วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

@หลุดจักรวาลใจ


@หลุดจักรวาลใจ

           "คนพูดจายุแหย่ มักโกรธ ตระหนี่ และ คิดแต่จะให้คนอื่นพินาศ ไม่มีคนฉลาดคนใด เขาคบด้วยหรอก เพราะการคบกับคนเลว จะทำให้เลวไปด้วย

            แต่คนฉลาด...เขาจะคบกับคนที่ มีศรัทธา มีศีล มีปัญญา และมีการศึกษามาก เพราะการคบกับคนดี มีแต่จะทำให้เจริญรุ่งเรือง"

           ท่านพระอานนท์เถระกล่าวถ้อยคำนี้ เพื่อตักเตือนเหล่าพระฉัพพัคคีย์ ในครั้งที่พระเหล่านั้น ได้ไปคลุกคลี สมาคมด้วยกันกับพระเทวทัต

           "ดูสิ ดูร่างกาย ที่มีกระดูก ๓๐๐ ท่อน เป็นโครงร่าง ถูกตบแต่งให้สวยงาม แต่ก็ยังมีแผลอยู่ทั่วไป เป็นที่น่ารังเกียจ แต่คนโง่จำนวนมาก ก็ยังอยากได้ มันช่างไม่มีความยั่งยืนเอาเสียเลย

            ดูสิ ดูร่างกาย ที่ถูกตบแต่งให้สวยงาม ด้วยแก้วมณี และต่างหู แต่ส่วนลึกแล้ว คือ หนังหุ้มกระดูก ที่งดงามอยู่ได้ด้วย เครื่องพัสตราภรณ์

            ดูสิ ดูเจ้าของร่าง หล่อนมีเท้าลูบไล้ด้วยน้ำครั่ง มีหน้าสีนวลเนียน เนื่องจากลูบไล้ด้วย จุรณ์จันทน์ จึงดูสวยงาม พอที่จะหลอกให้คนโง่หลงได้ แต่จะให้คนที่แสวงหาพระนิพพานหลงนั้น ไม่มีทางสำเร็จหรอก

            เส้นผมของหล่อน เป็นลอน คล้ายกระดานหมากรุก ดวงตาหยาดเยิ้มด้วยยาหยอด จึงดูสวยงาม พอที่จะหลอกให้คนโง่หลงได้ แต่จะให้คนที่แสวงหาพระนิพพานหลงนั้น ไม่มีทางสำเร็จหรอก...

            กล่องยาหยอดตาใหม่ ที่มีลวดลายสวยงาม ก็เหมือนกับร่างกายที่เน่าใน แต่ภายนอกถูกตกแต่งให้สวยงาม พอที่จะหลอกให้คนโง่หลงได้ แต่จะให้คนที่แสวงหาพระนิพพานหลงนั้น ไม่มีทางสำเร็จหรอก"

            ท่านพระเถระกล่าวถ้อยคำนี้ เพื่อตักเตือนเหล่าพระทั้งหลายที่หลงใหลในรูปโฉมของนางอุตตรา ผู้เป็นหญิงนครโสเภณีแห่งแคว้นมคธ

: พระไตรปิฎก / สุตตันตปิฎก ขุททนิกาย เถรคาถา / มหามงกุฏราชวิทยาลัย

           เกิดเป็นคน ต้องรู้จักสังเกต สิ่งดีๆ หลักธรรมดีๆ คนดีๆ ที่สามารถเป็นแบบอย่าง หรือเรียกง่ายๆ ว่า ชีวิตรู้จักความฉลาด ฉลาดอะไร ฉลาดที่จะหลุดจากสิ่งไม่ดี ไม่งาม แม้ทั้งชีวิตจำเป็นต้อง หลุดให้ได้จากสิ่งที่ทำดีด้วยแล้ว นั่นหมายถึง ช่วงจังหวะชีวิตตน บอกกับตนเองเข้าแล้วว่า สัจจธรรมเข้าสู่จิตใจตน เจอะเจอจนได้ ถึงเวลาแล้วเรา ชีวิตบนเส้นทางที่ปลอดภัย ไม่ให้ชีวิตกระเสือนกระสน กับเหตุการณ์ที่ชวนมอง ชวนยึดติด ไม่ไปติดกับมัน กระแสใดๆ ถ้าหากเข้าไปพัก เข้าไปติดนานๆ เข้า ความติดกับสิ่งนั้นนานๆ เข้าก็ไม่ได้ไปไหนกัน ชีวิตที่ต้องก้าวเดินต่อ ชีวิตต้องพร้อมเสมอ เพื่อเผชิญกับเรื่องราวที่มาทุกวัน  ชีวิตที่ต้องมีอุปกรณ์ต่างๆ อำนวยความสะดวก เทคโนโลยีมีให้ใช้ แต่ใช้ให้เป็น ใช้ให้ถูกทาง ใช้ในระหว่างทางเดินของชีวิต ไปให้เร็ว ไปด้วยความปลอดภัย ไม่เสียเวลา ไม่เดือดร้อน ร้อนใจ ให้ใจเสีย ไม่จนใจ ชีวิตที่มีทางออกเสมอ ชีวิตที่ต้องมีอาวุธทางปัญญา ด้วยจิตใจที่เต็มเปี่ยม ด้วยพลังที่บริสุทธิ์ แสงแห่งคมด้วยความเฉียบ ด้วยปัญญาใน ด้วยจิตใจที่สูงพอยึดหลักธรรมแห่งพระไตรลักษณ์ พึงใช้ในระหว่างทางเดิน

            ธรรมดา ที่แสนธรรมดา ทุกอย่างเป็นไปตาม เหตุ เป็นไปตามปัจจัยของผล วนไป วนมา เปลี่ยนไป เปลี่ยนไป ไม่เคยหยุดกับที่

            บุคคลใด ต้องการจะหลุดสิ่งที่เวียนว่าย ตาย เกิด นี้ได้ ต้องทำชีวิตตนเอง เป็นเสมือนห้องบัญชาการ ศูนย์รวมข้อมูล ศูนย์รวมบริหารและจัดการ รู้ทั้งหมด ทั้งรู้ใจ รู้กาย รู้การได้มา รู้สิ่งที่เสียไป วิเคราะห์แก่นความเป็นจริง รู้ทางออก บอกประตูชี้ทางตน วิเคราะห์ถูกต้องแม่นยำ ทันสถานการณ์ เหตุการณ์ตื่นเต้น เหตุการณ์ที่ชวนสับสน กระเสือกกระสนวิ่งหาความปลอดภัย หรืออยู่กับสิ่งสมมติอย่างเป็นคุณ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ล้ำลึก รอบด้าน และชัดเจน มั่นใจดำรงอยู่ในความมีทั้งหลาย ด้วยความเป็นประโยชน์สูงสุด ด้วยความถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท ด้วยความเมตตาต่อกระแสดีๆ ด้วยความกรุณาของผู้ให้ความสะดวก

           เหตุเกิดที่ใด จัดการ และจบที่นั้น เกิดที่อายตนะทั้งหก ก็ต้องหลุดที่อายตนะทั้งหกนั้นๆ เหตุเกิดที่กาย ก็ต้องที่กาย สัมผัสอะไร รู้ เห็น ทันกับมัน ฝึกจิตแล้ว อยู่ปัจจุบันขณะจิตแล้ว แรงสัมพันธ์ แรงกรรม แรงการกระทำที่ใด รู้สึกภายใน ทำแบบสบายๆ ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องรีบ รู้สึกไว้ ฐานก็รู้สึกอยู่ เหตุแห่งการก่อเกิด กระแสใดๆ ก็รู้สึกไปที่เหตุนั้น ทุกอย่างไม่สุดโต่ง ทุกอย่างเป็นไปแบบสบายๆ ผ่อนเพื่อคลาย ไม่แก้ปัญหา แต่ปัญหาไม่รู้จบ ปฏิบัติคลายความกังวล ไม่ต้องแวะ ไม่ต้องสงสัย อยู่ฐานมั่น รักษาระดับไว้ นิ่งๆ สงบๆ จากภายใน จัดการจากความพร้อมภายใน ภายนอกจัดการไปตามเหตุการณ์ ภายในไม่ทิ้งฐาน ตั้งให้มั่น ใจมีที่ตั้ง จิตมีความพร้อมตลอดเวลา จัดการได้หมด เหตุเกิดที่ใจ ก็ต้องหลุดที่ใจ ใจออกไปข้างนอกแล้ว ไม่ต้องตกใจ ให้ใจตก ใจแตก เรียก ใจกลับบ้าน ดึงใจกลับมาที่ฐานรองรับ ดึงใจกลับที่ตั้งที่มั่นภายใน   ไม่ต้องไปพาลกับมัน ไม่ต้องคำนึงกับอดีต เหตุการณ์ผ่านมาผ่านไป อย่างรวดเร็ว หน้าที่เรา คือ ดึงใจกลับบ้าน ควบคุมใจตนเองให้ได้ กลับให้ทัน หาความปลอดภัยให้กับชีวิต มีทางเดียว จบได้ กลับมาข้างในตนเอง ปลอดภัยที่สุด จบเหตุการณ์นั้นได้ แรงกรรมทุกคนมี กลับมาแก้กรรม ลดกรรมที่ภายในกัน ละอะไรละได้ ต้องละจากภายในตน

          ผู้มีปัญญา จึงพึงเจริญในธรรมตลอดเวลา เป็นผู้ไม่ประมาท ทั้ง ๔ สถานคือ

                 ความไม่ประมาทในกาย ละกายตนที่ทุจริต พึงกระทำกายให้สุจริต

                 ความไม่ประมาทในวาจา(วจี)  ละวาจาตนที่ทุจริต พึงวาจาให้สุจริต

                 ความไม่ประมาทในจิต (มโน) ละจิตตนที่ทุจริต พึงเจริญจิตให้สุจริตอยู่เสมอ

                 ความไม่ประมาทในความเห็นของตน ละความเห็นผิด ละความพาลในความเห็นตน พึงทำความเห็นตนให้ถูกต้องตามหลักธรรม    

          ไม่ไปเพลิดเพลิน ยินดี ยินร้าย กับอะไร เพราะแจ้งในอริยสัจ ๔ ทุกอย่างเริ่มต้นที่เรา เราก็รู้ว่า อ๋อ! นี่ ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุ มีปัจจัย จึงมีเหตุ มีเหตุ จึงมีผล แล้วที่เขาทุกข์กันล่ะ ทุกข์นั้น ก็ไม่ควรกำหนดยึดติดสิ เห็น และรู้ การเกิด - ดับของการกระทำ เราทำอะไร แปะเดียวก็ผ่านไป ๆ ๆ เรื่อยๆ ทำผิด ทำถูก ผ่านไปแล้วๆ ย้อนกลับไม่ได้ แล้วสิ่งที่ทำไปนั่น มันไปไหน ทุกอย่างเป็นปัจจัย เป็นข้อมูลให้เกิดต่อ แล้วทำอย่างไรดี สิ่งที่เคยทำไปมันไม่ดีนี่ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพระไม่รู้นะ ผิดมั๊ย ทำอะไรไว้ ถ้าผิด ก็ผิด ถูกก็ถูก ตรงไปตรงมา ไม่มีข้ออ้าง ไม่ต้องสงสัย ความคิด ความจำ ความรู้สึกผ่านเข้ามา กำหนดรู้ได้ เห็นได้ด้วยตัวเราเอง อะไรเป็นทุกข์ อะไรเป็นสุข อะไรดีไม่ดี เห็นทุกสิ่ง เห็นแล้วไม่ไปเพลิดเพลิน ไม่ให้กำลังกับมันนะ เหตุให้เกิดทุกข์ เราละแล้ว พอเราไม่เพลิดเพลิน ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ที่สุดความทุกข์ทั้งหลาย มันก็ดับไปเป็นธรรมดา เรียกว่า "ทำความดับทุกข์ให้แจ้ง เราทำให้แจ่มแจ้งแล้ว เราก็รู้สึกภายในไปเรื่อยๆ ไม่ทิ้งทั้งภายในและภายนอก ภายในเห็นการเกิด - ดับ เรียกว่า วิธีปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ เราได้ดำเนินกันแล้ว

            เราได้เห็นสิ่งที่ไม่แน่นอนอยู่อย่างนี้ ทุกข็ก็อยู่ของทุกข์ เกิดแล้วก็ดับไป จิตก็อยู่ของจิต มันก็เป็นอย่างนี้ จิตก็เป็นอิสระ หลุดพ้นจากความทุกข์นั้นได้ เพระไม่ยึดมั่น เพราะมีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง ว่า สิ่งทั้งหลายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เห็นการเกิด - ดับ ความทุกข์อะไรเกิดขึ้นมา แล้วก็ดับ เกิดขึ้นตรงไหนดับตรงนั้น หรือดับที่จิต ที่ฐานรองรับ เราเห็นอริยสัจ ๔ อย่างนี้ เรียกว่า เห็นถูกต้อง ชีวิตมีอริยมรรคมีองค์แปด ตลอดเวลา จากการที่เราทุกคนไม่ลดละ อดทน เพียรตลอด ในการรู้สึกตัวทั่วพร้อม เพื่อให้ชีวิตอยู่ในความปลอดภัย มีสติตามระลึกถึง พิจารณาด้วยปัญญาได้ทันเหตุการณ์

           เริ่มจากจุดเดียว จุดอื่นก็ดำเนินด้วยตัวของมันเอง วินาทีนี้ ผ่านไป เชื่อมโยงเป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี ฉันใด  จิตที่ได้รับการฝึก เอาใจใส่ เข้าไปข้างในตลอดเวลา จิตมีพลัง เห็นการเกิด - ดับ ก็เชื่อมโยงถึง การหลุดพ้นได้ ฉันนั้นเหมือนกัน ฉะนั้น พึงเจริญให้มาก เจริญสติปัฏฐาน ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘ เส้นทางสู่ความพ้นทุกข์

          ทางนี้พระพุทธเจ้าทรงวางไว้แล้ว เราเดินตามไปก็จะเห็นความจริงของชีวิต แจ่มแจ้งในอริยสัจ ๔ เป็นผู้ไม่มีความกังวลต่อใดๆ อีกเลย ไม่ได้หลุดที่ไหนเลย ทั้งหมดหลุดที่ตัวเราเอง หลุดที่ภายใน จิตหลุดพ้น เพราะไม่ยึดมั่น กลับมารู้สึกภายใน นิวรณ์ทั้งหลายก็ดับไป อวิชชามันก็หมดอาหาร อวิชชาดับ วิชชาก็เกิด กระแสปรุงแต่งดับ อายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ดับ  กระทบปั๊บดับปุ๊บ พอใจ ไม่พอใจ เฉยๆ มันก็ดับ ความอยากดับ ยึดถือดับ ภพดับ ชาติดับ ชรา มรณะดับ ทุกข์ทั้งหลายดับ จิตจึงถึงความเป็นอิสระ หลุดออกจักรวาลอายตนะทั้งหลาย หลุดออกจักรวาลใจ จิตหลุดพ้น เพราะไม่ถือมั่น ไม่หมายมั่น แล้วญาณภายในก็จะบอกออกมาเอง....

           โลภ โกรธ หลง หยุดได้ ที่ตัวจิต ไม่ต้องไปไกล แสวงหาที่ไหน ให้เหนื่อย พยายามเข้าไว้ ทำใจให้เย็นเข้าไว้ ควบคุมใจ ให้ที่ตั้งใจ อยู่ภายใน ธรรมทั้งหลาย รวมลงที่ จิต ชีวิต มีจิตเป็นที่พึ่ง เป็นแพข้ามฝั่ง ระหว่างทางเดินใช้หลักธรรม แก้ปัญหาเข้าช่วย ทุกอย่างสำเร็จ สุขที่แท้จริง คือความสงบจากภายใน ปฏิบัติเรื่อยๆ ไปอย่างนี้ ชีวิตอยู่บนทางที่ปลอดภัย ห่างไกลอบายภูมิ ชีวิตมีแต่ความสด ใส เบิกบาน นิพพานตลอด

Be Happy!

วัชร

โดย วัชร

 

กลับไปที่ www.oknation.net