วันที่ พุธ มกราคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปีหมู2550เริ่มแล้ว....ยิ่งผกผันคนไทยยิ่งต้องตั้งมั่นแสวงหาความจริง


วันพุธที่ 3 มกราคม 2550

            ไม่ต้องสงสัยว่า พ.ศ.2550 ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานวันนี้เป็นวันแรก จะเป็นปี "หมูดุ" และ "หมูเขี้ยวตัน" สำหรับประเทศไทย ไม่ว่าจะมองจากด้านการเมือง เศรษฐกิจหรือสังคมก็ตาม เพราะการถกเถียงเพื่อก้าวสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ การร่างกติการัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นการปะทะความเห็นของกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และความคาดหวังของประชาชนในการจัดการกับเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวงของรัฐบาลชุดก่อน ที่ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนจากปีที่ผ่านมา
            ปีใหม่นี้จะเป็นปีที่จะมีเสียงดังโล้งเล้งกันในทุกวงการ จึงควรที่คนไทยสายกลางส่วนใหญ่ทั้งหลายจะต้องทำใจให้นิ่ง ไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ และไม่กลายเป็นเหยื่อของการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นอันขาด
 เพราะหากเราหลงกล อ่อนไหวและถูกคนปั่นหัวได้ง่ายๆ ก็จะกลายเป็นเหยื่อของกลุ่มคนที่ต้องการให้เราหลงทาง มองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว และลืมติดตามเรื่องราวของบ้านเมืองอย่างคนรู้ทัน ตั้งคำถามที่เข้าประเด็นและช่วยกันผลักดันให้การปฏิรูปสังคมไปยังทิศทางที่ควรจะเป็น
            เห็นจะต้องทำใจตั้งแต่ต้นปีว่า ปีหมูนี้จะเป็นปีที่เหนื่อยสำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย เริ่มด้วย "ความไม่นิ่งทางการเมือง" ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่เพราะคนไทยผ่าน "ปีหมา" ที่แล้วมาด้วยความฉุกละหุกและมีเรื่องตื่นเต้นมากมายหลายเรื่องแล้วก็คงจะหวังจะได้ "พักสมอง" ในปีนี้ แต่ตรงกันข้าม ปีนี้จะเป็นปีที่เรียกร้องความอดทน ความกล้าหาญ และการศึกษาไตร่ตรองของคนไทยมากกว่าปีที่แล้วด้วยซ้ำไป เพราะการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่จะเป็นการท้าทายความรู้และความสามารถในการแยกแยะ "สิ่งที่อยากเห็น" กับ "สิ่งที่ควรเป็นไป" ในเวทีการเมืองอย่างยิ่ง
           "อำนาจเก่า" จะยังพยายามก่อกระแสกวนต่อไป เพื่อสร้างอำนาจต่อรองของตัวเอง ขณะที่ "อำนาจปัจจุบัน" ซึ่งมีความเป็น "ชั่วคราว" สูงก็จะต้องพิสูจน์ว่าไม่อาจจะทำอะไรละล้าละลังต่อไปอีกนาน
 ส่วน "อำนาจใหม่" หลังเลือกตั้งที่จะมีขึ้นปลายปีนี้ จะมีรูปโฉมโครงสร้างอย่างไรนั้น ไม่มีใครรู้ และคำตอบที่แท้จริงก็จะอยู่ที่ว่าคำว่า "ส่วนร่วมของภาคประชาชน" จะมีมากน้อยแค่ไหน และ "ภาคประชาชน" เองจะขยับเคลื่อนตัวเองไปข้างหน้าได้คึกคักเพียงไร
           ปีนี้จะเป็นปีที่คำว่า "ภาคประชาชน" จะต้องถูกนิยามกันอย่างแยกแยะ และให้ตรงเป้ามากกว่าที่เป็นมาในช่วงที่เงิน และอำนาจสามารถ "สร้างภาพ" ของคำว่า "ภาคประชาชน" ขึ้นมาเป็นเครื่องมือของรัฐบาลและกลุ่มอำนาจต่างๆ อย่างน่าขยะแขยงยิ่งนัก
            การยื้อแย่งและกล่าวอ้างสิทธิของการเป็นตัวแทน "ภาคประชาชน" จะรุนแรงขึ้นในปีนี้อีกเพราะต่างฝ่ายต่างจะแสวงหา "ความชอบธรรม" เพื่อผลักดัน "วาระ" ของตัวเองให้ได้รับความสำคัญและความสนใจในระดับชาติ
 หากเป็นการผลักดันที่ชอบธรรมและเปิดเผย พร้อมที่จะให้ตรวจสอบก็ย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหาย ตรงกันข้ามกลับจะเป็นแนวโน้มที่สมควรจะได้รับการสนับสนุน เพราะในกระบวนการปฏิรูปสังคมใหม่นั้น จะต้องมีการเปลี่ยนถ่ายและชำระล้างกระบวนการสร้าง "ตัวแทนภาคประชาชน" อย่างโปร่งใส และต่อเนื่องอีกด้วย
           หาไม่แล้ว ก็จะเกิดปรากฏการณ์ละม้ายกับที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลทักษิณ ที่อุดมไปด้วย "องค์กรพัฒนาเอกชนแอบอ้าง" หรือ "สื่อเทียม" และ "นักข่าวประจำตัวนายกฯ" หรือมือปืนรับจ้างรัฐมนตรีบางคนที่อ้างความเป็น "ตัวแทนประชาชน" บางส่วนบางเหล่าที่เคลื่อนไหวด้วยผลประโยชน์การเมืองแอบแฝง ที่มีสายโยงใยไปถึงฐานอำนาจการเมืองที่นั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาลนั่นเอง
           เศรษฐกิจปีหมูนี้ก็จะ "ผกผัน" ไม่น้อยไปกว่าการเมือง...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลต่อเนื่องจากกรณี "ธันวาฯทมิฬ" ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกกฎ "สำรอง 30%" สำหรับเงินทุนไหลเข้าเพื่อสกัด "เงินร้อน" ที่เข้ามาทำให้เงินบาทแข็งผิดปกติ จนทำให้เกิดอาการ "ช็อก" ในตลาดหุ้น
           อัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทกับดอลลาร์จะเป็นประเด็นร้อนของปีนี้ เพราะจะมีผลต่อเศรษฐกิจภาพรวมโดยเฉพาะต่อการส่งออกของประเทศ...และเพราะปีหมูนี้ตรงกับปีครบรอบ 10 ปีแห่ง "วิกฤติการเงินต้มยำกุ้ง" ทุกแง่มุมของความอ่อนไหวของเศรษฐกิจไทย จะถูกชำแหละและตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิของ "รัฐบาลขิงแก่" ของนายกฯ สุรยุทธ์ จุลานนท์ จะเข้มข้นและดุเดือดกว่าสามเดือนแรกของการตั้งตัวของรัฐบาลชั่วคราวชุดนี้อย่างแน่นอน
          ที่จะเป็นเป้าโดยเฉพาะก็หนีไม่พ้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่เป็นทั้งรองนายกฯ ดูแลนโยบายเศรษฐกิจและรัฐมนตรีคลังที่ดูแลทั้งตลาดเงินและตลาดทุน ที่จะต้องเผชิญกับภาวะผันผวนแปรปรวนอย่างหนักตั้งแต่เปิดปีใหม่มาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
          สถานการณ์ความมั่นคงจะเป็นปัจจัยแห่งความสั่นไหวอีกด้านหนึ่ง ไม่เพียงแต่ "คลื่นใต้น้ำ" ที่เกี่ยวพันกับการเมืองระหว่างคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ "คมช." กับ "อำนาจเก่า" เท่านั้น แต่ "คลื่นเหนือน้ำ" ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็จะยังคงสำแดงอิทธิฤทธิ์ของตนต่อไปจนกว่าแนวทาง "เจรจาอย่างสันติ" ที่จะเดินหน้าเคียงคู่กับการ "จัดการอย่างเข้มข้น" กับการทำร้ายชาวบ้านไร้เดียงสาและการฟื้นคืนของศอ.บต. จะสามารถแสดงศักยภาพของการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน
            ปีหมูนี้จึงเป็นปีที่คนไทยจะต้องตั้งหลักให้มั่น จับประเด็นให้แหลมคมและมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาอย่างไม่หลงทางไม่วอกแวก
                                   โชคและชัยชนะจะอยู่ข้างความชอบธรรมและสัจจะเท่านั้น

โดย กาแฟดำ

 

กลับไปที่ www.oknation.net