วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

^ เขาแผงม้า...ในคืนระทึก ^


ลาพักร้อน  พาพ่อกับแม่ไปเที่ยวพักผ่อนค่ะ  (ไม่รู้ว่าพาไปพักผ่อนหรือพาไปลำบาก...อิอิ...)  ตัวเองเป็นคนชอบแคมปิ้งพักแรมในป่าในเขามาก ๆ   เที่ยวแบบนี้มาตั้งแต่สมัยสาว ๆ  (ชอบทำกิจกรรมคล้าย ๆ  Ch.Minivet)  จนเพื่อน ๆ ที่เคยท่องเที่ยวผจญภัยด้วยกันมีครอบครัวกันไปหมด   ตอนนี้ก็เลยมีพ่อกับแม่เป็นเพื่อนเที่ยวค่ะ...

ทริปนี้เรามีแผนค้างแรมบน “เขาแผงม้า” อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา   เตรียมเต็นท์ อุปกรณ์เครื่องนอน และอุปกรณ์ทำครัว บรรทุกเต็มกระบะท้าย   แล้วออกเดินทางจากบ้านที่นครนายกด้วยหัวใจเบิกบาน ใช้เส้นทาง นครนายก - กบินทร์ - วังน้ำเขียว

เริ่มต้นการเดินทางโดยการสำรวจโรงเรียนที่มีแผนจัดกิจกรรม “ช่วยน้องทำห้องสมุด”  และก็เลือกได้ที่ “โรงเรียนบ้านแก่งดินสอ”  อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี 

หลังจากสำรวจสภาพของโรงเรียน และได้พูดคุยกับคุณครูใหญ่ถึงความต้องการแล้ว   ก็ได้ข้อสรุปในการทำกิจกรรม และคงต้องกลับไปรวบรวมทุนทรัพย์เพื่อนำมาช่วยเหลือโรงเรียนนี้อีกครั้ง

ออกจากโรงเรียนบ้านแก่งดินสอ  ก็แวะที่ “อุทยานแห่งชาติทับลาน”

ทานอาหารกลางวันที่คุณแม่เตรียมเสบียงมาจากบ้าน  หุงข้าวโดยใส่กลีบดอกอัญชันลงไปด้วย  สีสวยเชียว

จากนั้นก็แวะเข้าไปชมวิวสวย ๆ ที่ “เมืองในหมอกรีสอร์ท”  เข้าซอยเดียวกับ “บ้านผางาม” ค่ะ 

รีสอร์ทที่นี่วิวสวยจัง  เดินเล่นรอบ ๆ   คิดไว้ว่าสักวันจะกลับมาพักที่นี่สักครั้ง

ออกจากเมืองในหมอกรีสอร์ท  ก็ตรงไปเขาแผงม้าค่ะ

ต้องขับรถขึ้นเขาไปอีก 4 กม.  พอไปถึงข้างบนก็เกือบ 4 โมงเย็น  ดูเงียบ ๆ ค่ะ  มีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่เพียงคนเดียวชื่อ “คุณจำนง”  และไม่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเลย  คงเพราะไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์ (วันนี้เป็นวันอังคารที่ 30 ต.ค.50)   แม่เริ่มไม่ค่อยจะชอบใจนัก เพราะว่าดูเงียบ ๆ เปลี่ยว ๆ

คุณจำนงพาเราไปดูกระทิง  ที่หอดูสัตว์  ส่องอยู่จนเกือบ 5 โมงเย็น ก็ได้เห็นกระทิง 1 ตัว (เห็นแต่ก้นแว๊บ ๆ )  สักพักมีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ทยอยมาดูกระทิงด้วย  ทำให้รู้สึกอุ่นใจ   จากนั้นฝนก็ตกพรำ ๆ ตลอด   นักท่องเที่ยวก็ทยอยกันลงจากเขา  ไม่มีใครค้างแรมที่นี่เลยสักคน คงเหลือแค่เพียงเรา 3 คนพ่อแม่ลูก และก็เจ้าหน้าที่อีก 1 คน

ฝนตกพรำ ๆ ไม่หยุด  เต็นท์ที่กางเอาไว้เปียกปอนหมด  จนเราต้องย้ายเต็นท์มากางในอาคาร ที่มีแต่หลังคา ฝาเปิดโล่ง จัดการกับเต็นท์เช็ดให้แห้งจึงจะนอนได้  ความมืดเข้ามาปกคลุม แต่ฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด   ตกพรำ ๆ สลับกับตกหนัก   นี่มันจะเข้าหน้าหนาวแล้วนะ  และฝนก็ไม่ตกมาหลายวันแล้วด้วย  ทำไมต้องมาตกเอาคืนนี้นะ....

คุณจำนงเข้าไปนอนในห้องพักเจ้าหน้าที่แล้ว  เหลือแต่เรา 3 คน    ฉันนอนเต็นท์เดียวกับแม่  พ่อนอนเต็นท์เล็กคนเดียว  ไฟฉายอันใหญ่ที่เตรียมเอามา  ก็ดันมาหลอดไฟขาด  จุดเทียนก็ไม่ได้เพราะลมแรง  คงมีแต่ไฟฉายอันเล็กราคา 25 บาท ที่ซื้อมาจากปั๊มน้ำมัน

ฉันกับแม่พยายามข่มตาให้หลับ  เพราะเพิ่งจะ 2 ทุ่มเอง ยังไม่ได้เวลานอน แต่มันมืดจนเราไม่รู้จะทำอะไร  นอนฟังเสียงฝนที่รั่วจากหลังคา  หยดลงมาที่เต็นท์ ทีละหยด ทีละหยด  จนฉันหลับไป

.

.

“หนิง หนิง ใครก็ไม่รู้มาส่องไฟฉาย”  เสียงแม่กระซิบเบา ๆ  ฉันสะดุ้งตื่น

“กี่โมงแล้วแม่”

“ตี 1”

แสงจากไฟฉายผ่านผนังเต็นท์วาบ ๆ เสียงผู้ชาย 2 คน เดินอยู่ข้าง ๆ เต็นท์ คุยกันเบา ๆ ฟังไม่ได้ศัพท์ ... แน่นอนค่ะ ไม่ใช่เสียงของคุณจำนง  เพราะฉันจำเสียงคุณจำนงได้

ชาย 2 คน ดับไฟฉายลง คงมีเพียงแสงเทียนไหว ๆ  ....  ฉันกับแม่นอนนิ่งเงียบ ไม่กล้าแม้แต่จะเรียกพ่อ   เพราะไม่รู้ว่าชาย 2 คนนั้นเป็นใคร  อย่างน้อยถ้าเขาไม่ได้ยินเสียงเรา เขาก็จะไม่รู้ว่าเราเป็นผู้หญิง....

กลางดึกและฝนตกแบบนี้ จะมีใครที่ไหนขึ้นมาบนเขา...โจรค้ายาบ้าหนีตำรวจขึ้นมา ... หรือคนขี้เมาขึ้นมาก่อกวน ... หรือคู่อริของคุณจำนง ... หรือเป็นโจรจะมาขโมยรถเรามั๊ยนะ ก็ตอนนี้ในป่านี้มีรถกระบะของเราเพียงคันเดียว ยี่ห้อยอดนิยมในหมู่โจรลักรถซะด้วย...

สมองคิดไปต่างต่างนานา .... และไม่ได้คิดในเรื่องดี ๆ เลย .... แต่ที่แย่ที่สุดคือ ฉันปวดท้องฉี่ ...

.

แม่ตัดสินใจรูดซิปเต็นท์อย่างเบาที่สุด  เพื่อให้พอแอบมองได้ … แม่ส่องอยู่พักใหญ่ ... จนฉันอดไม่ได้กระซิบถามแม่

“แม่...เห็นหรือยัง ใคร”

“พระธุดงค์... พระธุดงค์ 2 รูป  จีวรเปียกหมดเลย”

เฮ้อ...ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย   แต่แม่ก็ยังห้ามไม่ให้เสียงดัง  แม่ขอแอบดูอีกพักนึง ว่าเป็นพระธุดงค์เก๊หรือเปล่า

แต่แม่คะ “หนิงปวดท้องฉี่”

แม่แอบดูพระจนแน่ใจว่าเป็นพระธุดงค์จริง ๆ  ฉันกับแม่เลยคลานออกมาจากเต็นท์เดินไปฉี่  แล้วก็กลับมานอนอยากเป็นสุข  อุ่นใจกว่าเดิม เพราะมีพระมานอนอยู่ใกล้ ๆ 

.

6 โมงเช้า  ฝนก็ยังคงตกอยู่  แต่พระธุดงค์หายไปแล้ว  ท่านคงออกบิณฑบาตแต่เช้ามืดทั้ง ๆ ที่ฝนตก

เช้านี้หมอกลงจัดมาก ฝนก็ตก นกก็ไม่มีให้ดู เดินไปไหนก็ไม่ได้  เราทานกาแฟและขนมปังตอนเช้า  รออยู่จน 8 โมง  พระอาทิตย์ก็ยังไม่ออกมาทำงาน ฝนก็ตก ๆ หยุด ๆ   เราคงต้องลงจากเขาเสี่ยงกับทางลงเขาที่ลาดชันและลื่น   เพราะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้ว

ระหว่างขับรถลงเขา  ฉันโยกเกียร์ไปที่ L  รถฉันไม่ใช่ 4WD แต่เนื่องจากเคยไปฝึกการขับรถ 4WD มา  จึงพอจะมีทักษะในการขับรถในสภาพถนนแบบนี้บ้าง   ทางแคบ บางช่วงเป็นร่องลึก มีหินก้อนใหญ่ ๆ บางช่วงเป็นโคลน รถขาดการทรงตัวจนพวงมาลัยสะบัด  ระยะทาง 4 กม.ทางลงเขาช่างยาวนานเสียจริง ๆ  ฉันได้แต่ปลอบใจพ่อกับแม่ว่า  “ทางแบบนี้ไปได้ไม่ต้องกลัว  หนิงเคยขับทางแบบนี้มาแล้ว”   พูดให้กำลังใจพ่อกับแม่ไปยังงั้นแหละ เพื่อไม่ให้ตกใจกลัว  แต่ในใจฉันเอง หัวใจเต้นระทึก....

พอขับลงมาถึงข้างล่าง  พ้นเส้นทางลงเขาแล้ว   ฉันจอดรถลงมาดูสภาพรถ... โอ้โห...โคลนเกาะเต็มล้อจนแทบไม่เห็นสีดำของยางเลยค่ะ ....  เสียดายถ่ายรูปมาให้ดูไม่ได้เพราะแบตหมด ....

ขากลับ .... ใช้เส้นทางขึ้นเขาใหญ่  อากาศดีมาก ๆ หมอกลงบาง ๆ ไม่รู้สึกตื่นเต้นเหมือนเมื่อเช้า ... ฉันขับรถผ่านเขาใหญ่แล้วลงทางปราจีน   กลับบ้านที่นครนายกโดยสวัสดิภาพ

เป็นทริปที่ตื่นเต้นมากค่ะ  ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่เข็ดหรือยัง

พ่อจ๊ะแม่จ๊ะ...ทริปหน้าจะยังคงไปผจญภัยกับลูกสาวคนนี้หรือเปล่าคะ ....

โดย นกบ้านนา

 

กลับไปที่ www.oknation.net