วันที่ เสาร์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไร้ราก


 

บ่ายวันฟ้าหม่นเมฆ

ผมและแม่เดินทางกลับมาเยี่ยมญาติๆที่ภูมิลำเนาเดิมของแม่ เมื่อถึงตรงทางแยกเข้าหมู่บ้าน ผมก็เห็นคนงานกลุ่มหนึ่งกำลังรื้อถอนศาลาริมทางหลังเดิมออก เพื่อที่จะสร้างหลังใหม่ทดแทน ดูจากสภาพกองซากเก่าโทรมแล้ว มันอาจจะพอใจอยู่ลึกๆกับการถูกปลดระวาง ผมคิดเช่นนั้น 

ถนนเข้าหมู่บ้านตัดผ่านท้องทุ่งแห่งฤดูฝน ซึ่งหากมาช่วงฤดูกาลอื่นภาพที่เห็นย่อมต่างออกไป ผมมองเห็นสะพานอยู่ข้างหน้าอีกไม่ไกลนักซึ่งเคยมากระโดดน้ำเล่นในวัยเด็ก สะพานนั่นบ่งบอกว่า อีกไม่นานก็ถึงหมู่บ้าน อีกไม่นานก็จะผ่านบริเวณที่เรือนไม้หลังใหญ่ของยายเคยตั้งอยู่ อีกไม่นานก็คงถึงบ้านของน้าผม ซึ่งตอนนี้ยายอาศัยอยู่ที่นั่น

ให้รู้สึกบางอย่างเมื่อผ่านตรงนั้น ตรงที่เคยมีเรือนไม้ของยายตั้งอยู่ 

ครั้งยังเด็ก, ในระหว่างปิดภาคเรียน ผมมักจะถูกส่งตัวมาอาศัยอยู่กับยายที่เรือนหลังนั้นเสมอ โดยแม่ให้เหตุผลว่าไม่อยากให้ลูกหลงลืมพื้นเพเดิมว่ามาจากชนบท ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่ ผมหาได้ทุกข์ร้อนอะไรนัก ในวัยเด็กขอให้มีเพื่อนเล่นไปวันๆจะอยู่ที่ไหนก็ไม่เกี่ยงอยู่แล้ว พอเติบใหญ่ขึ้น ผมได้มาน้อยครั้งลง อาจเพราะอะไรหลายๆอย่างตามวันเวลาล่วงเลย 

ระหว่างใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัย ผมทราบจากแม่ว่า เรือนหลังนั้นถูกรื้อถอนด้วยมติจากลูกๆของยาย(แต่แม่บอกว่าแม่ไม่มีส่วนข้องเกี่ยวในเรื่องนี้) แล้วยายล่ะ ผมถาม ยายย้ายไปอยู่กับน้าน่ะ แม่บอก แม่เป็นลูกคนรองสุดท้อง นั่นทำให้ผมมีน้าเพียงคนเดียว 

เมื่อมาถึงบ้านน้า ผมรู้สึกมีความสุขที่ได้เจอยายอีกครั้ง หลังไม่ได้พบกันนาน

ยายคงเช่นกัน

ญาติพี่น้องที่พบกันต่างมีสีหน้าแย้มยิ้ม อันบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าอยู่ในห้วงอารมณ์ใด 

ยายดูตัวเล็กกว่าเดิม ผู้ที่เคยถือไม้เรียวไล่กวดพวกหลานๆวัยซน ผู้ที่คอยขับกล่อมหลานๆยามหลับ ผู้ที่โอบกอดหลานๆอย่างเอ็นดู ผู้ที่มือหยาบกร้านด้วยผ่านงานการอันหน่วงหนัก ผู้ซึ่งไม่ยอมพ่ายให้กับอุปสรรคใดๆ เพราะยายคือเสาหลักของครอบครัวนับตั้งแต่ตาเสียไป นั่นทำให้ยายต้องเลี้ยงลูกๆตามลำพัง

ตาเสียตั้งแต่ผมยังไม่ถือกำเนิด นั่นทำให้ผมรู้จักตาเพียงแค่เรื่องเล่า ครั้งหนึ่งในวัยเด็ก ยายเคยเล่าให้ผมฟังว่า นี่เป็นเรือนหลังใหญ่ที่สุดในแถบนี้(ยายเล่าให้ฟังขณะอยู่บนเรือน) เพราะตาเป็นคนกว้างขวาง เป็นเรือนหลังงามที่สุด เพราะตาเป็นช่างไม้ที่รู้จักกันทั่ว แววตาของยายเป็นประกายขณะเล่าเรื่อง แต่แล้วก็มัวหม่นลงทันใด ดูเหมือนยายจะหวนคิดถึงอะไรบางอย่าง

เรือนถูกใช้เลี้ยงดูลูกๆ และยังถูกใช้เลี้ยงดูหลานๆอีกด้วย แต่อยู่ไม่ถึงรับใช้เลี้ยงดูรุ่นเหลนของยาย

ผมไม่อาจรู้ได้ว่ายายรู้สึกเช่นไร เมื่อเรือนที่เคยพักพิงอาศัยต้องถูกรื้อถอน อย่างน้อยยายคงไม่ยอมง่ายๆ หากมันไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอ ผมได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจด้วยรู้สึกว่าตนเป็นคนนอกสำหรับเรื่องนี้

ผมขับรถออกมาจากบ้านน้าเพียงลำพัง โดยบอกว่าอยากขับรถเล่น นั่นเป็นแค่ข้ออ้าง

ผมจอดรถหน้าทางเข้าซึ่งตอนนี้รกรุงรัง ซากรั้วที่เหลืออยู่เป็นแหล่งอาศัยของเถาวัชพืช บริเวณที่เรือนไม้หลังใหญ่เคยตั้งอยู่บัดนี้มีเพียงความรกร้างว่างเปล่า

รกร้างและว่างเปล่า... 

“…”

“…”

เมื่อเห็นสภาพความเป็นจริง ทำให้ผมรู้สึกราวกับถูกตัดขาดจากรากแก้วทางจิตวิญญาณที่ค้ำจุนเราเอาไว้ ไม่อาจทนอยู่ต่อไปได้อีก, ผมจึงจากมา ผมคิดในระหว่างทางว่า  สมควรหรือไม่ที่จะถามยายเกี่ยวกับเรื่องนี้...

บางที... อาจมีเหตุผลดีพออยู่แล้ว

เช้าวันฝนพรำ

เราจากมาอย่างอ้อยอิ่ง บรรยากาศเช่นนี้ช่างไม่เหมาะกับการลาจากเอาเสียเลย ให้รู้สึกโหยหาอาลัยในบางอย่างที่ไม่รู้แน่ชัด จริงๆแล้วสิ่งไหนแน่ที่ผมรู้สึกผูกพันมากกว่ากัน? ระหว่างเรือนหลังนั้น,ความทรงจำจากอดีตหรือสายสัมพันธ์เครือญาติ 

เมื่อถึงตรงทางแยก แยกระหว่างผู้เข้ามากับผู้จากไป ขึ้นอยู่แค่จะมุ่งสู่ทิศไหน  ซากศาลาริมทางหลังเก่าถูกขนย้ายไปไหนก็ไม่รู้ อาจถูกขนไปทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่ง รอคอยการถูกทับถมจากซากอื่นๆ เหมือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมายอันซ้อนทับกันอยู่ รอคอยการพลัดหล่นและถูกหลงลืม จากชนรุ่นหลังซึ่งไร้ราก...

โดย ดุจดังฯคนจร

 

กลับไปที่ www.oknation.net