วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เสี่ยงภัยใกล้ตัว แต่ไม่รู้ตัว


ภัยใกล้ตัวคนเราทุกวันนี้มีหลายอย่าง เวลาคิดถึงทุกคนมักนึกถึงแต่ภัยที่เห็นหรือเคยชินอยู่ทุกวัน เช่น รถชน น้ำท่วม ไฟไหม้ จี้ปล้น ฆ่าข่มขืน เป็นต้น แต่เชื่ออย่างมีเหตุมีผลได้เลยว่าภัยที่ใกล้ตัวเรามากๆ อย่างสารเคมีมีคนนึกถึงไม่กี่คน หรือในบางครั้งอาจจะไม่มีใครคาดคิดเลยก็ว่าได้ ภัยจากสารเคมีเป็นเหตุที่ทำให้สุขภาพและสิ่งแวดล้อมเกิดความเสียหายอย่างมาก ภัยจากสารเคมีที่ใกล้ตัวมากๆ เช่น รถขนส่งน้ำมัน / แก๊ส / สารเคมี การเกษตรที่ใช้สารเคมี ของใช้ในบ้านที่อันตราย (น้ำมันเครื่องรถยนต์ หลอดไฟฟ้า แบตเตอรี่ ยาฆ่าแมลง ยาฉีดยุง น้ำยาขัดห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน ฯลฯ) เป็นต้น
       
       เมื่อนำคำว่า
”สารเคมี” มาถกเถียงกันในหมู่ผู้รู้ (อาจจะไม่รู้จริงก็ได้) การอธิบายเชิงความรู้มีหลากหลายแง่มุมมอง แล้วแต่ว่าใครจะมีความรู้พื้นฐานจากสาขาวิชาใดๆ
       
       ผู้รู้สายวิทยาศาสตร์ก็จะอธิบายชื่อสารเคมี โครงสร้าง พันธะ อะไรต่างๆ นานา ที่คนอื่นๆ ไม่เข้าใจ น่าปวดหัวมากที่สุด
       
       ผู้รู้สายบริหารธุรกิจก็จะอธิบายว่านำสารเคมีนั้นมาผลิตจะได้กำไรเท่าไร มีต้นทุนเท่าไร เงินจะไหลเข้าไหลออกเท่าไร อะไรอะไรก็จะเห็นเป็นเงินเป็นทอง
       
       ผู้รู้สายสังคมศาสตร์ก็จะอธิบายว่าสารเคมีนั้นนำมาใช้เพื่อประโยชน์อะไร สารเคมีจะมีผลกระทบต่อชีวิตอย่างไร จะส่งผลต่อชีวิตคนในสังคมอย่างไร อธิบายที่ฟังแล้วไม่เห็นรูป
       
       ยังมีมุมมองอีกมากมาย เป็นเพียงกรณีตัวอย่างเท่นั้นที่ทำให้เห็นว่า ผู้รู้ยังมีมุมมองของการใช้ความรู้อธิบายที่แตกต่างกัน เมื่อหันกลับมาอีกด้านหนึ่ง ผู้ไม่รู้จะอธิบายสารเคมีอย่างไร
       
       สารเคมีก็เป็นสารเคมีที่นำมาฆ่ามด หนู แมลง อื่นๆ อีกมากมาย สัตว์ที่เป็นศัตรูกับคน
       
       สารเคมีมันช่วยเร่งผลผลิตให้ดก ได้ผลผลิตจำนวนมาก ดูผลผลิตสวยงาม ขายได้ราคาดี
       
       สารเคมีฉีดแล้วไม่ต้องใช้แรงงานมาก ผลผลิตก็ได้ดีไม่ต้องดูแลมาก สบายไม่ต้องดูแลมาก
       
       เห็นรถแก๊ส รถน้ำมัน รถบรรทุกสารเคมีวิ่งผ่านทุกวัน ชินแล้วไม่เห็นหน้ากลัวตรงไหน
       
       เป็นเพียงกรณีตัวอย่างเท่านั้นที่ทำให้เห็นว่า ผู้ไม่รู้ ก็จะไม่รู้ทุกเรื่องยกเว้นว่ารู้ใช้เพื่ออะไร เห็นเป็นรูปธรรม
(เป็นตัวเป็นตน) แต่ไม่รู้ว่าทำไมต้องใช้สารเคมี สารเคมีที่เคลื่อนที่ผ่านเขาไปจะสร้างภาวะอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของเขาขนาดไหน และจะปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่อไปอีกนานเท่าไร
       
       สารเคมีมีทั้งให้คุณประโยชน์และโทษแก่ทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงแต่เราจะเข้าใจมันในบางมุมมากน้อยเพียงใด แล้วจะสร้างความเข้าใจไปสู่ความตระหนัก และทุกคนอยู่อย่างไร้การรบกวนได้อย่างไร
       
       เมื่อไม่มีความรู้จะให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้อย่างไร จะสร้างความตระหนักได้อย่างไร ซึ่งจะเป็นผลต่อเนื่องไปถึงการตัดสินใจในความรับผิดชอบต่อสังคมของทุกๆ คนด้วย
       
       การลดความเสี่ยงภัยจากสารเคมีให้เกิดความปลอดภัย อาจจะเป็นเรื่องที่มีหลายคนช่วยกันคุย ช่วยกันคิด สื่อสารข้อมูลและข่าวสารหากัน ในวงชวนคุยชวนกันคิดในเรื่องสารเคมีก็ยังกระจุกอยู่กับคนจำนวนไม่มาก คนส่วนน้อยจึงเป็นเพียงกลุ่มที่คอยผลักดันให้ความเสี่ยงภัยนั้นลดลง แรงผลักดันย่อมมีน้อย แรงเสียดทานทางการเมืองก็ดี ทางสังคมก็ดี มันมีมากกว่าแรงผลักที่เคลื่อนที่ไปได้
       ในอีกมุมมองหนึ่ง หลายคนในสังคมคงมองต่อเนื่องไปว่า จะทำให้เกิดความปลอดภัยจากสารเคมีก็ต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐคอยกำกับดูแล หรือภาคเอกชนผู้ผลิตสินค้า ที่ต้องรับผิดชอบในชีวิตคนในสังคม แรงผลักดันให้เกิดความเสี่ยงภัยจากสารเคมีจึงไม่ขยับเชยื้อนไปไกลมากนักด้วยแรงเสียดทานจากผลประโยชน์ของภาครัฐที่สามารถใช้ช่องทางกฎหมายคอร์รัปชั่นได้ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนผู้ผลิตเองก็ไม่ทำอะไรมาก เพราะเป็นการลงทุน เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายและต้นทุนการผลิตสินค้า
       
       หันกลับมายังภาคสังคมอีกด้านหนึ่ง ช่องทางของการเข้าไปมีส่วนร่วมจากความตระหนักต่อความเสี่ยงภัยก็จะเกิดขึ้นเมื่อสารเคมีนั้นมาเยือนถึงตัว สารเคมีถูกนำมาทิ้งบริเวณข้างบ้าน ในพื้นที่สาธารณะประโยชน์ สร้างความเดือดร้อนรำคราญให้กับคนในสังคมชุมชนบริเวณนั้น หรือเกิดการปนเปื้อนกระจายไปสู่พื้นที่อื่นๆ บริเวณโดยรอบ ความตระหนักและความกระตื้อรื้อร้นที่จะขบัยขับเคลื่อนให้เกิดความปลอดภัยจึงเกิดขึ้น หลายฝ่ายจึงเข้ามาร่วม กลายเป็นข้อสรุปว่า “ภัยไม่ถึงตัวไม่ระวัง ไม่เดือดร้อนไม่ป้องกัน ไม่เสียหายมากไม่ยอมจ่ายเพื่อรักษา”
       ภัยใกล้ตัวที่เกิดขึ้นเป็นภัยที่สามารถสร้างระบบการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ มิได้ขึ้นกับฝ่ายหยึ่งฝ่ายใดที่ต้องรับภาระความรับผิดชอบต่อสังคมเพียงฝ่ายเดียว
       
       การสร้างความปลอดภัยจากสารเคมีสามารถสร้างขึ้นได้ โดยต้องวางแนวทางการปฏิบัติการทางสังคมจากหลายภาคส่วน มิใช่ต้องมีเจ้าภาพและเจ้าของเพียงฝ่ายเดียว
       คำว่า
“ความปลอดภัย” อาจจะมีการให้ความหมายและมุมมองแตกต่างกันของแต่ละฝ่าย ทำให้สิ่งที่เป็นพื้นฐาน คือ ความรู้ จึงกลายเป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขา จำเป็นต้องรู้มากและลึก ถึงจะเกิดความปลอดภัยได้ ซึ้งแท้จริงแล้วความปลอดภัยอาจจะเกิดจากความเข้าใจมากกว่าที่จะเกิดจากความรู้อย่างลึกซึ้งก็ได้
       
       หลายคนในสังคมคงมองต่อว่า การลดความเสี่ยงภัยเพื่อให้เกิดความปลอดภัยนั้นมันทำได้ยาก จากข้อค้นพบทางวิชาการอาจจะสร้างความประหลาดใจให้กับทุกฝ่ายได้ว่า การสร้างความปลอดภัยจากสารเคมีนั้นเป็นเรื่องไม่ยากย่างที่คิด ความรู้ที่ทุกคนกล่าวอ้างกันว่าไม่รู้แล้วจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร จึงมิใช้ความจำเป็นทุกเรื่องที่ต้องรู้ รู้ในสิ่งที่ต้องรู้และใกล้ตัวเรามากที่สุดก็สามารถปลอดภัยได้ อะไรคือสิ่งที่ต้องรู้
       
       ขณะเดียวกัน ในอีกมุมหนึ่ง ใครๆ ก็บอกว่าหน่วยงานภาครัฐต้องเข้ามาดูแลรับผิดชอบให้เกิดความปลอดภัย ต้องสร้างความรู้และความตระหนักให้ประชาชนเข้าใจในความปลอดภัย หลายเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐลงทุนดำเนินการกลับไม่ได้ก่อให้เกิดความตระหนักและความรู้สู่การสร้างความปลอดภัย แต่กลายเป็นการสร้างอำนาจสั่งการและช่องทางของการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดการปฏิบัติการของคนที่จะทำผิดมากกว่าที่จะเปิดช่องให้เกิดการมีส่วนร่วมและสร้างความรู้ให้เกิดความเข้าใจต่อสารเคมี
       
       อีกมุมหนึ่งของผู้ผลิตสินค้าภาคเอกชน การปฏิบัติการให้เกิดความปลอดภัยนั้นมีความหมายที่แคบลงมากว่าความปลอดภัยของสังคมโดยรวม การดำเนินการใดที่ต้องลงทุนให้เกิดความปลอดภัยต่อทรัพย์สินและการสร้างความสามารถในการแข่งขันจะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ผลิตภาคเอกชน กรอบกติกาที่จะบังคับให้ผู้ผลิตภาคเอกชนเกิดความรับผิดชอบจึงมิใช่กฎหมายด้านเดียว แต่เกิดจากกติกาที่จะสร้างให้การแข่งขันด้านการค้ามีผลต่อผู้ผลิตเกิดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นด้วย การปฏิบัติตามกฎหมายที่หน่วยงานภาครัฐเป็นผู้ใช้และกำกับดูแลเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้นที่จะทำไห้ความปลอดภัยเกิดขึ้นได้

โดย trmoorati

 

กลับไปที่ www.oknation.net