วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สัมผัสย้อนเวลา มหายุทธสงคราม เมื่อ “เก้าทัพต้องยับย่อย”


       เรื่องราว"สัมผัสย้อนเวลา"ในวันนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรม OK Trip  "หัวใจติดดาบ.. ..บล๊อกเกอร์พันธุ์ใหม่...ก้าวที่๒ Workshop แบบ โอเค๊ โอเค...." ตามรายละเอียดกิจกรรมประสานรักใน Blog ของคุณเฟิงสุ่ย ครับ

.

         ด้วยจังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นจุดหมาย Workshop ของ OK Trip ในครั้งแรกนี้ เป็นดินแดนที่มีความหลากหลาย ทั้งทางธรรมชาติและนิเวศวิทยาที่โดดเด่น วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ซ้อนทับกันตั้งแต่ยุคก่อนมีมนุษย์จนถึงยุคประวัติศาสตร์  ความมั่งคั่งและร่ำรวยทรัพยากรการท่องเที่ยวนี้ เป็นจุดขายและเสน่ห์สำคัญ ดึงดูดให้นักท่องเที่ยว "ทุกประเภท" จากทั่วสารทิศเข้ามาลองสัมผัสกับ "แผ่นดินมหัศจรรย์" แห่งนี้อย่างไม่เคยขาดสายเลยครับ

.

         Topics สำคัญ ของการท่องเที่ยว OK Trip  ในครั้งนี้ อยู่ที่เรื่องราวสำคัญสองถึงสามเรื่อง เรื่องหลักเป็นเรื่อของ "ปราสาทเมืองสิงห์" กับ “ปริศนาอำนาจแห่งพระเจ้าชัยวรมันที่ เป็นเรื่องราวของความแตกต่างทางศาสนาที่หลายคนไม่เคยรู้ แต่มันกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคนไปแล้วโดยไม่รู้ตัว

. 

        เรื่องที่สองก็คงเป็น “ประวัติศาสตร์นอกกรอบ” กับเรื่องราว"ตำนานสมเด็จพระนเรศวร"  ที่ยังมีสิ่งที่คาดไม่ถึงในรัชสมัยของพระองค์อีกมากมาย "คาดไม่ถึง"อย่างไรนั้น เราก็จะไปพูดคุยกันแบบชิว ชิว ตอนที่ไปเยือนสถานที่ถ่ายทำมหากาพย์ภาพยนตร์ไตรภาค ค่ายสรุสีห์ อำเภอบ่อพลอย “ใคร ใคร่ขี่ช้าง ขี่ ใครใคร่ขี่ม้า ขี่ ใครใคร่ถ่ายรูปขุนทหาร แลพระราชวัง ถ่าย .... Blogger หน้าใส”

.

         เรื่องที่สาม ถ้าเวลายังมากพอก็ OK เราอาจจะได้ไปเยือน “อุทยานประวัติศาสตร์สงครามเก้าทัพ” สัมผัสกับเรื่องราวของ"ยุทธมหาสงคราม"ครั้งสุดท้ายระหว่างกรุงสยามกับกรุงอมรปุระ ซึ่งมีจุดชี้ขาดความเป็นความตายครั้งสำคัญของการสงครามอยู่ที่ “สมรภูมิลาดหญ้า” แห่งนี้ครับ

.

         อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกัน แต่ใน Entry นี้ ผมจะขอนำเพื่อนชาว OKNation และท่านที่สนใจ ร่วมเดินทางสัมผัสย้อนอดีตกันอีกครั้ง ครั้งนี้เราจะเดินทางไปสัมผัสกับเรื่องราวของ "สงคราม 9 ทัพ" สงครามใหญ่ต้นแผ่นดินรัตนโกสินทร์  "..ถ้าหากพ่ายแพ้ในวันนั้น สยามจะสิ้นแผ่นดินและตกอยู่ในสภาพเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านในวันนี้ ..."

.

         บอกกันก่อนอีกครั้งนะครับว่า เรื่องราวอาจจะยาวพอควร  “ใครใคร่อ่าน อ่าน ใครใคร่เม้นท์ เม้นท์ ใครใคร่เยือน ใคร่แวะ  ใคร่ ...Blogger  หน้าใส” เรื่องราวของผมเป็นความคิดและมุมมองของผมเองบนพื้นฐานของข้อมูลทั่ว ๆ ไป จะมีส่วนเหมือนบ้างไม่เหมือนบ้างในเอกสารหรือตำราเรียน หากท่านใดคิดว่าเป็นอย่างไร เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย นั่นท่านคงต้องคิดเอง เลือกเอง แต่ผมก็ยังคงยืนยันว่า “กรุณาอย่างเชื่อผม ผมคิดเอง” เป็นแค่อีกมุมมองในความคิดของท่านเท่านั้น ไม่ใช่ข้อสรุปครับ

.

         นับแต่การเสียกรุงศรีอยุธยาในปี 2310 เป็นต้นมา กรุงรัตนอังวะก็อยู่ในความวุ่นวาย  เริ่มจากการสงครามกว่า 3 ปีกับกองทัพแมนจูที่ยกทัพเข้ามาทางยูนนาน และการก่อกบฏของพวกมอญในพม่าตอนล่างยืดเยื้อมาถึงปี 2316 ซึ่งนั่นก็ช่วยให้สยามมีเวลามากพอในการเยียวยาตนเองจากความพ่ายแพ้ในสงครามครั้งก่อน

.

        ถึงปี 2318 อังวะก็ได้ยกกองทัพใหญ่นำโดยขุนพลเฒ่า"อะแซหวุ่นกี้" และขุนพลผู้น้อง"แมงแยงยางู" กลับมาอีกครั้ง เพื่อหวังจะทำลายกรุงธนบุรี มิให้ชาวสยามตั้งตัวเป็นเสี้ยนหนามมารบกวนหัวเมืองเชียงแสนและหวังจะยึดเชียงใหม่ที่เสียไปคืนจากธนบุรีให้ได้

.

        ในความเห็นของผม สงครามในครั้งนี้ธนบุรีจวนเจียนจะพ่ายแพ้อีกครั้งครับ ด้วยกองทัพของอะแซหวุ่นกี้ สามารถตีเมืองพิษณุโลกได้ เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์จำต้องนำไพร่พล ครัวเมือง ตีฝ่าหนีไปตั้งหลักทางเมืองเพชรบูรณ์ด้วยเหตุเสบียงกรังร่อยหรอ กองทัพพม่ารุกคืบต่อลงมาเกือบถึงค่ายของพระเจ้ากรุงธนบุรีที่ยกขึ้นไปตั้งรับที่นครสวรรค์ ซึ่งผลของสงครามก็ยังไม่ชัดว่า ธนบุรีจะต้านทัพพม่าไหวไหม เพราะกำลังพลก็พอ ๆ กัน

.

          แต่ก็เป็นโชคดีของแผ่นดินสยาม ที่พระเจ้าเซงพยูเชงหรือมังระผู้พิชิตกรุงศรีอยุธยา เกิดสวรรคตกะทันหัน กองทัพต่าง ๆ ถูกเรียกกลับไปอังวะเพราะเกิดการแย่งชิงอำนาจระหว่างกัน อะแซหวุ่นกี้ เมื่อถอนทัพกลับไปอังวะก็ประสบชะตากรรม ผมจำได้เพียงว่า เขาน่าจะถูกประหารชีวิต จากผลพวงของการเมืองในราชบัลลังก์

.

           พระเจ้าจิงกูจา (Singu Min) " เซงกูเมง" พระโอรสของพระเจ้ามังระ ขึ้นครองราชย์ด้วยพระชันษาเพียง 19 ปี  ทรงปราบบรรดาผู้ต่อต้าน ทั้งพระญาติพระวงศ์และเหล่าขุนนางด้วยความรุนแรง หลายคนถูกลดอำนาจหรือส่งไปอยู่หัวเมืองที่ห่างไกล แต่พระเจ้าอาอย่างพระเจ้าปดุง ก็ยังโชคดีหน่อยถูกส่งให้ไปควบคุมตัวที่เมืองสะกาย ที่ตั้งอยู่อีกด้านฟากหนึ่งของแม่น้ำอิระวดีเท่านั้น

.

           พระเจ้าจิงกูจา ครองอังวะได้ประมาณ 4 ปี ก็ถูกรัฐประหารโดยพระเจ้ามองหม่องผู้น้อง โอรสของพระเจ้ามังระ โดยมีขุนนางและเชื้อหลายคนเข้าร่วมรวมทั้งอะแซหวุ่นกี้ (ซึ่งก็เป็นผลทำเขาถูกประหารโดยพระเจ้าปดุงภายหลังเกิดเหตุการณ์ “รัฐประหารซ้อน” ) แต่การรัฐประหารในครั้งนี้ก็เพียงช่วยพระเจ้ามองหม่องมีสิทธิในราชบัลลังก์ได้เพียงหนึ่งอาทิตย์เท่านั้น เพราะพระเจ้าลุงที่ถูกเนรเทศไปเมืองสะกายอาศัยจังหวะความชุลมุนความวุ่นวาย ยกทัพกลับมาทวงราชบัลลังก์คืนในทันที

.

          ในปีพ.ศ. 2325  อันเป็นปีสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ของชาวสยาม ก็เป็นเวลาเดียวกัน ที่ "พระเจ้าโบดอพญา หรือพระเจ้าปดุง (Bodawpaya)" ได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองแผ่นดินกรุงรัตนอังวะ !!!

.

          พระเจ้าปดุง เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์คองบอง ราชวงศ์แห่งสุดท้ายของพม่า ทรงเป็นพระโอรสลำดับที่ 5 ใน 6 พระองค์ของพระเจ้าอลองพญา พระองค์มีพระนามเมื่อครองราชย์ว่า "ปโดงเมง" หมายถึง "พระราชาจากเมืองปโดง" แต่มีพระนามที่เป็นที่เรียกขานในพม่าภายหลังว่า "โบดอพญา" (Bodopaya) อันมีความหมายว่า "เสด็จปู่ "

.

.

          เมื่อเริ่มรัชกาล พระองค์ก็โปรดให้ย้ายพระราชวังและสร้างเมืองหลวงใหม่ที่อมรปุระ (Amarapura) ทางเหนือประมาณกว่า 10 กิโลเมตรเหนือกรุงอังวะเดิมตามคำแนะนำของโหรหลวงที่ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองมณีปุระ  และทรงสั่งให้ทุบทำลายบ้านเรือน เปลี่ยนเส้นทางเดินของแม่น้ำให้ไหลเข้ามาท่วมเมืองอังวะเดิม และให้นำไม้สักของพระราชวังกรุงอังวะจำนวน 1,208 ต้นมาสร้างเป็นสะพานอูเป็ง (U Bein Bridge) จนปัจจุบัน กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เป็นสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก ทอดข้ามทะเลสาบตองตะมานมุ่งตรงไปสู่เจดีย์เจ๊าต่อจี ที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ ที่มีชื่อสะพานว่า อูเป็ง นั้น  มาจากชื่อของขุนนางผู้เป็นแม่กองคุมการก่อสร้างสะพานครับ

.

.

            พระเจ้าปดุง ได้เริ่มทำสงครามประกาศพระราชอำนาจใหม่ โดยการเอาชนะอาณาจักรยะไข่หรืออารากัน (Arakan) ซึ่งเป็นดินแดนทางตะวันตกของพม่าที่ไม่เคยครอบครองได้มาก่อนได้สำเร็จ ได้อัญเชิญพระมหามัยมุนีหรือพระมหาเมี๊ยะมุนี อันเป็นพระพุทธรูปประจำชาติของพม่าในปัจจุบันจากยะไข่มาประดิษฐานไว้ที่นครมัณฑะเลย์  

.

.

          รวมทั้งนำรูปสำริดศิลปะเขมร ที่อยุธยาปล้นมาจากเมืองพระนครหลวงของเขมร แล้วพระเจ้าบุเรงนองนำไปจากกรุงศรีอยุธยา ยะไข่ปล้นชิงไปจากหงสาวดีหลังสมัยพระเจ้านันทบุเรงอีกที และหลังจากได้ไปท่องเที่ยวมาหลายอาณาจักร ในที่สุดรูปสำริดเขมรก็กลับมาอยู่ที่ลุ่มน้ำอิระวดีอีกครั้ง (สงสัยว่ารูปสำริดมี"อิทธิฤทธิ์" อะไรดีนักหนาจึงไม่ถูกหลอมทิ้ง ขนไปขนมากันอยู่ได้)

.

.

         เมื่อเอาชนะอาณาจักรที่ไม่เคยพ่ายอย่างอารากัน เป็น Ego ครั้งสำคัญที่พาให้พระองค์เกิดความฮึกเหิมได้ใจ ไร้สามัญสำนึกที่จะประมาณศักยภาพของไพร่พละกำลังรบที่แท้จริง พระองค์ถึงกับทรงประกาศว่า "เราจะทำสงครามเพื่อพิชิตโมกุล (อินเดีย) จีน และโยเดียให้ได้ " 

.

         ลุถึงปี พ.ศ. 2327 พระเจ้าปดุง สั่งเกณฑ์กองทัพจำนวนกว่า 120,000 คน ซึ่งนับเป็นไพร่พลที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์พม่า – สยามยุทธ์ จัดเป็น 9 ทัพ แยกเป็น 5 เส้นทาง หมายตีกรุงรัตโกสินทร์ให้ย่อยยับเช่นเดียวกับอารากันและมณีปุระ

.

.

         พระองค์ทรงเป็นจอมทัพของทัพหลวง โดยตั้งฐานบัญชาการที่เมืองเมาะตะมะ เมืองท่าอ่าวเบงกอล อันเป็นชุมทางทัพเข้าตีบ้านเมืองสยามในครั้งก่อน แต่เมื่อพระองค์เสด็จจากอมรปุระมายังเมืองเมาะตะมะแล้ว ก็ทรงทราบว่าทางหัวเมืองเบงกอลไม่สามารถเตรียมเสบียงและปัจจัยในการสงครามได้ทันภารกิจ พระองค์ทรงพระโรธมากถึงขนาดขว้างหอกซัดเข้าใส่แม่ทัพใหญ่ที่รับผิดชอบในภารกิจท่ามกลางที่ประชุมพลทันที และพระองค์ก็ยังทรงละเลย นิ่งเฉย หรือจะเรียกว่าไม่ทรงสนพระทัยกับข้อด้อยทางทหาร ที่ก่อให้เกิดความไม่พร้อมของกองทัพใหญ่โดยรวม ซึ่งนั้นก็คือสัญญาณแห่งหายนะครั้งใหญ่ของมหากองทัพที่จะตามมาในอีกไม่ช้านี้ครับ !!!

.

           ทัพทั้งเก้า แยกเป็น ทัพที่ 1 มี แมงยีแมงข่องกยอ เป็นแม่ทัพ มีทั้งทัพบก ทัพเรือ จำนวนพล 10,000  เรือกำปั่นรบ 15 ลำลงมาตั้งที่เมืองมะริด ให้ยกทัพบกมาตีหัวเมืองไทยทางปักษ์ใต้ ตั้งแต่เมืองชุมพรลงไปจนถึงเมืองตะกั่วป่าลงไปจนถึงเมืองถลาง แต่แมงยีแมงข่องกยอตายเพราะถูกหอกซัดในที่ประชุมพล เกงหวุ่นแมงยีมหาสีหะสุระ อัครมหาเสนาบดีจึงขึ้นเป็นแม่ทัพที่ 1 แทน

.
           ทัพที่ 2 มี อนอกแฝกคิดหวุ่น เป็นแม่ทัพถือพล 10,000 ลงมาตั้งที่เมืองทวาย ให้เดินเข้าทางด่านบ้องตี้มาตีกวาดหัวเมืองสยามฝ่ายตะวันตก ตั้งแต่เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี แล้วให้ลงไปใต้เพื่อไปบรรจบกับกองทัพที่ 1 ที่เมืองชุมพร
.

          ทัพที่ 3  มี หวุ่นคยีสะโดะศิริมหาอุจจะนา เจ้าเมืองตองอู เป็นแม่ทัพ ถือพล 30,000 ยกมาทางเมืองเชียงแสนให้กวาดลงมาทางเมืองนครลำปางและหัวเมืองแม่น้ำยม ตั้งแต่เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย ให้ลงมาบรรจบกองทัพหลวงที่กรุงเทพ ฯ
.

         ทัพที่ 4 มี เมียนหวุ่นแมงยีมหาทิมข่อง เป็นแม่ทัพ ถือพล 11,000  ยกลงมาตั้งที่เมืองเมาตะมะ เป็นทัพหน้าเข้าทางด่านเจดีย์สามองค์
.

.

         ทัพที่ 5 มี เมียนเมหวุ่น เป็นแม่ทัพ ถือพล 50,000 มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ เป็นทัพหนุนเข้าตีกรุงเทพ ฯ เมื่อทัพที่ 4 ทัพหน้าเปิดทางให้แล้ว  
.

        ทัพที่ 6 มี ตะแคงกามะ ราชบุตรที่ ๒ (พม่าเรียกว่าศิริธรรมราชา) เป็นแม่ทัพ ถือพล 12,000 มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะเป็นทัพหน้าที่ 1 ของทัพหลวงที่จะยกเข้ามาตีกรุงเทพฯ ทางด่านพระเจดีย์สามองค์

. 
        ทัพที่ 7 มี ตะแคงจักกุ (พม่าเรียกว่า สะโดะมันชอ) เป็นแม่ทัพ ถือพล 11,000 มาตั้งที่ เมืองเมาะตะมะเป็นแม่ทัพหน้าที่ ๒ ของทัพหลวง 

.
        ทัพที่ 8  มี พระเจ้าปดุงเป็นจอมทัพ เป็นกองทัพหลวง จำนวนพล 50,000 

.

        ทัพที่ 9 มี จอข่องนรทา เป็นแม่ทัพ ถือพล 5,000 ยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมาะแขวงเมืองตาก เมืองกำแพงเพชร ให้ลงมาบรรจบทัพหลวงที่กรุงเทพ ฯ 

.

.       

          ทางฝ่ายกรุงเทพ ฯ เมื่อได้ทราบข่าวการระดมไพร่พลเข้าสู่สงครามที่เมืองเมาะตะมะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดให้ประชุม เสนาบดี ขุนนางและขุนทหารเป็นการเร่งด่วน ทรงประเมินว่า กองทัพของฝ่ายพม่าในครั้งนี้มีจำนวนมาก แต่ก็มีเป้าหมายสุดท้ายที่กรุงเทพ ฯ เช่นเดียวกัน พระองค์จึงให้ระดมไพร่พล ซึ่งมีอยู่ประมาณกว่า 70,000 คน แบ่งกำลังตั้งรับตามแนวเข้าสู่กรุงเทพทั้ง 4 เส้นทางหลักโดยแบ่งเป็น 

. 

           ทัพที่ 1 ให้ กรมพระราชวังหลัง ( เวลานั้นยังดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์) เป็นแม่ทัพถือพล 15,000 ขึ้นไปตั้งรับอยู่ที่เมืองนครสวรรค์ อย่าให้เพลี่ยงพล้ำ มิให้ถอย ประวิงเวลายันทัพเหนือของพม่าให้ได้นานที่สุด  ( 15,000 ตั้งรับ 3,5000 )

.
         ทัพที่ 2 มีกรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาทเป็นแม่ทัพ ถือพล 30,000 ให้ไปตั้งที่เมืองกาญจนบุรี (เก่า) สกัดทั้ง  5  กองทัพ ที่จะยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ 

.
         ทัพที่ 3 ให้ เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์ (บุญรอด) กับ เจ้าพระยายมราช ถือพล 5,000 ไปตั้งรับอยู่ที่เมืองราชบุรี เพื่อรักษาทางลำเลียงยุทธปัจจัยของกองทัพที่ 2 และคอยสกัดกองทัพพม่าที่อาจจะยกขึ้นมาจากทางเมืองทวาย

. 
         ทัพที่ 4 เป็นทัพหลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมหาราชเป็นจอมทัพ  ระดมไพร่พลเตรียมพร้อมที่ชานพระนคร จำนวนพล 20,000 เศษ เป็นทัพหนุน พิจารณาจากสภาพการณ์จริง หากการศึกทางด้านใดเพลี่ยงพล้ำ ก็จะยกไปช่วยในทันที

. 

.

         กองทัพใหญ่ของฝ่ายพม่ามีปัญหามากมายครับ ทั้งการตั้งแนวลำเลียงเพื่อส่งเสบียงกรังและยุทธปัจจัยจากแนวหลังสู่ทัพหน้าก็เป็นไปอย่างยากลำบาก อีกทั้งความไม่ชำนาญในภูมิประเทศและการติดต่อประสานงานระหว่างกองทัพที่ห่างไกลกันก็เป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้หลายทัพที่เกณฑ์มาจากหัวเมืองประเทศราชของอมรปุระขาดศักยภาพในการทำสงครามกับสยาม คือมีแต่ปริมาณแต่ขาดคุณภาพ แต่กระนั้น ปริมาณที่มีศักยภาพในการรบจริง ๆ ของกองทัพพม่า ก็ยังมีจำนวนมากกว่าของฝ่ายกรุงสยามอยู่ดี และทัพเหล่านั้นก็ได้เร่งรุดยกทัพเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์แล้ว 

.

          หลายครั้งที่มีการเล่ากันเพื่อเชิดชูพระเกียรติยศจนเกินจริงที่ว่า ศึกนี้เป็นศึกใหญ่ที่ฝ่ายกองทัพพม่าน่ากลัวและได้เปรียบเพราะมีกำลังพลมากกว่าฝ่ายกรุงเทพฯ แต่ในความเห็นผม ศึกนี้หากวัดกันระหว่างกองทัพและจำนวนไพร่พลที่ปะทะกันจริง ๆ แล้วก็พอ ๆ กันครับ เพราะทัพใหญ่เกือบ 100,000 คน ที่เป็นกองหนุนและทัพหลวงของพม่านั้น แทบจะไม่ได้เข้าร่วมรบด้วยเลย !!! 

.

.

            มหายุทธสงคราม 9 ทัพนี้   “กรมพระราชบวรสุรสิงหนาทหรือวังหน้าพระยาเสือ” ทรงเป็นผู้พิชิตศึกอย่างแท้จริง เพราะผลจากการรบในยกแรก ทำให้กองทัพใหญ่จำนวนมหาศาลของฝ่ายพม่าติดอยู่ในช่องเขาและต้องเผชิญกับกลศึกมากมายในสงครามจองโจรแบบ"จารยุทธ์" เคลื่อนที่ไปข้างหน้าก็ไม่ได้เพราะทัพหน้าถูกตรึงอยู่กับที่ มีทางเดียวคือต้องถอยทัพ และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้กองทัพเรือน 100,000  ไม่มีโอกาสได้เข้าต่อรบ !!!

.

        "สมรภูมิทุ่งลาดหญ้า" จังหวัดกาญจนบุรี ที่ราบกว้างใหญ่ระหว่างแม่น้ำแควใหญ่กับลำน้ำตะเพิน จึงถือเป็นสมรภูมิสำคัญที่จะชี้ขาดความเป็นความตายให้กับชาวสยามในสงครามครั้งนี้ครับ !!! 

.

          ยุทธศาสตร์การสงครามของพระองค์ คือ “การสกัดกั้น” ตรึงกำลังผ่ายศัตรูให้ตั้งมั่นอยู่ที่เสียเปรียบ และกักกันมิให้กองทัพใหญ่ตามออกมาจากช่องเขาได้ พระองค์จึงเร่งเคลื่อนทัพจากกรุงเทพ ฯ ขึ้นไปตั้งค่ายชักปีกกาอุดทางออกของช่องเขาบรรทัดของทุ่งลาดหญ้า ก่อนที่ทัพของพม่าจะมาถึง เพราะถ้ามาถึงได้ก่อน พม่าก็จะสามารถขยายพลรบในที่ราบกว้าง จัดทัพใหม่เก็บเสบียง ทัพหนุนจะตามออกมา กองทัพพม่าจะกลายเป็นกองทัพที่มีประสิทธิภาพขึ้นมาในทันที !!!

. 

.

          กรมพระราชวังบวร ฯ ทรงได้พระยาแจ่งและกองทัพมอญสวามิภักดิ์ซึ่งมีความคุ้นเคยกับภูมิประเทศเป็นอย่างดีมาช่วยรบ  กองทัพสยามตั้งค่ายชักปีกกา ขุดสนามเพลาะ ปักขวากหนาม ตั้งปืนกะระยะยิง และส่งทหารไปร่วมกับทัพมอญขึ้นไปสกัด ถ่วงเวลาที่ด่านกรามช้าง !!!

.

           เมื่อกองทัพที่ 4 ของพม่ายกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ผ่านเมืองไทรโยคเข้ามาทางเมืองท่ากระดาน ตีด่านกรามช้างแตกอย่างยากลำบาก จึงยกเข้ามาเผชิญกับกองทัพของกรมพระราชวังบวร ฯ ที่ตั้งค่ายรอรับอยู่แล้ว ฝ่ายพม่าจึงเร่งตั้งค่าย ปลูกหอรบประจันหน้ากับฝ่ายไทยบนเชิงเขาซึ่งดูจะได้เปรียบด้านความสูงกว่า แล้วนำปืนใหญ่ขึ้นหอสูงยิงถล่มค่ายของฝ่ายสยาม จนยากจะหาที่ปลอดภัยจากกระสุนปืนใหญ่ฝ่ายพม่า ไพร่พลสยามเริ่มเสียขวัญและเริ่มระส่ำระสาย แต่ด้วยความเด็ดขาดของผู้กรมพระราชวังบวร ฯ ที่ทรงประกาศว่า หากใครถอยหนีหรือไม่ยอมสู้รบ ให้ลงโทษอย่างหนักโดยจับตัวใส่ครกขนาดใหญ่และโขกให้ร่างแหลกละเอียด ซึ่งนั่นก็ทำให้ไพร่พลหันหน้ากลับมาฮึดสู้กับฝ่ายพม่าอีกครั้ง

.

.

         ปืนใหญ่ของฝ่ายพม่าก็ยังระดมยิงใส่ค่ายสยามอย่างรุนแรง กรมพระราชวังบวร ฯ จึงคิดค้นกลยุทธ์ใหม่โดยประยุกต์ปืนใหญ่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  ทรงให้ตัดไม้ยาวสองศอก เสียบเข้าปลายกระบอกปืนใหญ่แทนลูกกระสุน แล้วยิงใส่ค่ายพม่าจนหอรบปืนใหญ่ของพม่าพังลงมาทั้งหมด

.

.

          ในระหว่างสงคราม ทรงนำทหารส่วนหนึ่งออกจากค่าย ไปปฏิบัติการสงครามกองโจร "จารยุทธ์" ตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงของข้าศึก ซึ่งพระองค์ก็ได้มอบหมายให้ “พระองค์เจ้าขุนเณร” เป็นผู้คุมกองโจรไปปฏิบัติการ มีหน้าที่ปล้นสะดมขบวนลำเลียงของพม่าที่พุไคร้ ช่องแคบแควน้อย ซึ่งก็สามารถยับยั้งและปล้นสะดมขบวนลำเลียงของพม่าได้สำเร็จ ทำให้ค่ายทัพหน้าพม่าขาดเสบียงอาหารและกระสุนดำที่จะยิงต่อสู้กับฝ่ายไทย

.

         มื่อกองทัพหน้าถูกตรึงอยู่ที่หน้าช่องเขาบรรทัด ทัพที่ 6 ทัพที่  7 ของพม่าที่ยกตามมาก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ จึงต้องตั้งทัพอยู่รออยู่ในหุบเขา แม้ทัพหลวงของพระเจ้าปดุงเองซึ่งเป็นทัพที่ 8 จะยกเลยด่านเจดีย์สามองค์เข้ามาแล้ว ก็ต้องหยุดทัพไม่สามารถเดินหน้าต่อเข้ามาได้ อีกทั้งยังขาดแคลนเสบียงอาหารอย่างหนัก แต่ก็ต้องแบ่งเสบียงบรรทุกช้างข้ามเขาไปให้กองทัพหน้า ก็ยังถูกฝ่ายไทยซุ่มโจมตีตัดการลำเลียงเสบียงอีก จนทหารพม่าโดยเริ่มอดอยาก เจ็บป่วย เป็นไข้ป่าและเริ่มล้มตายไปทีละคน

.

          ขณะที่กองทัพของกรมพระราชวังบวรฯสู้รบติดพันอยู่กับพม่าที่ทุ่งลาดหญ้านั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปริวิตกว่าจะยันทัพพม่าไม่อยู่ จึงได้เสด็จยกทัพหลวงมาถึงทุ่งลาดหญ้า แต่กรมพระราชวังบวร ฯได้กราบทูลว่า พม่าอดอยากมากพออยู่แล้ว อย่าทรงวิตกเลย อีกไม่นานก็จะแตกแล้ว ขอให้เร่งเสด็จกลับไปตั้งมั่นที่พระนคร ด้วยเกรงว่าทัพพม่าที่ยกเข้ามาทางอื่นจะฝ่าด่านเข้ามาได้ จะได้ยกไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที

          เมื่อแนวหลังของทัพหน้าถูกตัดขาดโดยกลศึกสงครามกองโจร จนเกิดความอดอยากและเสียขวัญไปทั่วค่ายพม่า กรมพระราชวังบวร ฯ ทรงใช้กลยุทธ์หลอกฝ่ายพม่า โดยให้ทหารลอบออกนอกค่ายในเวลาค่ำคืน  แล้วให้ตั้งทัพถือธงทิวเดินเป็นกระบวนกลับมาในตอนเช้า ส่งเสียงสดชื่นอึกทึก ฝ่ายพม่าอยู่บนที่สูงกว่า เห็นกองทัพไทยมีกำลังหนุนเพิ่มเติมมาเสมอ ก็ให้ครั่นคร้ามจนเสียขวัญหนัก เมื่อถึงเวลาสุกงอมและเหมาะสมแก่แวลา กรมพระราชวังบวรสุรสีหนาท ก็ทรงประกาศปลุกขวัญแก่ไพร่ทหารว่า “ พวกเจ้าเป็นไพร่หลวง ข้าเป็นพระราชวงศ์ แต่เจ้ากับข้าเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเราเป็นคนไทย เป็นเจ้าของแผ่นดินเหมือนกัน รบวันนี้เราจะแสดงให้ผู้รุกรานเห็นว่าเราหวงแหนแผ่นดินแค่ไหน รบวันนี้เราจะไม่กลับมาค่ายนี้อีกจนกว่าจะขับไล่ศัตรูไปพ้นชายแดน ข้าจะไม่ขอให้พวกเจ้ารบเพื่อใคร นอกจากรบเพื่อแผ่นดินของเจ้าเอง แผ่นดินที่เจ้ามอบให้ลูกหลานของเจ้าได้อยู่อาศัยอย่างเป็นสุขสืบไป”      

.

           17 กุมภาพันธ์ 2328 กองทัพสยามก็เข้าระดมตีค่ายพม่าพร้อมกันทุกค่าย พร้อมทั้งใช้ปืนลากล้อระดมยิงสนับสนุนอย่างหนักตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ทัพหน้าที่ 4 และทัพที่ 5  แตกกระเจิงจนหมดทุกค่าย ไพร่พลสยามไล่ฆ่าฟันพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก ที่เหลือต่างก็วิ่งหนีกระจัดกระจาย แต่ก็ถูกกองโจรของพระองค์เจ้าขุนเณรเข้าตีซ้ำเติม จับเชลยริบศาสตราวุธกลับมาเป็นจำนวนมาก ในพงศาวดารพม่ากล่าวว่า "ไทยตีค่ายพม่า แตกที่แนวรบทุ่งลาดหญ้านั้นทหารพม่ากำลังอดอยากอิดโรย ถูกไทยฆ่าตายและจับเป็นเชลยทั้งนายและไพร่พล ประมาณ 6,000 คน"

.

.

           เมื่อพระเจ้าปดุงทราบว่ากองทัพหน้าแตกพ่ายกลับมาอย่าสะบักสะบอม อีกทั้งเสบียงอาหาร ก็ขัดสนมาก ไพร่พลของทัพหนุนก็เป็นไข้ป่าเจ็บป่วยล้มตายกันมาก เห็นควรว่าหากจะนำทัพเข้าต่อรบอีก ขวัญและกำลงใจของกองทัพก็ไม่มีเหลือแล้วจะพาให้ยับย่อยมากกว่านี้ จึงสั่งให้เลิกทัพ ทั้ง 5 ทัพ ไพร่พลรวมกว่า 100,000 คน ถอยกลับไปเมืองเมาะตะมะเสียในทันที

.

           ส่วนทัพที่ 2 ของพม่า เมื่อด่านบ่องตี้ ก็เข้ามาตั้งทัพอยู่ที่เขางูราชบุรี ด้วยขาดการติดต่อจึงไม่รู้ว่าทัพหน้าได้แตกพ่ายไปแล้ว จึงยังคงคุมเชิงอยู่ โดยที่ทัพที่ 3 ของสยามก็ไม่รู้ข่าวว่าพม่าเข้ามาถึงเขางูแล้ว จนเมื่อกรมพระราชวังบวร ฯ เสร็จจากศึกทุ่งลาดหญ้าแล้วยกทัพหมายช่วยหัวเมืองทางใต้ ก็ผ่านมาบังเอิญเข้าปะทะกับทัพพม่าที่เขางูโดยไม่ทันรู้ตัว จึงเกิดการรบพุ่งกันถึงขั้นตะลุมบอน ทัพที่ 2 พม่าจึงแตกพ่ายกลับไป

.

. 

          เมื่อนำทัพกลับพระนครได้ 6 วัน ทรงปรึกษากับพระเชษฐาธิราช แล้วทรงแยกทัพเป็นสองทัพใหญ่ กรมพระราชวังบวร ฯ เสด็จยกทัพลงมาช่วยเหลือหัวเมืองปักษ์ใต้ที่ถูกพม่ายึดครอง ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงยกทัพขึ้นหนุนทัพสยามทางภาคเหนือ 

.

           กรมพระราชวังบวรสุรสีหนาท ทรงยกไปตั้งทัพปะทะพม่าที่ไชยา และตีเมืองนครศรีธรรมราช และในที่สุดกองทัพของชาวสยามก็สามารถขับไล่และทำลายกองทัพพม่าที่เหลืออีก 3 ทัพออกไปจากผืนแผ่นดินไปได้จนสิ้น....“เก้าทัพต้องยับย่อย” ลงแล้ว

.

           ส่วนพระเจ้าปดุง เมื่อพ่ายแพ้ศึกในมหายุทธสงคราม 9 ทัพกลับไป ก็มีแต่ความอัปยศอดสู เพราะไม่เคยทำสงครามพ่ายแพ้ผู้ใดมาก่อน เพิ่งมาแพ้ต่อสยามเป็นครั้งแรก ปีต่อมาก็ยังส่งกองทัพใหญ่หวังจะมาแก้มืออีก แต่ก็ต่อรบได้เพียงสามวัน ในสมรภูมิสามสบและท่าดินแดง ค่ายพม่าก็แตกพ่าย ไพร่ทหารล้มตายเป็นอันมาก อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2330  พระองค์ก็ยังคงดื้อดึงที่จะส่งกองทัพกลับมาหมายจะยึดหัวเมืองเหนือคืนจากสยามอีกครั้ง ก็ถูกกรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาทขับไล่ออกไปอีก

.

           ตลอดระยะเวลา 17 ปีนับแต่ปี 2328 – 2345 พระเจ้าปดุงผู้ยิ่งใหญ่ได้ทุ่มเทกำลังทางทหารและทรัพย์สินมากมายในความพยายามอย่างไร้ผลถึง 5 ครั้งที่จะเอาชนะต่อชาวสยาม ดังเช่นที่พระเจ้าเซงพยูเชงหรือมังระเคยพิชิตมาแล้ว ความอวดดีและหลงทะนงตนในครั้งนี้ จักรวรรดิราชาพม่าจึงต้องสูญเสียดินแดนเชียงใหม่และหัวเมืองเหนือที่เคยเป็นเมืองขึ้นให้แก่อาณาจักรสยามอย่างถาวร

.

          ในเวลาเดียวกัน รัฐมอญ กะเหรี่ยงและยะไข่ ล้วนต่างได้ก่อกบฏแข็งข้อขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อต่อต้านกับการขูดรีดภาษีและเสบียงเพื่อไปใช้ในการสงครามตลอดเวลา

.

          เมื่อไม่สามารถสร้างตนเป็นจักรพรรดิราชาแห่งโลกจากการ "พระราชสงคราม" ยึดครองแว่นแคว้นรอบด้านได้เฉกเช่นกษัตริย์พม่าในอดีต พระเจ้าโบดอพญาผู้หยิ่งในศักดิ์ศรีจึงหันมาเสริมสร้างพระเกียรติยศโดยทรงประกาศตัวเป็น “พระโพธิสัตว์สูงสุดแห่งโลก” แทนจักรพรรดราชาผู้ครองชมพูทวีป ทรงประกาศตนเป็นองค์ศาสนนูปถัมภกพระพุทธศาสนาด้วยความพยายามสร้างมหาสถูปขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่เมืองมินกุน (Mingun) ที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำอิระวดีจากเมืองอมรปุระขึ้น

.

.

         จากองค์ศาสนูปถัมภก กลายมาเป็นความหมกมุ่น หลงใหล คลั่งไคล้ ในความเชื่อทางศาสนา จนละเลยความรับผิดชอบในการปกครองบ้านเมือง นำพม่าเข้าไปสู่ยุคเสื่อมถอย เกิดความเหลื่อมล้ำ การคอรับชั่นและโจรปล้นสะดมกระจายไปทั่ว กษัตริย์แห่งรัฐฉานก็ถูกทำลายเกียรติยศ จนนำไปสู่ความไม่ศรัทธาต่อราชวงศ์คองบองและการปราบกบฏชายแดนอินเดียจนเกิดเป็นกรณีพิพาทกับอาณานิคมของอังกฤษที่จิตตะกอง

.

           ความหมาย “เก้าทัพต้องยับย่อย” ของผม จึงไม่ได้หมายถึงเพียง สงครามเก้าทัพที่ฝ่ายพม่าต้องถอยทัพกลับไปทั้ง ๆ กำลังพลยังเหนือกว่ามาก แต่ความยับย่อยในความหมายของผม เริ่มต้นจาก"สมรภูมิทุ่งลาดหญ้า" ที่สร้างความเสื่อมถอยให้กับมหาจักรวรรดิผู้เคยพิชิตกรุงศรีอยุธยาในครั้งต่อ ๆ มา

.

          “ทุ่งลาดหญ้า” ที่กรมพระราชวังบวรสุรสีหนาททรงใช้กลศึกและสงครามกองโจร"จารยุทธ์" ตรึงทัพหน้ากักทัพใหญ่กว่าแสนให้ละลายหายไปในพริบตา ทั้งไพร่พลและขวัญกำลังใจ แม้แต่พระเจ้าปดุงผู้เกรียงไกรยังต้องถอนทัพกลับไปอย่างอดสู ราชวงศ์คองบองสิ้นความอหังการ เสื่อมพระเกียรติยศแห่งราชาเหนือราชา จนต้องหันไปพึ่งพระพุทธศาสนา ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยให้พระเจ้าปดุงเข้าใจในโลกแห่งความเป็นจริง นอกจากการสร้างตนเป็นราชาเหนือพระพุทธเจ้าและราชาเหนือโลกในฐานะพระโพธิสัตว์เท่านั้น

. 

           ซึ่งนั่นก็ได้นำไปสู่ "ความยับย่อย"ของพม่า เมื่อไม่สามารถเอาชนะใจประเทศราชและแว่นแคว้นที่เคยยึดครอง ปวงประชาราษฎร์ของพม่าก็เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า

. 

           "เก้าทัพต้องยับย่อย" คือจุดเริ่มต้นที่ไปสู่การย่อยยับในเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของพระเจ้าปดุง พ่วงไปถึงความเสื่อมถอยของพม่าในทุก ๆ ด้าน ถือเป็นสัญญาณครั้งสำคัญของจุดเริ่มต้นแห่งการสิ้นสุดราชวงศ์คองบองในเวลาต่อมา

.

          พระเจ้าปดุง เสด็จสวรรคตในปีพ.ศ. 2362 ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 2 ของราชอาณาจักรสยาม รวมระยะเวลาการครองราชย์นานถึง 37 ปี !!!

.

           สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท(วังหน้าพระยาเสือ) ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดตองปุแล้วถวายเป็นพระอารามหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดชนะสงคราม” เพื่อเป็นพุทธบูชาในการพระราชสงคราม ที่พระองค์ทรงมีชัยชนะต่อพม่าในการรบทั้ง 3 ครั้ง ทั้งในสงครามเก้าทัพ ปี 2328  ศึกท่าดินแดงและสามสบ ปี2329 และสงครามที่นครลำปางป่าซาง ในปี 2330  และได้โปรดให้บรรจุพระเนื้อดินดิบ"วัดชนะสงคราม" ไว้ในกรุพระเจดีย์เพื่อถวายเป็นเครื่องพุทธบูชาหลังจากที่ต้องสังเวยชีวิตผู้คนมากมายเพื่อปกปักษ์รักษาแผ่นดินเอาไว้

.

.

           ซึ่งผมก็โชคดีครับที่ได้พระเครื่องจากกรุวัดชนะสงครามมาไว้ในครอบครองหลายองค์ พระเครื่องที่มีคติ “ชนะสงคราม”ที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงโปรดให้สร้างขึ้น เพื่อรำลึกถึงชัยชนะในมหายุทธสงครามครั้งสำคัญของเราชาวสยาม !!!

.

.

           OK trip ในครั้งแรกนี้ หากเรามีโอกาสพอเหมาะกับเวลา เราจะไปเยือนสมรภูมิลาดหญ้า จุดเริ่มต้นของมหาวีรกรรม"เก้าทัพต้องยับย่อย" ของพระองค์กันอย่างแน่นอนครับ

.

เพลงประกอบละครสายโลหิต

ใช้เพื่อประกอบเ Entry มิได้ใช้เพื่อการค้า สนใจโปรดสนับสนุนสินค้ามีลิขสิทธิ์

.

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net