วันที่ พุธ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เถ้าแก่เพื่อชีวิต


ภาพ: กิตติ บุบผชาติ

เรื่อง "เถ้าแก่เพื่อชีวิต" ตีพิมพ์ในเซ็คชั่นจุดประกาย-ไลฟ์ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2550

ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ หรือที่รู้จักกันแพร่หลายในคำ CSR (Corporate Social Responsibility) พ.ศ.นี้ กลายเป็นกระแสที่บริษัทเอกชนไม่อาจเพิกเฉย ฟังแล้วเลยคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องดีที่ผู้ประกอบการวันนี้ไม่ได้เอาแต่โกยกำไร แต่ยังใส่ใจสังคมด้วย

อันที่จริง ก่อนศัพท์ 'ซีเอสอาร์' จะติดตลาด เมื่อ 7-8 ปีก่อน ในบ้านเรามีการรวมตัวของนักธุรกิจกลุ่มเล็กๆ ใช้ชื่อ SVN-Social Venture Network ภาคไทยคือ เครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่รายชื่อคนร่วมผลักดันดูจะไม่เล็กด้วย ไม่ว่าจะเป็น ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, ดร.จุรี วิจิตรวาทการ, ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ, นวพร เรืองสกุล ฯลฯ โดยมีปรีดา เตียสุวรรณ์ ประธานกรรมการบริษัทแพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานเครือข่ายฯ มาตลอดหลายปี

ต้นปีนี้ ตำแหน่งประธาน 'เอสวีเอ็น' ถูกส่งต่อให้สมาชิกรุ่นบุกเบิกอีกราย ได้แก่ สุทธิชัย เอี่ยมเจริญยิ่ง ผู้บริหาร บริษัท Wonderworld Products ผู้ผลิตของเล่นไม้ยางพาราส่งออก และบริษัท Nichiworld ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของเล่นไทยรายแรก ซึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เขาได้ชูแคมเปญ 'Play Safe' เป็นไอเดียเพื่อกระตุ้นพ่อแม่ผู้ปกครองให้ตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยของบุตรหลาน

วันนี้ 'เอสวีเอ็น' มีสมาชิกราว 80 ราย ขยายจากปีแรกที่มีกันแค่จำนวนไม่เกินนิ้วนับ
 พูดถึงการเข้าร่วมกิจกรรมกับเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สุทธิชัยอธิบายว่า มีสาเหตุจากภูมิหลังเมื่อครั้งยังเป็นนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ รั้วจามจุรี 

"สมัยนั้น ผมทำกิจกรรม พอเริ่มทำธุรกิจจนถึงระยะที่สร้างทีมงานได้ และตัวเองสามารถมองหากิจกรรมที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ บางคนตีกอล์ฟ เล่นกีฬา หรือไปอยู่ในโรตารี่ ไลอ้อน แต่ผมสนใจเรื่องของสังคม จึงค่อนข้างกลมกลืนกับเอสวีเอ็น สมาชิกส่วนใหญ่ก็มาในลักษณะเดียวกัน"

เกือบสิบปีที่แล้ว คนส่วนใหญ่มอง 'ธุรกิจ' กับ 'สังคม' ว่าไม่เกี่ยวกัน แต่ตอนนี้ 'ซีเอสอาร์' กลายเป็นเรื่องยอดฮิต งานของ 'เอสวีเอ็น' เหมือนจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นสำหรับคนทั่วไป กระนั้น ประธานเอสวีเอ็นคนใหม่ ยืนยันว่า ซีเอสอาร์ 'ภาคบังคับ' มีความแตกต่างจาก ซีเอสอาร์ ที่มาจากจิตใจ

ประหยัด-เก็บออม-ปลดหนี้

เอสวีเอ็น เป็นการรวมตัวกันแบบหลวมๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านซีเอสอาร์ของสมาชิก กิจกรรมประกอบการเสวนา พากันดูงาน ประชุม มอบรางวัลประจำปี แล้วยังมี CSR journal วารสารราย 3 เดือน เป็นสื่อสัมพันธ์

และแน่นอน องค์กรธุรกิจในความดูแลของประธานเอสวีเอ็น มีกิจกรรมซีเอสอาร์ที่น่าสนใจ...

เมื่อปี 2546 บิ๊กบอสวันเดอร์เวิลด์ฯ พบว่าพนักงานราว 300 คนในความดูแลของเขา มีไม่น้อยที่ประสบปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว จึงริเริ่ม 'โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต' ตั้งต้นที่การเชิญวิทยากรที่ทำงานด้านการแก้หนี้ภาคเกษตรมาช่วยขบคิดปัญหา จากนั้นเปิดรับอาสาสมัครที่มุ่งมั่นอยากจะปลดหนี้เข้าร่วมโครงการราว 40 คน

กิจกรรมอันดับแรก ทำบัญชีครัวเรือน แยกรายรับ รายจ่าย หาคำตอบว่า "ทำไมชักหน้าไม่ถึงหลัง" อะไรคือค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น แล้วนำไปสู่ปฏิบัติการลดเหล้า เลิกบุหรี่ งดรายจ่ายฟุ่มเฟือยต่างๆ 

และถึงจะมีหนี้สินรุงรัง การออมก็ยังจำเป็น สุทธิชัยสร้างอารมณ์ร่วม โดยชวนลูกน้องไปดูงานกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ พระสุบิณ ปณีโต จังหวัดตราด หลังจากกลับมาจึงช่วยกันตั้งกลุ่มเก็บออมเดือนละแค่ไม่กี่ร้อย นานไปยอดสะสมเพิ่มเป็นเรือนหมื่น

ประหยัดได้อีกทางคือรวมตัวกันซื้อของใช้จำเป็นอย่าง น้ำปลา สบู่ ยาสีฟัน ด้วยเหตุที่ว่าต่างคนต่างซื้อแล้วแพง มารวมกันซื้อทีละล็อตใหญ่เพื่อให้ได้ราคาถูกกว่า

ประหยัดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างรายได้เพิ่ม ช่วงพักกลางวัน เลิกงานตอนเย็น หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ สมาชิกโครงการฯ จะมาช่วยกันปลูกถั่วงอก เพาะเห็ด ทำไข่เค็ม เหลือจากกินเองจะได้นำออกขาย หากำไรเข้ากลุ่ม

ปฏิบัติตัวได้ดังนี้ดูมีอนาคต บริษัทก็สนับสนุนต่อด้วยการเปิดให้รีไฟแนนซ์ แทนที่จะจ่ายหนี้นอกระบบ เพราะลูกหนี้หลายราย แต่ละรายต้องจ่ายดอกเบี้ยเดือนละ 10-20 เปอร์เซ็นต์ 

หนึ่งปีดอกกินไปแล้วสองร้อยเปอร์เซ็นต์ ทบเป็นสองเท่าของเงินต้น คิดแล้วเป็นครึ่งหนึ่งของเงินเดือน จ่ายอยู่เป็นปี บวกต้นรวมดอกกลายเป็นดินพอกหางหมู ฉะนั้น วิธีแก้หนี้อย่างยั่งยืนของสุทธิชัย คือเสนอตัวช่วยคนงาน โดยการย้ายหนี้มาไว้กับบริษัท แล้วทยอยจ่ายคืน 3 ปีแบบปลอดดอกเบี้ย

ฟีดแบ็คจากโครงการรุ่นแรก ปลดหนี้สนิทไปแล้ว 40 ราย ล็อตสอง พันธมิตรอย่างธนาคารทหารไทยเห็นเป็นโครงการที่ดี เลยสนับสนุนงบให้ 1 ล้านบาท คิดดอกถูกๆ 7-8 เปอร์เซ็นต์

ถึงวันนี้ สุทธิชัย บอกว่า คนงาน 500 คนของเขา มีที่ยังเป็นหนี้ เหลือไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ 
 

ลุ้นสาวห้างเป็นผู้ประกอบการ

หันไปทางกลุ่มพนักงานขายราว 50 ชีวิต ที่ยืนประจำตามห้างสรรพสินค้า บิ๊กบอสเกิดความห่วงใยว่าถ้าลูกจ้างกลุ่มนี้ยืนขายของเล่นไป 5 ปี 10 ปี หมดแรงยืนแล้วจะไปทำอะไรต่อ ว่าแล้วก็เปิดโครงการฝึกพนักงานขายเรียนรู้เป็นผู้ประกอบการรายย่อย 

โครงการนี้ ไม่ได้เป็นภาคบังคับ แต่เป็นในลักษณะชวนให้เข้าร่วมแบบสมัครใจ ลองดูสัก 6 เดือนก่อนก็ได้ แทนที่จะไปยืนขายเฉยๆ อย่างที่ผ่านมา บริษัทยกพื้นที่ในห้างให้ดูแลเสมือนเป็นเจ้าของร้าน โดยจัดงบประมาณให้ในแต่ละเดือน พนักงานขายสั่งซื้อสินค้าเอง เรียนรู้สต็อก ยอดขาย กำไร ขาดทุน บริหารรายรับ-รายจ่าย ส่วนที่เหลือคือกำไร เอามาแบ่งกันกับบริษัท 

"เราบอกข้อมูลทั้งหมด ให้ปาล์มคนละเครื่อง เพื่อบันทึกสต็อก ขายได้ก็สแกนตัดยอด ถึงสัปดาห์สรุปการขาย จะสั่งอะไรเพิ่ม ออนไลน์ได้ทันที ทำให้เขาได้เรียนรู้ที่จะบริหารทั้งระบบ ทำให้เขาได้พัฒนาตัวเอง ฝึกความรับผิดชอบ เขาไม่ใช่แค่พนักงานขายอีกต่อไป"

6 เดือนผ่านไป ใครคิดว่าไม่เวิร์คอยากกลับไปใช้ระบบเก่าก็ตามใจ แต่สุทธิชัยยืนยันว่า พนักงานขายทุกคนเลือกเข้าระบบใหม่ เพราะแต่ละคนรายได้เพิ่ม 1,000 - 3,000 บาทต่อเดือน แถมงานสนุกขึ้นกว่าการยืนขายไปวันๆ

นี่เป็นตัวอย่างของซีเอสอาร์สร้างสรรค์ภายใต้การบริหารงานของสุทธิชัย

ความรับผิดชอบภาคบังคับ
ซีเอสอาร์ที่ถือกำเนิดบนสภาพปัญหาเช่นนี้ ดูเหมือนจะไม่ถูกวัดประเมินในใบรายการซีเอสอาร์ 'ภาคบังคับ' 

สุทธิชัยในฐานะผู้ส่งออกเป็นหนึ่งในผู้มีประสบการณ์ด้านซีเอสอาร์ภาคบังคับที่ว่านี้อย่างโชกโชน เพราะของเล่นที่ส่งขายไปยังประเทศพัฒนาแล้ว ล้วนต้องผ่านมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่ถูกวางไว้อย่างเคร่งครัด

สุทธิชัย เล่าว่า ในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา บริษัทผู้นำเข้าสินค้าของเล่น โดยเฉพาะในประเทศแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา พากันตั้งหน่วยงานด้านซีเอสอาร์ขึ้นเพื่อทำหน้าที่ติดตามประเมินบริษัทผู้ผลิต ทั้งเรื่องแหล่งที่มาของวัตถุดิบ การจ้างงาน มาตรฐานการทำงาน สวัสดิการแรงงาน เป็นต้น ตลอดทั้งปี มีคนจากฝ่ายซีเอสอาร์จากบริษัทผู้นำเข้า เดินทางมาประเมินโรงงานของเล่นไม้ของเขาแทบทุกเดือน

มาตรฐานความห่วงใยสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องดี แต่ใช่ว่าทุกกติกาจะสามารถนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมในทุกสภาวะแวดล้อมและบริบทของสังคม ยกตัวอย่าง เรื่องชั่วโมงการทำงาน 

"ประเทศเราค่าแรงขั้นต่ำไม่สูงเมื่อเทียบกับดัชนีผู้บริโภค ถ้าเพิ่มค่าแรงสูงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันต่างชาติก็ลด ฉะนั้น วิธีที่จะให้ได้เงินมากขึ้นเพื่อเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัว ก็คือการทำงานล่วงเวลา ขณะที่ซีเอสอาร์ประเทศตะวันตกเวลาทำงานต้องไม่เกินที่กำหนดไว้"

แถมบ่อยครั้งเขาพบว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการใช้แบบครึ่งๆ กลางๆ เลือกใช้กับประเทศนี้ ไม่ใช้กับประเทศนั้น จนซีเอสอาร์กลายเป็นข้ออ้างสำหรับการกีดกันทางการค้า

"ถ้าทำกันทั้งโลกก็จะดี แต่นี่ประเทศซึ่งมีอำนาจต่อรองสูงเป็นผู้กำหนดกติกา เรียกร้องซีเอสอาร์ด้านแรงงาน ขณะเดียวกันก็ต้องการซื้อสินค้าราคาถูกด้วย มันทำไม่ได้ แต่ถ้าร่วมมือกัน คือผู้บริโภคของคุณต้องพร้อมจะจ่ายเพิ่มในราคาที่เป็นธรรม คนงานก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี"

เปรียบเทียบกันแล้ว เราได้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างซีเอสอาร์สำเร็จรูปแบบจำใจ กับไอเดียสร้างสรรค์ของบิ๊กบอสวันเดอร์เวิลด์ฯ ไม่ว่าจะเป็นโครงการปลดหนี้คนงาน ปั้นคนขายเป็นเถ้าแก่ หรือแม้แต่ ..ทำไข่เค็ม

โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net