วันที่ อังคาร ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

6 ปี ปตท. ในตลาดหุ้น ... ทำกำไรให้ผู้ถือหุ้นแล้วกว่า 1200 %


ในขณะที่สถานการณ์ราคาน้ำมันทั้งในตลาดโลกและในประเทศที่ขยันทำลายสถิติกันเป็นว่าเล่น ผู้บริโภคอย่างเราๆ คงได้แต่ก้มหน้ารับสภาพกันไป เติมน้ำมันแพงๆ กันให้ชาชิน ซักวันคงคิดว่าราคาแพงแบบนี้เป็นเรื่องปกติ

เป็นธรรมดาที่คนจ่ายตังค์เติมน้ำมันจะต้องหันไปมองค้อน ปั๊มน้ำมันที่เราจ่ายเงินเติมอยู่ ว่าป่านฉะนี้คงจะรวยเละ จากเดิมเติมกันทีละห้าร้อย เดี๋ยวนี้พันหนึ่งก็ไม่อยู่ซะแล้ว พาลคิดแค้นไปทั้งเจ้าของปั๊ม บริษัทน้ำมัน ลามไปถึงพวกแขกตะวันออกกลางเจ้าของบ่อน้ำมัน ที่ตีพุงรับทรัพย์บนความเดือดร้อนของคนอื่น

ประเทศเจ้าของบ่อน้ำมันคงไม่ต้องพูดถึงว่ามีกำไรเพิ่มขึ้นเท่าไร คำนวณกันไม่ถูกเลย เราก็คงได้แต่อิจฉาเพราะไม่มีบ่อน้ำมันให้ขุดอย่างเขา เจ้าของปั๊มเองก็ดูเหมือนจะไม่ได้ประโยชน์จากการนี้เท่าไร เพราะจริงๆแล้วค่าน้ำมันแต่ละลิตรที่เติมๆ กัน มีเหลือเป็นส่วนแบ่งให้ปั๊มเป็นเศษสตางค์ ไม่เต็มบาทแค่นั้น

ส่วนจำเลยตัวสำคัญที่ประชาชนคนไทยข้องใจที่สุด เห็นจะไม่พ้นบริษัทพลังงานอันดับหนึ่งของประเทศอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด ( มหาชน ) ที่แม้จะออกมาชี้แจงที่มาที่ไปของกำไรมหาศาล ปีหนึ่งเฉียดแสนล้าน ว่าไม่ได้มาจากการที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแบบนี้เป็นหลัก แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทำให้ชาวบ้านตาดำๆ เข้าใจซักเท่าไร

จะบอกว่าเป็นผลมาจากการบริหารกิจการที่ดีของผู้บริหารและพนักงาน ก็ใช่ไม่มีใครแย้ง จะว่ามาจากบริษัทย่อยในทุกกลุ่มที่ ปตท.ไปลงทุน ต่างทำกำไรเพิ่มมากขึ้น ทั้ง ปตท.สผ. ที่มีหน้าที่สำรวจแหล่งพลังงานก็อยู่ในจังหวะขาขึ้น ปตท.เคมีคอล รับหน้าที่ด้านผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีก็ดีวันดีคืน และที่แน่ๆ พวกโรงกลั่นทั้งหลายที่ปตท. แทบจะผูกขาดทั้งหมด ก็กำไรเพิ่มตามราคาน้ำมันอยู่แล้ว

บริษัทย่อยต่างๆ ที่พาเหรดกันทำกำไรเพิ่มขึ้นนั้น จริงๆแล้วก็เป็นผลต่อเนื่องกันมาจาก ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น น้ำมันขึ้น ค่าการกลั่นก็ขึ้น ก๊าซก็ขึ้น ปิโตรเคมีที่ใช้วัตถุดิบเป็นก๊าซก็ขึ้นตาม แบบนี้แล้วจะบอกว่าไม่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์น้ำมันแพงแบบนี้คงไม่ถูกซะทีเดียว

ที่เขียนมามิได้มีเจตนาโจมตีบริษัทที่เป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศเรา มีขนาดใหญ่อันดับที่ 207 ของโลก ( จากนิตยสาร Fortune ) มีการบริหารที่ดีลำดับที่ 354 ของโลก ( จากนิตยสาร Forbes ) และนำส่งภาษีและเงินปันผลให้รัฐมากที่สุดในประเทศ คุณูปการต่างๆ ที่ปตท. ทำให้ประเทศนี้ก็มีไม่น้อย และเข้าใจดีว่านี่คือธุรกิจของคนไทยที่มีหน้าที่สำคัญในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน ที่ควรสนับสนุนให้สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้

คนไทยอย่างเราๆ ถือเป็นเจ้าของหลัก เพราะ สัดส่วนหุ้นในบริษัทนี้ 52 เปอร์เซ็นต์เป็นของกระทรวงการคลัง ที่สุดท้ายแล้วผลประโยชน์ส่วนมากก็กลับคืนมาพัฒนาประเทศ อีก 14 เปอร์เซ็นต์เป็นของกองทุนวายุภักษ์ ที่เคยเปิดให้ประชาชนซื้อเมื่อสมัยรัฐบาลที่แล้ว ใครพลาดตอนนี้ก็ยังมีให้ซื้อกันอีกในตลาดหลักทรัพย์

ใครที่พอจะมีเงินเก็บอยากจะลงทุน และมีฐานะเป็นเจ้าของบริษัทอันดับหนึ่งของประเทศรายนี้ อาจจะแคะกระปุกมาซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ มีน้อยก็ซื้อน้อย มีมากก็ซื้อมาก เพราะแค่ 100 หุ้นเค้าก็ขาย คูณราคา 400 กว่าบาท ก็เคาะออกมาได้ 4 หมื่นกว่าบาท เท่านี้คุณเองก็ไม่ได้เป็นฝ่ายก้มหน้ารับสภาพน้ำมันแพงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะเมื่อคุณเป็นเจ้าของปตท. ทุกครั้งที่น้ำมันขึ้น คุณก็หวังผลกำไรผ่านบริษัทนี้ได้แล้ว

เขียนแบบนี้คงมีเสียงโวยใส่ดังๆ ว่ามันขึ้นมาซะขนาดนี้แล้วใครจะกล้าซื้อ ซื้อจังหวะแบบนี้ เกิดราคามันลงฮวบฮาบ มีหวังขาดทุนย่อยยับ ... ใช่ครับ นี่คงเป็นเรื่องที่ต้องเตือนกันสักหน่อย ไม่มีใครรู้ว่า ปตท. ที่ขึ้นแล้วขึ้นอีกมาตลอด 3 - 4 ปีหลัง จะขึ้นไปถึงเท่าไร เพราะตอน 200 กว่าๆ ก็ว่ามันขึ้นมามามากแล้ว รอให้ตกแล้วค่อยซื้อ คนรอป่านนี้ก็ยังไม่ได้ซื้อซักที

เรื่องที่นักลงทุนควรรู้ไว้สักหน่อย ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีก่อนในวันที่ 6 ธันวาคม 2544 วันที่ ปตท. ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันแรก ปรากฏว่าหุ้นเปิดตลาดที่ราคา 38 บาท และปรับตัวขึ้นไปสูงสุดที่ 38.25 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากราคาจอง 3.25 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 9.28 และเนื่องจากมีแรงขาย ทำกำไรออกมาหนาแน่น หลังจากนั้น จึงกดราคาหุ้นลงมาจนต่ำสุดที่ 35.50 บาท ก่อนที่จะปิดตลาดที่ 35.75 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.14 จากราคาจองที่ 35 บาทต่อหุ้น และหลังจากนั้นไม่กี่วัน ราคาตกมาที่ 29 บาท น่าแปลกมั้ยล่ะครับ จังหวะนั้น 29 บาท ไม่ซื้อกันจะมาซื้อเอาตอน 400 บาท

ก่อนหน้าที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ ลองย้อนดูข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานกระทรวงการคลัง กันสักนิด

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการแปลงสภาพ ภายใต้พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 โดยจัดตั้ง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และได้รับโอนกิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิด สินทรัพย์ ส่วนของทุน พนักงาน และลูกจ้างทดลองงานทั้งหมด ที่มีอยู่ ณ วันจัดตั้ง บมจ. ปตท. มาจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย โดยกำหนดให้ บมจ. ปตท. มีส่วนทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 20,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นจำนวน 2,000 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท

คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2544 เห็นชอบในหลักการของแนวทางและแผนการระดมทุน ของ ปตท. และมอบหมายให้คณะกรรมการดำเนินการระดมทุนฯ รับไปดำเนินการในการตัดสินใจเรื่อง ราคาและจำนวนการเสนอขาย หลังจากสิ้นสุดขั้นตอนการนำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุน (Roadshow) ทั้งนี้ เพื่อให้การกำหนดราคาสุดท้ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2544 บมจ. ปตท. ได้ดำเนินการจดทะเบียนเพิ่มทุนอีกจำนวน 8,500 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่ จำนวน 850 ล้านหุ้น มีผลให้ บมจ. ปตท. มีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 28,500 ล้านบาท (เป็นทุนที่ชำระแล้ว 20,000 ล้านบาท) แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 2,850 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท กำหนดนโยบายในการจ่ายเงินปันผลจำนวน 2 บาทต่อหุ้น สำหรับผลประกอบการของ บมจ. ปตท. ปี 2544 และให้เสนอขอความเห็นชอบ ต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น ในการประชุมสามัญประจำปี ซึ่งจะจัดให้มีการประชุมภายในเดือนเมษายน 2545

การจัดสรรหุ้นปตท.ได้รับความสนใจอย่างมาก ประชาชนทั่วไปในประเทศ ซึ่งสามารถจองซื้อหุ้น บมจ. ปตท. จำนวนรวมทั้งสิ้น 220 ล้านหุ้น ผ่านธนาคารพาณิชย์ 5 แห่งทั่วประเทศ คือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในระหว่างวันที่ 15–20 พฤศจิกายน 2544 นั้น ปรากฏว่ามีผู้สนใจลงทุนในหุ้น บมจ. ปตท. เป็นจำนวนมากทำให้การจองซื้อเต็มจำนวน 220 ล้านหุ้น ภายในระยะเวลาเพียง 1.07 นาที และทางธนาคารได้เปิดให้ผู้สนใจจองซื้อหุ้นต่อ โดยขึ้นเป็นบัญชีสำรอง (Waiting List) อีกประมาณ 120 ล้านหุ้น ส่วนนักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจจองซื้อเกินกว่าที่จัดสรร 6 เท่า สถาบันจองเกินกว่า 3 เท่า

สุดท้ายจึงได้ราคาจองซื้อที่ 35 บาทต่อหุ้น รวมจำนวน 920 ล้านหุ้น ประกอบด้วย หุ้นสามัญออกใหม่ของ บมจ. ปตท. 750 ล้านหุ้น หุ้นสามัญเดิมของ กค. 50 ล้านหุ้น และ หุ้นจัดสรรเกินจำนวน (Overallotment or Greenshoe Option) ของ กค. 120 ล้านหุ้น ทั้งนี้ไม่รวมหุ้น ที่เสนอขายให้แก่พนักงาน ภายใต้โครงการ การให้สิทธิแก่พนักงาน บมจ.ปตท. ในการซื้อหุ้น (ESOP Program)

ทั้งนี้ การขายหุ้น ปตท. ในครั้งนี้ มีผลให้มีเงินเข้าจากต่างประเทศ เป็นจำนวนประมาณ 11,500 ล้านบาท หรือประมาณ 260 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ บมจ. ปตท. และกระทรวงการคลัง มีรายได้จากการขายหุ้นทั้งหมด 32,200 ล้านบาท โดยสัดส่วนการถือหุ้นของ กระทรวงการคลัง จะลดลงเหลือร้อยละ 65.4 และตามหนังสือชี้ชวน ปตท. จะนำเงินที่ได้ไปใช้หนี้  12,000 ล้าน ที่เหลือจะใช้หมุนเวียนและนำไปลงทุน ซึ่งผลของการลงทุนก็ได้ปรากฎชัดแล้วว่ามันคุ้มค่าขนาดไหน

พ่อเพื่อนผมคนหนึ่ง ได้รับจัดสรรหุ้นมา 20,000 หุ้น ( ค่อนข้างจะเส้นใหญ่น่าดู ถึงได้จัดสรรมาขนาดนี้ ) ราคา 35 บาท จ่ายเงินไป 700,000 บาท โดยตั้งใจจะเก็บหุ้นเอาไว้เป็นมรดกให้ลูกหลาน เวลาผ่านไป 6 ปี ณ. วันนี้ ( 29 ตุลาคม ) ราคาปิดที่ 440 บาท คูณสองหมื่นหุ้น คิดเป็นเงิน 8 ล้าน 8 แสนบาท กำไรไปแล้วกว่า 1200 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่รวมเงินปันผลที่จ่ายมาทุกปี จะมีอะไรที่ทำกำไรได้ขนาดนี้ โดยไม่ต้องออกแรงให้เหงื่อออกซักหยด

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลและความเห็นที่อยากจะเล่าสู่กันฟังนะครับ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ยินดีรับฟังครับ ผมเองก็ไม่ได้มีหุ้นอะไรกับเค้าหรอกครับ ( ทั้งๆที่อยากจะมีใจจะขาด ) ได้แต่เฝ้ามองความเป็นไปของบริษัทอันดับหนึ่งของคนไทยบริษัทนี้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป จะว่าเป็นเรื่องไกลตัวก็คงไม่ใช่ เพราะความเป็นจริงเราก็ต้องใช้น้ำมันและก๊าซ และผลิตภัณฑ์จากพลาสติกอยู่ทุกวี่วัน จะรัก จะงอน จะเกลียดบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้อย่างไรก็คงหนีเค้าไปไม่พ้น สู้ทำความรู้จักให้ดี แล้วมีส่วนร่วมดีกว่า ผมก็จะหาจังหวะซื้ออยู่ เพราะอย่างน้อย จะได้บอกใครต่อใครได้ว่า เราเป็นเจ้าของบริษัทอันดับหนึ่งของเมืองไทย

โดย lotslikelove

 

กลับไปที่ www.oknation.net