระเป่าวนกลับมา ซัลโวอาวุธเข้าใส่ ร.ล. ธนบุรี แบบไม่ยั้งอีกคำรบหนึ่ง แต่คราวนี้หนักหนายิ่งกว่าเดิม เมื่อหลายจุดของเรือถูกกระสุนเข้าอย่างจัง กระสุนนัดหนึ่งเจาะทะลวงเข้าในห้องส่งกระสุนท้ายป้อม แต่ก็เหมือนดังปาฏิหาริย์ กระสุนที่เจาะเข้าไปในคลังกระสุนท้ายเรือนั้นด้าน สำแดงเดชเพียงแต่ตัดแขนพลลำเลียงกระสุนผู้เคราะห์ร้ายขาดกระเด็น !!!

.

.

       และแล้ว กระสุนของข้าศึกก็เปลี่ยนแปลงไป จากลูกระเบิดธรรมดาของสงคราม กลายเป็นกระสุนเพลิงและกระสุนก๊าซพิษ !!!

.

.

       กระสุนทั้งสองมีประสิทธิภาพสูงในสงครามสกปรก กระสุนก๊าซพิษทำให้แสบตา หายใจติดขัดและหมดแรง ในขณะที่กระสุนเพลิงก็จะเป็นเพลิงกระจายไปทั่วเมื่อระเบิดขึ้น และลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว ร.ล.ธนบุรีถูกกระหน่ำด้วยกระสุนทั้งสองแบบอย่างไม่ยั้ง ควันไฟผสมก๊าซพิษกระจายคละคลุ้งไปทั่วลำเรือ ได้ยินแต่ดังขรม ทหารบางนายถูกกระสุนเพลิงเข้าที่หลัง ไฟคลอกเนื้อตัวไหม้เกรียม !!!

.

.

        แต่ชาวประดู่ก็ช่างทรหดนัก แทบไม่มีเสียงครวญครางให้ได้ยิน ต่างกุลีกุจอช่วยกันดับไฟทั้ง ๆ ที่ได้รับบาดเจ็บ เสียงปืนเรือก็ยังคำรามต่อสู้กรกับมหาอำนาจไม่หยุดหย่อน !!!

.

.

        จนเมื่อเวลา 7.40 น. ก็ปรากฏเครื่องบินฝรั่งเศสอีกลำหนึ่ง ปักหัวเข้ามาทิ้งระเบิดใส่ลงห้องครัวพอดี ทหารเรือเสียชีวิตลงทันที 3 นาย หลายนายก็บาดเจ็บสาหัส

.

.

       สู้ต่อไป .....เรายังไม่จม เรายังไม่แพ้ ลูกประดู่ทุกนาย ทุกคนยังคงกัดฟันสู้ รวบรวมกำลังยิงปืนที่ยังใช้การได้เข้าใส่เป้าหมายให้มากที่สุด ไม่มีสถานการณ์ใดเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว !!!

.

        และทันทีที่กระสุนถูกตรงป้อมท้ายเรือธงลามอตต์ปิเกต์อย่างจัง ห้องคลังกระสุนระเบิดติดต่อกันไม่ขาดสาย เกิดไฟไหม้ควันโขมงเห็นได้ชัด ท้ายเรือยักษ์ทรุดฮวบลงจนท้ายเรือแปล้น้ำ ทหารเรือไทยต่างโห่ร้องด้วยความยินดี เรี่ยวแรงกำลังกายกำลังใจกลับมาอย่างรวดเร็ว วันนี้เราจะล้มยักษ์ให้ได้...

.

.

        ยังไม่ทันได้เห็นเรือจม ฝ่ายฝรั่งเศสคงประเมินแล้วว่า หากปล่อยไว้เรือธงลามอตต์ปิเกต์ก็จะแก้ไขได้ยาก จึงเปิดไซเรนและชักธงพรวน ส่งสัญญาณให้กองเรือรบทั้งหมดถอนกำลัง เรือทั้ง 4 ลำแล่นถอยออกไป โดยมี ร.ล.ธนบุรี ตามไล่ยิงสลุตอำลาไปซักระยะหนึ่ง

.

.

        หยุดยิง หยุดยิง .....พวกมันถอยไปไกลแล้ว ปืนทุกกระบอกได้รับคำสั่งให้หยุดยิงเมื่อเวลา 8.20 น.  ทหารเรือทุกคนต่างเปล่งเสียงแห่งความปิติดีใจ และภาคภูมิใจที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรีชายชาติทหาร ต่างส่งเสียงตะโกน ไชโย.....  ไชโย.... ไชโย.....ดังกึกก้อง !!!

.

.

       แต่เรือรบหลวงธนบุรี ก็อยู่ในสภาพไฟไหม้เสียหายอย่างหนัก ต้นหนเรือ น.ท. ทองอยู่ สว่างเนตร จึงขอให้ ร.ล.ช้างลากจูง ร.ล. ธนบุรีมาเกยตื้นไว้ที่บริเวณแหลมงอบ และในที่สุดก็ตะแคงกราบขวาจมลำเมื่อเวลา 16.40 น.

.

        ความเสียหายที่เกิดขึ้นในวันนั้น ราชนาวีไทยต้องเสียเรือรบทั้งสามลำ ทหารประจำเรือสละชีพ 36 นาย ส่วนฝ่ายฝรั่งเศส เรือธงลามอตต์ปิเกต์ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทหารเรือเสียชีวิตรวม 20 นาย เรือสลุปจมลงนอกชายฝั่งทะเลสองลำ

.

         ความเสียสละและกล้าหาญของลูกประดู่ไทย แม้แต่ศัตรูยังกล่าวคำชื่นชม ประจักษ์พยานสำคัญก็คือวิทยุฝรั่งเศสที่ไซ่ง่อนได้ออกอากาศกระจายเสียง เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2484 ความว่า เราจะลืมเสียมิได้ที่จะสรรเสริญการต่อสู้อย่างทรหดของทหารเรือไทย เราขอน้อมเคารพพวกเขาที่ได้สิ้นชีวิตจากต่อสู้จนถึงที่สุดอย่างสมเกียรติทหารหาญ เพื่อบ้านเกิดเมืองนอนของเขาด้วย

.

        เรือรบหลวง (ร.ล.) ธนบุรี เป็นเรือลำเดียวที่ได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญ เพื่อเชิดชูวีรกรรม เป็นเกียรติประวัติสูงสุดของกองทัพเรือไทย ซึ่งปัจจุบัน ร.ล. ธนบุรีที่จมลงในวันนั้น ได้ถูกกู้นำชิ้นส่วนของป้อมปืนและส่วนหอบังคับการ มาตั้งเป็นอนุสาวรีย์เรือธนบุรี ณ โรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเตือนความทรงจำของคนไทยทั้งชาติและทหารเรือทุกนาย ให้ได้ระลึกถึง วีรกรรมที่เกิดขึ้นจริง ของเหล่าผู้กล้าหาญทั้งที่มีชีวิตอยู่และล่วงลับไปแล้ว จนถึงทุกวันนี้

.

.

    หะเบสสมอพลัน  ออกสันดอนไป    ลัดไปเกาะสีชัง จนกระทั่งกระโจมไฟ 

  เที่ยวหาข้าศึก มิได้นึกจะกลับมาใน    ถึงตายตายไป ตายให้แก่ชาติของเรา    

 .

    พวกเราดูรู้  เจ็บแล้วต้องจำ ลับดาบไว้พลาง ช้างบนยอดกาฟฟ์จะนำ

สยามเป็นชาติของเรา ธงทุกเสาชักขึ้นทุกลำ   ถึงเรือจะจมในน้ำ ธงไม่ต่ำลงมา

.

   เกิดมาเป็นไทย ใจร่วมกันแหละดี   รักเหมือนพี่เหมือนน้อง ช่วยกันป้องปฐพี 

สยามเป็นชาติของเรา อย่าให้เขามาย่ำมายี   ถึงตายตายดี ตายในหน้าที่ของเรา

.

    พวกเราทุกลำ จำเช่น ดอกประดู่    

วันไหนวันดี บานคลี่พร้อมอยู่ 

วันไหนร่วงโรย ดอกโปรยตกพรู 

ทหารเรือเราจงดู ตายเป็นหมู่เพื่อชาติไทย

.

 

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net