วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อผมไปเลี้ยง ”ผี” กับลาวครั่ง ....ที่บ้านโคก


        หลายครั้งครับที่ผมได้มีโอกาสได้เข้าร่วมงานพิธีกรรม (Ritual) ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายในประเทศไทย ทั้งในฐานะของนักวิจัย นักท่องเที่ยว บังเอิญผ่านไป หรือในฐานะของญาติพี่น้องสุดพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นเพราะความสัมพันธ์ที่ดันเข้าไปฝังตัวเก็บข้อมูลในหมู่บ้านนานวันจึงได้นับญาติเกี่ยวดองกัน โดยเฉพาะที่หมู่บ้านนามว่า “บ้านโคก” ชุมชนใหญ่ของ “กลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง” ที่นี่เป็นสนามวิจัยเพื่อฝึกฝนการเก็บข้อมูลทางมานุษยวิทยาที่สำคัญของหลายมหาวิทยาลัยในอดีต ทั้งศิลปากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ มหิดล ฯลฯ แต่ที่นี่ก็คือบ้านอีกหลังหนึ่งของผมครับ

.

       บ้านโคก เป็นหมู่บ้านหนึ่งในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ห่างจากเมืองโบราณและตลาดท่าพระยาจักรประมาณ 1.5 – 2 กิโลเมตร (อยู่ที่ว่าจะเข้าทางไหน) เป็นชุมชนชาว "ลาว" ที่ถูกกวาดต้อนมาตั้งแต่ครั้งล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 อพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปมากระจัดกระจายในเขตภาคกลาง ภาคตะวันตกและภาคเหนือ เพื่อค้นหาภูมิประเทศที่เหมือนกับบ้านของเขาในอดีตครั้งอยู่ในอาณาจักรหลวงพระบาง ที่ต้องมีป่าเขา แม่น้ำและทุ่งราบสำหรับเพาะปลูกข้าว หลายคนคงสงสัย ชาวลาวเข้ามาได้อย่างไร เมื่อไหร่..... อ่านต่อเลยครับ

.

.

     การเข้ามาของคนลาวในสมัยโบราณมีอยู่สองลักษณะด้วยกันคือ อพยพเข้ามาเองและถูกกวาดต้อนเข้ามา ที่อพยพมาเองก็จะเป็นพวกทางอีสาน สมัยโบราณยังไม่มีพาสปอร์ตและยังไม่พรมแดนนะครับ  พวกเขาจึงสามารถเดินทางกระจัดกระจายกันไปมาได้อย่างสะดวก เพื่อหาถิ่นฐานที่อุดมสมบูรณ์หรือลี้ภัยสงคราม ส่วนที่ถูกกวาดต้อนเข้ามานั้น ก็เพราะในช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ผู้คนชาวกรุงศรีอยุธยาถูกกองทัพพม่าอังวะกวาดต้อนกลับไปเกือบหมด บ้างก็ไปอยู่มัณฑะเลย์ บ้างไปอยู่ไทยใหญ่ ทุ่งราบภาคกลางของสยามจึงเกือบร้าง ผู้คนไพร่ฟ้ามีเหลืออยู่ไม่มาก เมื่อขาดแคลนแรงงาน การผลิตอาหารก็ไม่มีประสิทธิภาพ  การสร้างบ้านแปลงเมืองใหม่ก็เป็นไปได้ยาก

.

         สงครามโบราณเป็นสงครามแบบจารีต เมื่อชนะศึกก็จะกวาดตอนผู้คนไพร่ฟ้าราษฎรของบ้านเมืองที่พ่ายแพ้นั้นกลับไปยังดินแดนของตน เพื่อนำไปใช้เป็น “แรงงาน” ในการพัฒนาอาณาจักรให้รุ่งเรือง ส่วนที่จะฆ่าแบบล้างผลาญก็มีหลายครั้ง เช่นกรณีของตาเมอเลน หรือเจงกีสข่าน แต่แถวสุวรรณภูมินี้ไม่ค่อยมีครับ เพราะคนมันมีน้อย ฆ่าหมดก็ไม่มีแรงงานเหลือ

.

         เมื่อกรุงรัตนโกสินทร์ได้ทำสงครามกับกรุงศรีสัตนาคนหุตหรือลานช้าง อันเป็นที่รวมของอาณาจักรเวียงจันทร์และหลวงพระบางเข้าด้วยกัน ก็ได้กวาดต้อนผู้คนจากหัวเมืองลาว เข้ามาไว้เป็นแรงงานรอบพระนครในรอบแรก ๆ

. 

         เช่นเดียวกับเมืองเชียงใหม่ครับ ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ก็เป็นเมืองร้าง ผู้คนถูกกวาดต้อนไปเชียงแสนและพม่าจนเกือบหมด กลุ่มคนสายพระเจ้ากาวิละจากลำปางเข้ายึดครองแทน ล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 จึงทรงนำทัพจากกรุงเทพ ฯ ขึ้นไปกวาดต้อนผู้คนกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายจากแคว้นสิบสองปันนาและชาวลาวเหนือลงมาเป็นชาวเชียงใหม่และล้านนาในปัจจุบัน รวมทั้งนำลงมาไว้รอบพระนคร เช่น ชาวไทยวน ที่คูบัว ราชบุรีไงครับ

.

        ครั้งถึงสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 3  เกิดสงครามใหญ่ระหว่างสองอาณาจักรขึ้น ในปีพุทธศักราช 2369  สงครามครั้งนี้เรามักจะ "ดูถูก" เมืองลาวเขาว่าเป็นกบฏ แต่ชาวลาวมองว่า “เจ้าอนุวงษ์” คือมหาวีรบุรุษและเป็นศึกเพื่อกู้เอกราช (ยิ่งกว่าจูมง) ซึ่งหากศึกษาอย่างเข้าใจแล้วก็จะพบว่า เรามี "อคติ" เรื่องชาตินิยมแอบแฝงไว้มากมายในประวัติศาสตร์ไทยในช่วงนี้ ข้อสรุปสั้น ๆ ของผมก็คือ "เจ้าอนุวงษ์นำทัพลาวหวังจะเข้ามาเอาชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนมาครั้งรัชกาลที่ 1 กลับบ้านเกิด"

.

        เมื่อสยามชนะสงครามเพราะชาวลาวที่เสวยสุขอยู่ที่โคราช เปลี่ยนใจหันกลับมาสวามิภักดิ์กับกรุงเทพ ฯ เวียงจันทน์จึงต้องถูกทำลายยับย่อย ดังพระราชดำรัสของรัชกาลที่สามความว่า “ เมืองเวียงจันทน์นี้เป็นกบฏมาสองครั้งแล้ว ไม่ควรจะเอาไว้เป็นบ้านเป็นเมืองให้อยู่สืบไป ให้กลับไปทำลายล้างเสียให้สิ้น”

.

       และงานศึกษาต่าง ๆ ได้กล่าวไว้ว่า “...ตัวเมืองหลวงได้ถูกทำลายราบเรียบจนเป็นเมืองร้าง ยกเว้นแต่วัดวาอารามบางวัด ผู้คนพลเมืองก็ให้ไล่ต้อนเข้ามาอยู่ในประเทศสยาม...” 

.

        "....สงครามครั้งนี้ใหญ่หลวงมาก เป็นเหตุให้ประชาชนชาวลาวหลายเผ่าพันธุ์โยกย้ายที่อยู่อาศัยครั้งปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์นั้นก็ได้กวาดต้อนครอบครัวพวกลาวเลียงจันทน์มาไว้ที่เมืองลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครชัยศรี......"

.

       ชาวลาวจากดินแดนที่เรียกว่า “ภูคัง” ก็ถูกกวาดต้อนมาด้วย ซึ่ง ลาวภูคัง หรือลาวเต่าเหลืองจาก "เมืองหลวงพระบาง" นี้ ก็คือชาวลาวครั่งบ้านโคกในปัจจุบันครับ เชื่อกันว่าชื่อลาวครั่งกร่อนเสียงมาจากลาวภูคังนั่นเอง

.

        แต่ก่อนจะมาถึงบ้านโคกที่อู่ทอง กลุ่มชาวลาวครั่ง อพยพเคลื่อนย้ายกันไม่มีทิศทางชัดเจน แต่ส่วนมากจะอพยพไปตามเส้นทางเดินทัพโบราณ กระจัดกระจายไปตามที่ต่าง ๆ ทั้งที่ด่านซ้าย จังหวัดเลย เรียกตัวเองว่า “ลาวด่าน” อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ก็มีชาวลาวครั่งอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐาน เรียกตัวเองตามชื่อสภาพแวดล้อมว่า “ลาวโนนปอแดง” “ ลาวหนองเหมือน” 

.

       ชาวลาวอีกหลายกลุ่มที่แตกต่างกันตามถิ่นฐานเดิม บางส่วนก็อพยพตามเส้นทางภูเขาจากอำเภออู่ทองขึ้นยังไปยังด่านช้าง และเข้าไปตั้งถิ่นฐานในเขตหุบเขาของอำเภอบ้านไร่ อำเภอทัพทัน เรียกตัวเองว่า"ลาวทัพคล้าย"  ก็เป็นกลุ่มลาวครั่งอีกกลุ่มหนึ่ง ที่หลายคนอาจจะรู้จักชื่อเสียงของสินค้าขึ้นชื่อ OTOP  “ผ้าทอบ้านไร่” อันสวยงาม ซึ่งนั่นก็คือผ้าทอมืออันเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาวลาวครั่งครับ

.

       การอพยพในช่วงแรก ๆ เมื่อพวนกันมาถึงเมืองสุพรรณบุรี ต่างก็แยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานรวมกลุ่มตามชาติพันธุ์ของตน ทั้งลาวเวียง (ลาวหลวงจากเวียงจันทน์) ลาวโซ่ง (ไทดำหรือไททรงดำจากลาวเหนือแถบเดียนเบียนฟู) ลาวครั่ง ลาวกา  ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ลาวเตรียมพร้อมที่จะต้องโยกย้ายถิ่นฐานตลอดเวลา เพราะเป็นเชลยสงครามและเป็นชนกลุ่มน้อย จึงไม่มีความแน่นอน หลายกลุ่มอพยพกระจายตัวไปตั้งถิ่นฐาน บุกเบิกที่ทำกินในพื้นที่ใหม่ ๆ เช่นชาวลาวครั่งจากพนมทวน และสองพี่น้อง ก็ได้อพยพขึ้นไป พรหมพิราม วังทองของจังหวัดพิษณุโลก บ้านเกาะน้อย ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย คลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร บรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์  วัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท  กำแพงแสน และนครปฐม

.

        ในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5  จึงชัดเจนว่ามีลาวครั่งอพยพมาตั้งถิ่นฐานในเมืองอู่ทองเป็นครั้งแรก  เมื่อ “นายกองแดง” นำกลุ่มญาติพี่น้องจากชัยนาทและสุพรรณบุรี มาตั้งชุมชนที่บ้าน "หนองตาสาม" กลายเป็นหมู่บ้านใหญ่ของชาวลาวครั่ง

.

         เมื่อชุมชนลาวครั่งใหญ่ขึ้น จึงมีการขยายตัวออกไปหักร้างถางพงเพิ่มเติม จนมีกลุ่มหนึ่งมาตั้งถิ่นฐานที่โคกป่าละเมาะ ที่มีสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ ทั้งเสือ ช้าง จิ้งจอก อีเก้ง แต่ที่มีมากที่สุดคือ"กระต่าย" ชาวลาวจึงเรียกโคกป่านี้ว่า “โคกขี้กระต่าย” นานวันเข้า พื้นที่ป่าก็กลายมาเป็นพื้นที่เพาะปลูกและทุ่งข้าว โคกป่าละเมาะกลายมาเป็นโคกห้างนา เป็นเนินเลี้ยงวัวควายชั่วคราว จนกลายมาเป็นหมู่ “บ้านโคก”อย่างถาวรในเวลาต่อมา

.

.

       ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นของประเทศไทย มีเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายผสมอยู่มากมายครับ หลายคนไม่รู้และยังไม่เคยเข้าใจว่า กลุ่มชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนมาจำนวนมหาศาลในอดีตนี่แหละก็คือคนไทยในปัจจุบันนั่นเอง ทั้งที่ผสมผสานกับคนจีนและชาวสยามโบราณ หรือผสมแค่กับคนจีน อย่างที่มีบางคนบอกว่า คนไทยก็คือ “จีนปนลาว” ก็มีส่วนถูกไม่น้อย

.

        ชาวลาวครั่ง ที่บ้านโคกมีความเชื่อ ประเพณีพิธีกรรมที่สืบทอดมาเป็นวัฒนธรรมที่สวยงาม ตั้งแต่ครั้งอาศัยในหลวงพระบาง ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งความเชื่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและความเชื่อในเรื่องของอำนาจเหนือธรรมชาติ หรือความเชื่อในเรื่องของ "ผี" ครับ

.

         การนับถือ "ผี" มีอยู่สองแบบ คือ การนับถือผีเจ้านายและการนับถือผีเทวดา การถือผี จึงไม่ใช่เรื่องราวของ "ผี" น่ากลัวที่คอยหลอกหลอนผู้คนในวันฮาโลวีน หรือตามริมฝั่งน้ำ เช่นอิทธิพลของต่างประเทศ และวรรณกรรมร่วมสมัย แต่ผีของชาวลาวคือ “ผีดี” หรือผีบรรพบุรุษ ในความหมายเดียวกันที่เราจะเห็นผีบรรพบุรุษนี้ในทุก ๆ แห่งของประเทศไทย ถ้าสังเกตดี ๆ  เช่น "ผีตาโขน" ของชาวลาวครั่งที่ด่านซ้ายไงครับ ตอนนี้ผีบรรพบุรุษชาวลาวกำลังโกอินเตอร์ไปซะแล้ว

.

        ผีเทวดาเป็นวิญญาณของรุกเทวดาที่เคยคุ้มครองบ้านเมืองหลวงพระบาง นายกองแดงได้นำคณะไปอัญเชิญผีเทวดาจากศาลผีเทวดาอารักษ์ใหญ่ที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์  มาตั้งไว้ที่บ้านนายกองแดงในสมัยเริ่มตั้งหมู่บ้านหนองตาสาม มี "คนต้น" เป็นผู้ติดต่อสื่อสารกับวิญญาณ คอยดูแลเลี้ยงภูตผี ซึ่งจะสืบทอดตำแหน่งนี้เฉพาะคนในตระกูลเดียวกันเท่านั้น

.

        ส่วนผีเจ้านาย เชื่อกันว่าผีของมูลนายหรือกษัตริย์ที่เคยปกครองหลวงพระบางมาในครั้งอดีต หรืออาจจะวิญญาณของบรรพบุรุษ ผู้เฒ่าผู้แก่ หรือปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้ว มี “กวน” เป็นหัวหน้าผู้ประกอบพิธีกรรมเลี้ยงผี กวนจะเป็นทั้งผู้นำทางความเชื่อและผู้นำทางจิตวิญญาณของผู้คนในชุมชนในเวลาเดียวกัน

         ชาวบ้านโคกจะนับถือผีเจ้านายมากกว่าผีเทวดาครับ สืบทอดต่อกันมาจากคนรุ่นที่แล้ว  การอยู่ร่วมกันของผีทั้งสองก็มิได้เป็นกฎเกณฑ์ตายตัว ผู้คนก็สามารถเลือกนับถือผีได้ตามความเหมาะสม แต่บ้านโคกจะจัดเฉพาะพิธีกรรมเลี้ยงผีเจ้านาย ส่วนผีเทวดาจะไปจัดกันที่วัดหนองตาสามที่เป็นหมู่บ้านใหญ่เริ่มแรก เพราะยังมีผู้คนนับถือผีเทวดาอยู่มาก

.

        ทุกครั้งที่มีงานพิธีกรรมในรอบวงจรชีวิต(เกิด บวช แต่งงาน ตาย) ก็มักจะมาบอกกล่าวกับคนต้นหรือกวนให้ติดต่อกับผีเพื่อแจ้งข่าวสาร เรียกว่าพิธี “แปลงผีแปลงเรือน” เครื่องบูชาที่ใช้กับผีจะแตกต่างกัน  หากหนีตามกันหรือเกิดการ "ผิดผี" ขึ้น แล้วกลับมาส่งตัวในหมู่บ้าน ก็จะต้องเสียผีด้วยเหล้า 8 ไห ไก่ 8 ตัว มาแปลงผีหรือขอขมาลาโทษ ในสมัยโบราณเรื่องของการผิดผี การชู้สาว การค้างคืนโดยไม่เหมาะสมถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ได้รับการยอมรับในสังคมชาวลาวครั่ง แต่ปัจจุบันโลกมันไปเปลี่ยนไปมากแล้วครับ ..... ผีตามไม่ทันแล้ว !!! 

.

.

         งานเลี้ยงผีที่ผมไปเป็นประจำ จะจัดขึ้นในราวเดือน 7 ก่อนฤดูฝน โดย “กวน” จะเป็นผู้กำหนดวันเวลาที่แน่นอน การจัดพิธีกรรมเลี้ยงผีเจ้านายก็เพื่อเป็นการเซ่นสรวงบูชา สำนึกขอบคุณที่ผีเจ้านายได้ดูแลหมู่บ้านมาโดยตลอด เป็นการขอพรประจำปี ยังเป็นจังหวะดีของพิธีกรรมแก้บน หรือแปลงผีแปลงเรือน สำหรับบ้านที่จัดงานแต่งงานไปเมื่อปีที่แล้ว บ้านที่มีลูกที่เกิดใหม่ หรือเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผู้คนในหมู่บ้านทำไปแล้วแต่ยังไม่ได้ขอขมาลาโทษหรือขออนุญาตผีไว้ ถือเป็นการสะสางหนี้ที่มีต่อผีเจ้านายรวบยอดทั้งปีเลยครับ !!!

.

.

         งานพิธีกรรมเลี้ยงผีเจ้านาย จะเริ่มก่อนพิธีกรรมเลี้ยงผีเทวดา เพราะผู้คนในบ้านโคกให้ความนับถือมากกว่า งานเลี้ยงผีเจ้านายนี้จะไปจัดกันที่บริเวณ “หอเจ้านาย” พื้นที่กลางสาธารณะทางทิศเหนือของหมู่บ้าน โดยมี “กวน” เป็นผู้นำในพิธีกรรม และต้องมี "ร่างทรง" เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของงานครับ

.

  

.        

       ผู้เฒ่าผู้แก่ของชาวครั่งจะเรียก “โซ้น” เป็นคำนำหน้าชื่อ มีหน้าที่สำคัญในการเตรียมตัวจัดงานเลี้ยงผีเจ้านาย ในเช้าวันแรก โซ้นต่างทยอยกันเข้ามาที่หอเจ้านาย เพื่อทำความสะอาดศาล ล้างพวงมาลัยพลาสติคที่ประดับอยู่และกวาดเศษใบไม้ โดยมีลูกหลานเข้ามาช่วยกันหลายคน

.

.

        หอเจ้านายของบ้านโคก เป็นพื้นที่ป่าโปร่งประมาณ 2 ไร่ มีศาลเพียงตาจำนวน 7 หลัง ด้านหน้ามีศาลเจ้าที่อยู่ศาลหนึ่ง ในระหว่างที่ผู้เฒ่าผู้แก่กำลังสาละวนกับการทำความสะอาดศาลเพียงตาและพื้นที่หอเจ้านาย ด้านนอกก็จัดเตรียมจัดเตรียมโต๊ะเก้าอี้ และเวทีดนตรีหมอรำแคน ที่ได้เงินมาจากการสมทบทุนของผู้คนในหมู่บ้านตามกำลังฐานะ ส่วนในยามค่ำคืนแรกนั้นก็จะมีการจัดฉายหนังกลางแปลงที่บริเวณลานหน้าเจ้านายเพื่อชักชวนประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนในหมู่บ้านรู้ว่า พรุ่งนี้จะมีงานแล้วนะ !!!

.

.

.

        ในช่วงเช้าของวันที่สองถือเป็นวันงาน ชาวบ้านทุกเพศ ทุกวัย ต่างจะอุ้มลูกจูงหลาน หิ้วหาบนำเครื่องบูชาทั้งที่เป็นอาหารคาวหวาน ดอกไม้และธูปเทียน รวมทั้งเครื่องแก้บนซึ่งก็จะมี "เหล้าขาว" เป็นเครื่องเซ่นสำคัญ มารวมตัวกันในบริเวณหอเจ้านาย ในช่วงแรกกวนก็จะจัดชุดเครื่องเซ่นไปเซ่นศาลเจ้าที่ก่อน เพื่อขออนุญาตจัดงาน หลังจากขออนุญาตเจ้าที่แล้ว ผู้ชายก็จะช่วยกันฆ่าหมูใหญ่ หนึ่งตัว และไก่อีกเป็นจำนวนมาก เพื่อนำเนื้อมาทำเป็นอาหารเซ่นสรวงบูชาและอาหารสำหรับผู้คนที่เข้ามาร่วมพิธีกรรมทุกคน (รู้สึกว่าจะทำเป็นลาบหมู)

.

.

.

.

.

        ชาวบ้านจะนั่งแยกเป็นกลุ่ม ๆ ตามที่รู้จักคุ้นเคยกัน ผู้ชายจะแยกไปนั่งอีกทาง ผู้หญิงและเด็กจะนั่งแยกมาอีกมุมหนึ่ง 

.

.

.

         เมื่อถึงเวลาก็จะนำเครื่องเซ่นสังเวยของตนมาถวายให้กับ "ร่างทรง" ที่เป็นบุคคลที่ชาวบ้านยอมรับว่าเป็นคนดีและสะอาด และเมื่อวิญญาณผีเจ้านายเข้าประทับร่างทรงแล้ว ร่างทรงก็จะนำบุหรี่ออกมาสูบชนิดมวนต่อมวน นั่งอยู่ทางหน้าของศาลเพียงตาใหญ่ซักพัก

.

.

         แล้วก็พลันลุกขึ้นวิ่งไปมารอบศาล ชนกิ่งหนามไผ่ ล้มกลิ้งไปมา โดยไม่แสดงความเกรงกลัวหรือเจ็บปวด ชาวบ้านเล่าว่า ร่างทรงจะวิ่งกลับไปหลวงพระบางที่ประเทศลาว จึงต้องมีผู้ไปเชิญร่างทรงให้กลับมาที่ศาลอีกครั้งหนึ่ง เมื่อกลับมาก็ยังลุกนั่งไม่เป็นที่ กระสับกระส่าย ผู้คนก็นำเครื่องเซ่นมาแปลงผีแก้บนที่เคยขอไว้ โดยมีกวนเป็นผู้ติดต่อให้ เมื่อขอขมาต่อแถวกันจนหมดแล้ว ร่างทรงก็จะทำนายเหตุร้ายและทำนายการเพาะปลูกในฤดูกาลนี้ให้กับผู้คนได้ทราบ แล้วก็จะเดินไปปะพรมน้ำมนต์ให้กับชาวบ้านทุกกลุ่มที่นั่งอยู่ในหอเจ้านายเพื่อเป็นสิริมงคล

.

.

.

         ชาวบ้านทุกเพศวัย ก็จะนำอาหารมานั่งทานกันในระหว่างรอการเข้าทรง ทั้งที่เป็นอาหารที่นำมาเองและอาหารที่ปรุงภายในศาล และก็จะออกมาที่โต๊ะจีนที่จัดไว้ หลายคนก็กลับบ้านกันไป

.

.

         ส่วนที่เหลือก็จะมาสนุกสนาน เฉลิมฉลองงานพิธีกรรม ด้วยดนตรีหมอรำแคน เหล้าขาว อาหารเซ่นสรวงและก็ออกมาร่ายรำในจังหวะแคนกันเป็นที่สนุกสนาน ซึ่งผมได้ถือโอกาสควงสาวน้อย "รีเบคก้า" จากประเทศกัวเตมาลาออกไปร่วมรำเซิ้งด้วยอาการมึนเมา เพราะต้องดื่มและกินอย่างชาวบ้านไม่ให้แตกต่าง ......นั่นก็คือเทคนิคการวิจัยทางมานุษยวิทยาแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า “การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม” (Participant Observations) ครับ

.

.

.

.

        "ผีเจ้านาย" ในความหมายของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่งที่บ้านโคก คือผีบรรพบุรุษที่ช่วยให้ผู้คนมีความมั่นคงทางจิตใจและสร้างความเชื่อมั่นในชีวิต ให้มีความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นคติชนสำคัญที่มีหน้าที่ธำรงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติพันธุ์ไว้มิให้สูญหายไป ถึงจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่ความหมายก็ยังคงเดิมครับ

.

       ผีที่ผมไปงานเลี้ยงเป็นผีดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าลาวครั่งจะมีแต่ผีดีนะครับ ผีร้าย ผีน่ากลัวก็มีเยอะ ทั้งเรื่องราวผีเปรตตัวสูง ๆ ที่เดินมาขอส่วนบุญในหมู่บ้าน ผีร้ายที่คอยมารังควานทั้งผีปอบ ผีโป่ง แต่ผมว่าผมก็เจอมาหมดแล้วครับ เรื่องราวของ"ผี" ในหลาย ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยที่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสและเรียนรู้ ผมชอบศึกษาเรื่องนี้มาก ถึงจะขนลุกซู่และเสียวสยองบ้างในบางครั้ง !!!

.

        ในความเห็นของผม ....ผีเหล่านั้นมันเกิดขึ้นจากใจของเราเองครับ  หากเราคิดและทำชั่ว ผีร้ายก็ปรากฏ หากเราทำดี คิดดีและปรารถนาดีต่อผู้อื่น ผีร้ายก็จะหายไป ....จากจิตใจของเรา 

.

        เมื่อเราทำดี เราคงจะได้เห็น ผีดี ๆ บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายายที่คอยคุ้มครองเราและสังคมไทยของเรา ให้กลับคืนมา ........

.

        ในวันนี้ ก็ยังไม่เคยเห็น"ผีดี" ท่านมานานแล้ว เห็นแต่ผีร้ายโดยเฉพาะผี "อำนาจ" และผี "การเมือง" ที่คอยเกาะกินแผ่นดิน เอารัดเอาเปรียบผู้คนอยู่ทุกวันจนอ่อนใจ  .....เมื่อไหร่มันจะตาย ๆ ไปให้หมดซักทีก็ไม่รู้

.

       อ้อ ! ........ลืมไป......มันเป็น “ผีร้าย” มันไม่มีวันตายอีกแล้ว !!!

.

เพลงบรรเลง ไทดำรำพัน โปรดอุดหนุนสินค้ามีลิขสิทธิ์

.

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net