วันที่ พฤหัสบดี พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สถานีผักอินทรีย์.. ผู้บริโภคโปรดระวังในการใช้ชีวิต


 ภาพ: จุมพล นพทิพย์

เรื่อง "สถานีผักอินทรีย์.. ผู้บริโภคโปรดระวังในการใช้ชีวิต"

ตีพิมพ์ในเซ็คชั่นจุดประกาย-ไลฟ์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ฉบับวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550

 
ในการจัดสรรรายจ่ายประจำปี หลายคนอาจเลือกที่จะควักเงินสักก้อนเพื่อการมีสุขภาพดี อาจใช้เป็นค่าตรวจสุขภาพประจำปี ค่าสมัครฟิตเนส ค่าสมาชิกแมกกาซีนแนว Health & Beauty ฯลฯ ขณะที่บางคนใช้เงินจำนวนหนึ่ง เพื่อบอกรับเป็นสมาชิกผักปลอดสารเคมี โดยตลอด 52 สัปดาห์ ทุกเช้าวันจันทร์ ผักอินทรีย์นานาชนิดจะถูกจัดส่งถึงหน้าประตูบ้าน

ตลาดลักษณะนี้ เรียกกันว่า ระบบสมาชิกผู้บริโภคสนับสนุนการเกษตรอินทรีย์ (CSA: Community Supported Agriculture) ซึ่งเกิดขึ้นมานานในประเทศอุตสาหกรรมจ๋า ที่ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยลุกขึ้นมาปฏิเสธอย่างแข็งขันต่อพืชผักและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสายพานการผลิตขนาดใหญ่โดยระบบโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นในเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น

วัลลภา แวน วิเลียนวาร์ด หัวหน้าโครงการส่งเสริมสนับสนุนตลาดสีเขียวและ CSA เป็นหนึ่งในสามสิบกว่าครอบครัว ที่บอกรับผักปลอดสารรายปีจากฟาร์มผักบ้านห้วยหินดำ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี มาได้สักระยะ ก่อนจะคิดถึงความจำเป็นในการขยายแนวร่วม 'ผู้บริโภคสีเขียว' ให้กว้างขวางออกไป อันเป็นที่มาของ โครงการส่งเสริมสนับสนุนตลาดสีเขียว และ CSA รวมทั้ง สถานีผักอินทรีย์ ที่เริ่มนับหนึ่งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

"มันไม่ใช่แค่ระบบส่งผักแบบ delivery แต่หมายถึงการ 'ยู-เทิร์น' ชีวิต โดยการเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้บริโภคที่แอ็คทีฟ"

ตัวอย่างของความ 'แอ็คทีฟ' ในการเป็นสมาชิกผัก เริ่มต้นตั้งแต่การรวบรวมสมัครพรรคพวกในละแวกบ้านให้ได้เกินจำนวน 5 ครอบครัวขึ้นไป เพื่อให้สวนผักได้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่าขนส่ง

อีกความจำเป็นของการต้องตื่นตัวมากๆ มาจากเหตุผลที่ว่า สินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไม่ได้หาง่ายหรือมีขายทั่วไป

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?

ดัน 'ดีมานด์' เสริม 'ซัพพลาย' ตลาดสีเขียว

ประเทศพัฒนา (มานาน) แล้ว ซึ่งก้าวสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมไปก่อนหน้า กลุ่มผู้บริโภคสวนกระแสก็เติบโตมาก่อนบ้านเราด้วย

ผู้ผลิต 'กรีนโปรดักท์' ในประเทศไทยเรียกว่า 'พอหาได้' แต่เมื่อผู้บริโภคพันธุ์ใหม่เพิ่งถือกำเนิด และยังมีจำนวนไม่มากนัก ผลิตภัณฑ์หลังยุคอุตสาหกรรมจำนวนหนึ่งจึงถูกผลิตเพื่อส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ทิ้งผู้บริโภครุ่นใหม่ในบ้านเราให้ต้องดิ้นรนขวนขวาย เพื่อเสาะแสวงหาผลิตภัณฑ์สีเขียวกันจ้าละหวั่น

เมื่อผู้บริโภคสายพันธุ์นี้มีน้อย ผู้ผลิตก็ไม่กล้าเปลี่ยนวิถีที่เคยดำเนินมา เกษตรกรเคยสาดสารเคมีกันโครมๆ ย่อมไม่กล้าทำสิ่งที่แตกต่าง ทั้งที่หลายคนก็เผชิญพิษภัยของสารเคมี

'ระบบสมาชิก' จึงหมายถึงการสร้างหลักประกันการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากการเพาะปลูกแบบปลอดสารอันตราย แต่ผู้บริโภคต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติด้วย

"เกษตรกรไม่ได้ปลูกแบบฟาร์มใหญ่ แต่เป็นเกษตรผสมผสาน พวกผักพื้นบ้าน ซึ่งให้ผลผลิตตามฤดูกาล กำหนดประเภทและปริมาณได้ยาก ฉะนั้น เราจ่ายปีละ 12,000 บาท สวนผักส่งของทุกวันจันทร์ ครั้งละ 3 กิโลกรัม คละทั้งผักและผลไม้ ช่วงไหนผักน้อย ก็อาจจะได้กล้วยหรือหัวปลีแทน ส่งอะไรมาเรากินหมด" การสร้างสรรค์เมนูอาหาร และปรับพฤติกรรมการรับประทานของครอบครัวจึงเป็นความ 'แอ็คทีฟ' อีกประการของผู้บริโภคกลุ่มนี้

เครือข่ายผู้บริโภคสวนกระแส

การรวมตัวกันที่ 'สถานีผักอินทรีย์' ก็เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และช่วยกันหาผลิตภัณฑ์ดีๆ รวมไปถึงการสร้างกิจกรรมอันจะเป็นการขยายฐานผู้บริโภคนอกกระแสให้กว้างขวางยิ่งขึ้น 'วัลลภา' อธิบายแนวคิดว่า คือความพยายามผลักดันทั้งในด้าน 'ดีมานด์' และ 'ซัพพลาย' หมายความว่า ยิ่งเพิ่มจำนวนผู้บริโภคให้มากขึ้น เป็นกลุ่มก้อนเหนียวแน่นขึ้น ก็จะเป็นการสนับสนุนให้ผู้ผลิตกล้าเดินบนเส้นทางสีเขียวเพิ่มมากขึ้นตามกัน

"ตอนนี้เรามีสมาชิกผักอยู่ 50 ราย ซึ่งไม่มากพอจะสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง เราจึงต้องไปยุทั้งสองด้าน ถ้าผู้บริโภคเห็นประโยชน์ และเข้าใจเงื่อนไขข้อจำกัดของผลผลิตเกษตรและผลิตภัณฑ์อินทรีย์ เราก็สามารถชักชวนให้คนหันมาทำออร์แกนิกกันมากขึ้น" ล่าสุด กำลังชักชวนฟาร์มไก่-หมู และบ่อปลา ให้หันมาทำฟาร์มแนวออร์แกนิก โดยอีกด้านเป็นการหารือทางฝั่งผู้ซื้อว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะจัดระบบสมาชิกแบบเดียวกับผัก-ผลไม้

'วัลลภา' เล่าว่า ตอนนี้ 'สถานีผักอินทรีย์' สามารถรวบรวมผลิตภัณฑ์ดีๆ ได้จำนวนไม่น้อย โดยทุกครั้งที่เจอกัน จะมีคนแนะนำผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกใหม่ๆ ที่ไปเจอมา ไม่ว่าจะเป็นข้าวกล้อง ไข่ไก่ หอม-กระเทียม ผลิตภัณฑ์นม สบู่ แชมพู เครื่องสำอาง น้ำยาล้างจาน เสื้อผ้า ไปจนถึงของขบเคี้ยว

กิจกรรมนัดพบกันเป็นระยะที่สถานีผักอินทรีย์ 'วัลลภา' บอกว่า ทุกครั้งที่เจอกัน บรรดาสมาชิกต่างพูดคุยแลกเปลี่ยนกันระเบ็งเซ็งแซ่ โดยเฉพาะประเด็นการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ เพื่อรองรับผลผลิตเกษตรบางชนิดที่อาจจะมีปริมาณมากในบางช่วง

"บางช่วงได้ผักกวางตุ้งมาเยอะมาก แต่ละบ้านก็จะมาหาทางว่าทำอย่างไรกันดี ช่วยกันหาเมนูใหม่ๆ" วัลลภาเล่าขำๆ

'สถานีผักอินทรีย์' ยังต้องมีความกระฉับกระเฉงพร้อมรับโทรศัพท์จากเกษตรกรที่อาจจะโทรมาบอกว่า "อีก 1-2 เดือนจะมีลำไยออก" "เดือนหน้าส้มจะออก" สถานีผักก็จะแจ้งข่าวนี้แก่บรรดาสมาชิกเพื่อเตรียมรับเทศกาลกินผลไม้

นอกจากนี้ ยังมีการเดินสายเพื่อขยายแนวร่วม โดยไปตั้งวงเสวนาเรื่องราวของการเป็นผู้บริโภคสีเขียวตามโรงเรียน หรือหมู่บ้านต่างๆ และยังมีการจัด Farm visit เยี่ยมชมแหล่งผลิต เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจถึงกระบวนการผลิต และสร้างความใส่ใจสนใจให้เกิดกับผู้บริโภคทั่วไป

ร้านผัก 'แฟร์เทรด'

"เราเชื่อว่า สังคมไทยมาถึงจุดที่มีคนจำนวนหนึ่งเห็นผลเสียของชีวิตในเมืองใหญ่ และต้องการยู-เทิร์นชีวิตจากที่เป็นมา"

ส่วนหนึ่งในความเชื่อมั่นของ 'วัลลภา' มาจากประสบการณ์ 7 ปีใน บริษัท สวนเงินมีมา จำกัด ที่พัฒนามาจาก 'เพื่อนเสม' ชุมชนคนทำกิจกรรม ซึ่งเป็นลูกศิษย์ลูกหาของปัญญาชนสยาม 'สุลักษณ์ ศิวรักษ์' โดยเธอเองเป็นหนึ่งในหลายคนที่ผันตัวเองจากชีวิตธุรกิจบนถนนสาย 'ฟาสต์แทร็ค' มาสู่ 'ชีวิตความเร็วต่ำ' ที่คุณภาพเหนือกว่า

กิจการและกิจกรรมในร่ม บริษัท สวนเงินมีมา ประกอบด้วยสำนักพิมพ์และร้านหนังสือศึกษิตสยาม ซึ่งชื่อนี้ ในแวดวงนักกิจกรรมและผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวทางสังคมน้อยคนนักจะไม่รู้จัก เพราะความขลังของชื่อ 'ศึกษิตสยาม' และ 'สังคมศาสตร์ปริทัศน์' อยู่ตรงการเป็นแหล่งบ่มเพาะนักคิด นักกิจกรรมของสังคมไทย ที่มีบทบาทสูงเมื่อครั้งเหตุการณ์ตุลา โดยเมื่อปี 2516 ร้านหนังสือชื่อเดียวกันนี้ตั้งอยู่ที่ถนนพระรามสี่ ติดกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"ครั้งนั้นร้านศึกษิตสยามเป็นหัวหอกต่อต้านเผด็จการ แต่ยุคนี้เราสู้กับบริโภคนิยม" วัลลภา กล่าวใต้หมวกอีกใบในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา

ในช่วง 7 ปี หลายคนอาจผ่านตาหรือถึงขั้นติดตามเป็นแฟนหนังสือของ 'สวนเงินมีมา' ซึ่งเน้นนำเสนอเรื่องราวความคิด-ชีวิตนอกกระแสอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งแนวคิดเรื่องธุรกิจกับความรับผิดชอบสังคม 'วัลลภา' บอกว่า การดำรงอยู่ของร้าน การเติบโตของจำนวนสมาชิก และยอดจำหน่ายหนังสือที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ทำให้เธอเชื่อว่า มีกลุ่มคนที่ต้องการทางเลือกที่แตกต่าง และคนกลุ่มนี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

และเธอหวังว่า ในอนาคต 'สถานีผักอินทรีย์' จะก่อตัวทั่วทุกมุมเมืองจากพลังความตื่นตัวของผู้บริโภคสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งจะพิสูจน์ความเป็นไปได้ของธุรกิจที่ไม่มุ่งแต่โกยกำไร แต่ใส่ใจคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค และรับผิดชอบต่อสังคมไปพร้อมกัน

 
 ** สำหรับคนที่สนใจเรื่องผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ และตลาดสีเขียว

วันที่ 24-28 พฤศจิกายน 2550 บริษัท สวนเงินมีมา จำกัด ร่วมกับองค์กรพันธมิตร จัดงานแสดง "ผลิตภัณฑ์อินทรีย์และผลผลิตตลาดสีเขียวชุมชน" (กรีนแฟร์) ประจำปี 2550 ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ติดตามข้อมูลได้จาก www.csa-greenmarket.com

โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net