วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ท่านเลือกที่จะเรียนรู้อะไร และเรียนไปถึงไหนกัน ?


คุณเคยถามตัวเองไหมว่า  คนเราจะเรียนอะไรกันหนักหนา

แต่ก่อน  ผมเคยถามตัวเองอย่างนั้นจริง ๆ

ลองนึกย้อนทบทวนชีวิตของแต่ละคนดูก็ได้  ตั้งแต่เล็กจนโต  เรียนกันมากมาย  จนเกิดคำพูดเท่ ๆ กินใจประมาณว่า  “เรียนรู้ตลอดชีวิต” 

หากถามถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน  แทบไม่ต้องพูดถึงเลยว่าเปลี่ยนแปลงไปจากยุคที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง  แต่มนุษย์ก็ใช่ว่าจะหยุดหย่อนแต่เพียงเท่านี้

ยังคงมีการค้นคว้า  วิจัย  และเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่จบไม่สิ้น

ไปเหยียบดวงจันทร์ได้แล้ว  ก็จะต้องไปเหยียบดาวดวงอื่น  ๆ อีก

ทำให้อยู่คนละมุมโลก  ยังสามารถติดต่อพูดคุยเหมือนกับกระซิบอยู่ข้าง ๆ หู

สิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย  จนคนแทบจะไม่ต้องทำอะไรหรือทำอะไรกันไม่เป็นแล้ว

มันจะเรียนกันจบกันสิ้นไหมหนอ  ที่สำคัญคือ สิ่งที่กำลังเรียน  กำลังค้นคว้าวิจัย  กันหัวแทบระเบิดนี่  มันจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้มนุษย์มีความสุขในอัตราส่วนเท่าใดกันเชียว

คนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญหรือเก่งกาจที่สุดในศาสตร์แขนงใดแขนงหนึ่งในทางโลก  ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีความสุขที่สุดเสมอไป

ยิ่งเรียน  ยิ่งผลิต  ยิ่งบริโภค  มันยิ่งทำให้คนเราวุ่นวาย หรือโลกมันจะสูญสลายเร็วกว่าที่ควรจะเป็นหรือเปล่า

หากหันมาพิจารณาถึงความจำเป็นทางด้านร่างกายแล้ว  สิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้น และมีอยู่ในปัจจุบัน  มันน่าจะเหลือเฟือแล้วจริง ๆ

เราคงยังจำกันได้ตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ ที่เราได้รับการสอนให้รู้ว่า  สิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ คือ ปัจจัย ๔  แล้วลองดูซิว่า  ปัจจุบันมนุษย์เราบริโภคหรือดำรงชีวิตอยู่กันด้วยปัจจัยอะไรบ้าง

แต่คำถามที่ผมเคยถามตัวเองนั้น  พอจะคลี่คลายลง  จากหลักคำสอนของผู้ที่ก้าวพ้นความทุกข์ทั้งปวงแล้วอย่างน้อย ๒ ท่าน

คนแรกคือ  พระพุทธเจ้า  จากหลักคำสอนประมาณที่ว่า  “ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้เปรียบเสมือนต้นไม้ทั้งป่า  แต่สิ่งที่พระองค์นำมาสอนเพื่อใช้สำหรับการดำรงชีวิต  (อย่างมีความสุข) นั้น  เปรียบเทียบได้กับใบไม้ในกำมือเท่านั้น”

คนที่สองคือ  พุทธทาสภิกขุ  ที่ท่านเคยพูดไว้ว่า  “มนุษย์เราจำเป็นจะต้องรู้แต่เรื่องปฏิบัติเพื่อดับทุกข์  ถ้าเกินนั้นไปก็เรียกว่าเกิน  หรือไม่จำเป็น  หรือไม่ต้องสนใจก็ได้”

ใครพอจะเห็นตามนี้กันบ้างหรือเปล่า

ที่นำเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็น  เพราะเห็นว่า  การพยายามเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ทางโลกที่มีมากมายเหลือประมาณนั้น  ผมเองยอมยกธงขาว  เรียนเท่าไรก็ไม่มีวันหมด    ในขณะที่การพยายามเรียนรู้เรื่องราวที่เฉพาะเจาะจงบางอย่าง  ดูเหมือนว่าจะมีที่สิ้นสุด   กล่าวคือ  ยิ่งเรียนยิ่งมีความสุข  ยิ่งเรียนยิ่งมีความเบิกบาน  ยิ่งเรียนยิ่งมีความแจ่มใส  ยิ่งเรียนยิ่งมีความเป็นอิสระ  และยิ่งเรียนยิ่งทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่เหนือปัญหาและความทุกข์ทั้งปวงที่เข้ามากระทบได้ดียิ่งขึ้น

แต่ทั้งนี้  มิใช่ว่าจะเรียนเฉพาะเรื่องที่ว่านี้เท่านั้น  เปล่าเลย 

ตราบใดที่มนุษย์เรายังคงจำเป็นต้องทำมาหาเลี้ยงชีพตามหน้าที่การงานทางสังคมที่กำหนดไว้  เราก็ยังคงต้องเรียนรู้หรือทำความกระจ่างในเรื่องนั้น ๆ ให้ดีที่สุด  แต่ที่แน่ ๆ  คนที่สามารถเรียนรู้สิ่งที่จำเป็นจริง ๆ สำหรับชีวิต  (รู้เท่าทันธรรมชาติ/โลกตามความเป็นจริง)  กลับมีส่วนช่วยให้เรียนรู้เรื่องการประกอบอาชีพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยซ้ำไป  รวมทั้ง  จะมีส่วนช่วยให้เรียนรู้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางโลกใด ๆ  อย่างสนุกสนาน เพลิดเพลิน  มิได้เรียนรู้อย่างแบกของหนักไว้ตลอดเวลา

เมื่อใดก็ตามที่ใครรู้สึกสับสนวุ่นวายกับข้อมูลข่าวสาร  หรือศาสตร์แขนงต่าง ๆ ที่มากมายจนแทบจะทับถมกับระบบความคิดในหัวสมองของตนจนรู้สึกเหนื่อยล้าแล้ว  ให้ลองถามตัวเองสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า  มันจำเป็นมากน้อยเพียงใดกับชีวิต หรือความสุข/ทุกข์ของเรา  หากไม่จำเป็นก็เพิกเฉย  ละไว้  ปล่อยไป  เลือกเอาแต่สิ่งที่จำเป็นกับชีวิตจริง ๆ ซึ่งมีไม่มาก  (รวมทั้ง เรื่องของคนรอบ ๆ ตัวเราด้วย)  เพียงเท่านี้เอง  เราก็จะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างรื่นรมย์

ผมขอเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างคนที่ไม่รู้อะไรมากมายนักในทางโลก (ดูเหมือนคนโง่ในสายตาคนอื่น)  แต่รู้จักที่จะเลือกใช้ชีวิตเฉพาะทางอย่างไม่ทุกข์ร้อนอะไร  (โดยไม่จำเป็นต้องปลีกวิเวกหรือหนีไปบวช)  มากกว่าที่ฉลาดปราดเปรื่องในทางโลก  แต่หาความสุขทางใจไม่ได้

  

เมื่ออ่านจบแล้ว  กรุณาอย่าได้เข้าใจผิดว่าผมส่งเสริมให้คนเลิกเรียนรู้นะครับ  เพียงแค่อยากให้หันมาพิจารณาเลือกเรียน  "วิชาเลือก"  ที่ช่วยให้ชีวิตมีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป เท่านั้นเองครับ

โดย patijjachon

 

กลับไปที่ www.oknation.net