วันที่ พฤหัสบดี พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

”ปราสาทบันทายฉมาร์” ปริศนาแลมนตรา กาลเวลาในไพรสณฑ์


        ปราสาทบันทายฉมาร์ หรือ "บันเตียฉมาร์" (Banteay Chhmar) ในภาษาเขมรแปลว่า “ปราสาทน้อย” หรือ "ป้อมเล็ก" ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดบันเตียเมียนเจย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชา ห่างจากเมืองศรีโสภณไปทางทิศเหนือ ประมาณ 63 กิโลเมตร เส้นทางไปปราสาทเป็นถนนดินลูกรัง ถึงไม่มีรถบรรทุกวิ่งจอแจ แต่ก็มีสภาพสมบุกสมบันไม่น้อย รถที่เหมาะสมก็คงเป็นประเภท 4 WD แต่ก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากว่าจ้างรถมอเตอร์ไซค์จากเมืองศรีโสภณไปเที่ยวชมปราสาทบันทายฉมาร์กันเพราะสะดวกและทันใจกว่าครับ

.

       อีกเส้นทางหนึ่งสู่ปราสาทบันทายฉมาร์ เราสามารถเดินทางจากอำเภอตาพระยาเข้าไปตามเส้นทางถนนสาย 69 ของประเทศกัมพูชา ระยะทางเพียง 40 กิโลเมตร ถนนดินลูกรังยังเป็นผิวโลกพระจันทร์อยู่ มีข่าวดีแว่วมาว่า ทางจังหวัดสระแก้วกำลังดำเนินการประสานงานกับทางฝั่งประเทศกัมพูชา เพื่อจัดเส้นทางท่องเที่ยวไปกลับหนึ่งวัน โดยไม่ต้องใช้พาสปอร์ต ใช้เพียงบอร์เดอร์พาสและค่าเข้าชมประมาณ 5 ดอลลาร์ ครับ

.

.

        เพื่อนชาว OKNation คนไหนสนใจก็เตรียมตัวเตรียมสะสมเวลากันไว้นะครับ เพราะไม่แน่ว่า โครงการ Blog Trip  Workshop ประสานรักในครั้งต่อ ๆ ไป อาจจะเลือก Routing เมืองสระแก้ว โปรแกรม 2 วัน 1 คืน  เพื่อไปเยือนปราสาทบันทายฉมาร์ แบบเช้าไปเย็นกลับโดยไม่ต้องมารอทำวีซ่ากัน ขากลับมานอนที่สระแก้ว แวะเยือนอุทยานแห่งชาติปางสีดาหรือปราสาทสด๊อกก๊อกธมก็ค่อยตกลงกันอีกที (ยังไงผมก็จะต้องไปอยู่แล้ว)

.

        “ปราสาทบันทายฉมาร์” สถาปนาขึ้นโนสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือ “มหาปรมสุคตบท” อันเป็นพระนามภายหลังสิ้นพระชนม์ เพื่ออุทิศแด่ “เจ้าชายศรีนทรกุมาร” พระโอรสผู้วายชนม์ ดังเช่นที่พระองค์ได้สถาปนาปราสาทพระขรรค์ขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระราชบิดา สถาปนาปราสาทตาพรหมหรือ "ราชวิหาร" ขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระราชมารดา (ภายในปราสาทตาพรหมประดิษฐานรูป “พระนางชัยราชจุฑามณีเทวี” แทนความหมายพระชนนี ไว้ภายใต้รูปเทวีปรัชญาปารมิตาผู้เป็นมารดาของพระพุทธเจ้าทั้งปวง )

.

.

        จากการตีความจารึกปราสาทบันทายฉมาร์ สรุปได้ว่าปราสาทแห่งนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับพระราชโอรสคนสำคัญ คือ “เจ้าชายศรีนทรกุมาร” โดยตรง บ้างก็เชื่อกันว่าพระองค์ได้ครองราชย์สืบต่อจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นพระเจ้าอินทรวรรมันที่ 2

.

        แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งก็เชื่อว่า พระองค์น่าจะสิ้นพระชนม์ไปก่อนหน้าแล้วในช่วงต้นรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมัน ปราการน้อยบันทายฉมาร์นี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศต่อดวงวิญญาณ ทั้งเป็นที่เก็บเถ้าอัฐิของเจ้าชายศรีนทรกุมารและเป็นที่ฝังศพของราชองค์รักษ์ผู้ภักดีทั้งสี่ตรงบริเวณมุมของศาสนสถาน จากข้อความในจารึกที่ว่า  “ เมื่อภรตราหูผู้ทรยศ ต้องการจะยึดพระราชวัง บรรดาทหารที่รักษาพระนครก็พากันหลบหนีไป เจ้าชายต้องทรงออกรบเอง สัญชักอรชุน และสัญชักศรีธรเทวาปุระ ได้ต่อสู้เพื่อปกป้องเจ้าชายและถูกฆ่าตายต่อพระพักตร์ เจ้าชายจึงทรงทุบที่จมูกของภรตราหูและฆ่าผู้ทรยศตาย ต่อจากนั้นยศอำเตง จึงถูกพระราชทานให้แก่สัญชักทั้งสอง เจ้าชายได้ทรงสร้างรูปสลักของทหารทั้งสองขึ้น และได้พระราชทานข้าวของเงินทองอย่างมากมาย รวมทั้งเกียรติยศให้แก่ครอบครัวทั้งสองด้วย...”

.

.

        ปริศนาก็ตามมาอีก “ภรตราหู” ในจารึกนั้น เป็นใครกันแน่ ? จารึกพิมานอากาศบอกไว้เพียงว่า ผู้ที่มาชิงบัลลังก์ในเมืองพระนคร คือขุนนางผู้หนึ่ง เขาได้สังหารพระเจ้ายโศวรมันที่ 2 และสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์พระนามว่า "พระเจ้าตรีภูวนาทิตยวรมัน" รายละเอียดอยู่ใน Entry http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/08/09/entry-1  นี้ครับ

.

        เจ้าชายศรีนทรกุมารไม่ได้เอาชนะ "ภรตราหู" ตนนี้อย่างแน่นอน เพราะพระเจ้ายโศวรมันที่ 2 ถูกปลงพระชนม์และขุนนางคนนั้นก็ขึ้นครองราชย์แทน แต่ในที่สุดก็ถูกกองทัพจามเข้ามายึดครองเมืองพระนคร  ล้วเจ้าชายหนุ่มรบเอาชนะ"ราหู"ตนไหน ?  บ้างก็ตีความไปว่า เจ้าชายสามารถเอาชนะ “ภรตราหู” อันเป็นอุปมา หมายถึงความชั่วร้ายหรือความขัดแย้งในอำนาจการปกครอง ซึ่งในความเป็นจริง ก็อาจจะการปราบกบฏชาวนา กบฏพระญาติที่พระตะบอง ในช่วงต้นรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ? หรืออาจจะเป็นการร่วมศึกกับพระราชบิดาในพระราชสงครามกับกองทัพจามปาอันลือลั่น ?

.

.

        เรื่องราวอันเป็นปริศนาของเจ้าชายศรีนทรกุมารหลายตอน ปรากฏอยู่บนภาพสลักนูนต่ำ ที่ดูเหมือนกำลังบอกเล่าเรื่องราวมากมายผ่านกาลเวลาและยุคสมัยบนผนังกำแพงหินทรายของปราสาทมาให้เรารับรู้ ร่วมกับเรื่องราวของมหาสงครามเกียรติยศและยุทธนาวากับกองทัพจามปา ภาพวิถีชีวิตของผู้คนชาวเขมรโบราณ และภาพสลักทางศาสนาของ “ลัทธิโลกเกศวร” ที่นับว่าเป็นจุดเด่นหรือไฮไลท์สำคัญของปราสาทบันทายฉมาร์นี้ด้วยครับ

.

.

         เมืองบันทายฉมาร์ เป็นเมืองที่มีสำคัญทางตอนเหนือ ในเขตอิทธิพลชั้นในของเมืองพระนครหลวงหรือนครธม ตั้งอยู่บนเส้นทางราชมรรคา (Royal Road) เชื่อมโยงเมืองพระนครกับเมืองวิมายะปุระหรือเมืองพิมายในเขตที่ราบสูง ขนาดของเมืองมีขนาดใหญ่  2 x 2.5 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าปราสาทนครวัดสองเท่า แต่เล็กกว่าเมืองพระนครธม ( 3 x 3 ตารางกิโลเมตร) เล็กน้อย ด้วยความใหญ่เป็นอันดับสอง จึงน่าจะเป็นที่มาของชื่อบันทายฉมาร์ที่แปลว่า “ป้อมน้อย” หรือ “ปราสาทเล็ก” (ทำไมไม่ตั้งชื่อว่า “อังกอร์ฉมาร์” ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยก็ไม่รู้)

.

.

         เมืองบันทายฉมาร์จัดเป็นหัวเมืองใหญ่ มีการชลประทานจัดการน้ำด้วยการขุดสระขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “บาราย” ทั้งทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเพื่อใช้กักเก็บน้ำสำหรับชุมชน ตรงกลางของบารายทางทิศตะวันออกเป็นเกาะ มีปราสาทหลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่ สันนิษฐานว่าเป็นปราสาทในคติ “เกาะราชยศรี" อันมีม้าพลาหะโพธิสัตว์เปรียบเสมือนยานพาหนะลำใหญ่ที่พาผู้คนสู่มรรคผลนิพพาน เช่นเดียวกับคติของปราสาทนาคพัน

.

       ปราสาทด้านในมีพื้นที่ประมาณ 250 x 250 ตารางเมตร ชั้นนอกรายรอบด้วยระเบียงคด ถัดเข้ามาเป็นกำแพงที่มีภาพสลักนูนต่ำสวยงาม ชั้นในเป็นระเบียงคด โคปุระ และซุ้มปราสาทเมรุทิศ ที่มีการแกะสลักรูปนางอัปสรา (Davatas) และลวดลายที่สวยงามสลับซับซ้อน ตรงกลางเป็นปราสาทประธาน มียอดปราสาทสลักเป็นรูปบุคคลสี่หน้า ลักษณะเช่นเดียวกับปราสาทบายน

.

.

        ผังด้านในของปราสาทบันทายฉมาร์ มีความสลับซับซ้อน คล้ายคลึงกับผังของปราสาทเบงมาลา (Beng Mealea) ปราสาทพระขรรค์ และปราสาทตาพรหมแห่งเมืองกำปงสวาย คงเพราะเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันและในคตินิยมเดียวกัน

.

.

       คติความเชื่อในการสร้างปราสาทบันทายฉมาร์ ตามความคิดของผม (ซึ่งอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด) สร้างขึ้นใน"ลัทธิโลเกศวร" อันเป็นลัทธิความเชื่อที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธนิกายวัชรยานกับศาสนาฮินดูนิกายตันตระ ในอัตราส่วน 60 % - 40 % เทพเจ้าของฮินดูและคติความเชื่อหลายอย่างถูกนำมาใช้ แต่ก็ใช้อยู่ภายใต้คติความเชื่อของพุทธศาสนาวัชรยาน เรียกว่า “วัชรยานตันตระ” มี “พระมหาไวโรจนะ หรือ อาทิพุทธะ” เป็นพระพุทธเจ้ามีอำนาจสูงสุดในบรรดาเหล่าพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และเทพเทวดาทั้งหลาย

.

       มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่า ลัทธิฮินดูที่ผสมผสานอยู่ในวัชรยานตันตระของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้น เป็นฮินดูแบบ “ไวษณพนิกาย” ที่บูชาพระวิษณุหรือพระนารายณ์เป็นใหญ่ เราจึงเห็นภาพสลักเรื่องราวเทพปกรณัมของพระนารายณ์ มหากาพย์รามายณะ ร่วมอยู่กับเรื่องราวของพระพุทธศาสนาในปราสาทเทวาลัยที่สร้างในสมัยนี้  นั่นก็คงเป็นเพราะ ไวษณพนิกายได้เปลี่ยนแปลงนำเอา "พระพุทธเจ้า" มารวมเป็นอวตารหนึ่งของ “นารายณ์สิบปาง” การบูชาพระนารายณ์เป็นเสมือนการบูชาพระพุทธเจ้าทางหนึ่ง นิกายนี้จึงเข้ากันได้ดีกับพุทธศาสนาวัชรยานตันตระ มากกว่าไศวะนิกายที่ดูจะไม่มีจุดร่วมใด ๆ แต่อย่างไรนั้น เทพปกรณัมของพระศิวะก็ยังมีภาพสลักปรากฏอยู่บ้างในบางส่วนของปราสาทที่สร้างขึ้นในยุคนี้ แต่ก็เป็นส่วนน้อยมากครับ

          มนตราแห่งปราสาทวัชรยานตันตระ จึงเป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้าสูงสุดมหาไวโรจนะและพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร แทนความหมายด้วยรูปสลักใบหน้าของผู้ที่อำนาจสูงสุดแห่งโลกในเวลานั้น คือพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 บนยอดปราสาท รวมถึงรูปเคารพต่าง ๆ ทั้ง พระพุทธเจ้าแห่งการรักษาโรค พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เทพเจ้าทั้งในความเชื่อของฮินดูและความเชื่อของวัชรยาน ต่างก็มาผสมผสานกันเป็นภาพแกะสลักมากมายในปราสาทแห่งนี้ครับ

.

.

        เริ่มจากภาพสลักสำคัญบนหน้าบันของประตูด้านหนึ่งและอีกหลาย ๆ ด้าน มีรูปบุคคลกำลังดีดพิณทางซ้ายมือ ตามความเชื่อโบราณแล้ว หากเราได้ยินเสียงขับขานกาพย์ฉันท์ประกอบเสียงดนตรีอันไพเราะ 24,000 โศลก ท่านจะสามารถบรรลุสู่สรวงสวรรค์ หากเรามีจินตนาการ เราก็จะได้ยินเสียงดนตรี ท่วงทำนองและเสียงภาษากาวุยอันศักดิ์สิทธิ์นั้น แว่วมาตามสายลมที่พัดผ่านไปทั่วปริมณฑลของปราสาท บอกเล่าเรื่องของ "ฤาษีวาลมิกิ" ผู้รจนาคัมภีร์ "รามายณะ" อันศักดิ์สิทธิ์

.

                            วาลมิกิ ครั้ง            เดินไพร
                    พบกระเรียนคู่ ฤทัย          ระทดเศร้า
                    ถูก พรานประหารใจ         อำมหิต
                    ท่านจึ่งสาปแช่งเจ้า          นิษาท ด้วยผรุสวาจ์ 

.

.
         พระฤๅษีวาลมีกิ เดินทางไปสู่สำนักพระฤๅษีนารถ เพื่อสนทนาไต่ถามถึง บุคคลสำคัญในโลกว่าใครเป็นผู้แกล้วกล้าในสามภพ พระฤๅษีนารถหรือฤๅษีนารอดได้เล่าประวัติของพระรามอวตารแห่งองค์พระวิษณุให้สดับโดยตลอด ครั้นเดินทางกลับก็มาพบพรานยิงธนูใส่นกกระเรียนที่กำลังรื่นเริงอยู่กับคู่ของตน ฤๅษีวาลมีกิ เกิดสลดใจสมเพช จึงกล่าวคำสาปพรานนั้นว่า “นิษาท พรานเอย เจ้าอย่าได้ถึงความมั่นคงแล้วเป็นเวลานานปี เพราะได้พรากคู่นกกระเรียนซึ่งหลงเพลินในกาม”
.

        เมื่อเดินทางต่อมาสักพักจึงหวนระลึกในเหตุการณ์ ก็เสียใจ ด้วยมิใช่กิจของตน ท้าวมหาพรหม จึงปรากฏกายขึ้น แล้วปลอบใจว่า "แท้จริงคำสาปนั้นเป็นความหมายในทางสรรเสริญพระวิษณุเจ้าที่ทรงปราบยักษ์ แปลว่า.. มานิษาท ข้าแต่พระผู้เป็นที่ประทับแห่งพระลักษมี พระองค์ได้ถึงซึ่งความมั่นคงแล้วเป็นเวลานานปี เพราะได้พรากคู่ยักษ์สองตนซึ่งหลงเพลินในกาม" (การาญจ แปลความได้ทั้ง ยักษ์และนกกระเรียนครับ)

.

.

         ด้วยความรู้สึกสังเวชสลดใจ “ฤาษีวามิกิ” จึงได้เปล่งถ้อยคำอุทานด้วยมีอารมณ์สะเทือนใจโดยไม่รู้ตัว เป็นเสียงโอดครวญที่มีจังหวะลีลา มีความหมายงดงาม แล้วพรรณนาเรื่องราวของพระรามที่ได้ฟังมาจากฤาษีนารอดออกมาด้วยความไพเราะ ฤาษีวาลมิกิก็รู้สึกประหลาดใจเป็นยิ่งนัก จึงกล่าวขึ้นว่า “อะไรหนอที่เราเปล่งออกมา” เสียงที่เปล่งออกมานั้นจึงถูกเรียกว่า “กาพย์” ครับ

        ภาพสลักเรื่องราวของการก่อเกิดรามายณะ ที่ฤาษีวาลมิกินั่งสลัดรับฟังฤาษีนารอด เริ่มต้นจากความน้อยใจของ "นนทก" บนสรวงสวรรค์ ที่ใช้ “นิ้วเพชร” แก้แค้นการกระทำของเหล่าเทวดา จนร้อนถึงพระนารายณ์ต้องลงมาปราบ แล้วก็กลายมาเป็นพันธะสัญญา “เจ้าจงมีสิบพักตร์ ยี่สิบกร ข้านี้จะตามราญรอน สั่งสอนเจ้าด้วยมนุษย์เพียงสองมือ” ภาพสลักนี้กำลังเล่าเรื่องพระนารายณ์ตัดหัวนนทก ให้ไปเกิดเป็นทศกัณฐ์ อันเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์ "รามายณะ"

      (แก้ไข : 2554) มีผู้รู้ติว่า ควรจะเป็นรามายณะตอน "อุตตรกาณฑ์" ที่มีเรื่องราวว่า ....ครั้งหนึ่ง มีพราหมณ์อาวุโสเดินอุ้มศพบุตรชายมาที่ประตูพระราชวังของพระราม พลางร้องไห้คร่ำครวญว่า ทำไมอยู่ดีๆ บุตรชายของตนซึ่งเพิ่งอายุได้ ๕ ขวบต้องมาตายก่อนเวลาอันควร การตายอย่างนี้ไม่เคยบังเกิดขึ้นมาก่อนในราชอาณาจักรของพระราม คงเป็นเพราะพระรามมีมลทินความผิดอะไรสักอย่างที่ทำให้บุตรชายของตนต้องตาย ข้าแต่พระราม พระองค์จงได้ดโปรดนำชีวิตบุตรชายของเราคืนกลับมาด้วย ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ (คร่ำครวญอีกยาวมาก) พระรามได้ทรงสดับคำของพราหมณ์อาวุโสนั้นก็ได้ทรงนำเรื่องดังกล่าวไปปรึกษากับวสิษฏะ วามเทพ มรรกัณเฑยะ เมาทคัลยะ กัศยปะ กาตยายนะ ชาพาลิ เคาตมะ และนารทะ นารทะได้กราบทูลพระรามว่า เหตุที่บุตรชายของพราหมณ์ดังกล่าวตาย เพราะว่ามีคนวรรณะศูทรมาบำเพ็ญตบะ แล้วนารทะได้อธิบายต่อไปว่า ในกฤตยุคนั้น มีแต่คนวรรณะพราหมณ์ที่บำเพ็ญตบะ ในเตรตายุคจึงได้เพิ่มให้คนวรรณะกษัตริย์สามารถบำเพ็ญตบะได้อย่างพราหมณ์ ส่วนในทวาปรยุคนี้ ก็ได้เพิ่มให้คนวรรณะไวศยะ (แพศย์) สามารถบำเพ็ญตบะได้ด้วย คนวรรณะศูทรในยุคนี้ ยังไม่สามารถบำเพ็ญตบะได้ จนกว่าจะเข้าเขตกลิยุคเมื่อไร คนวรรณะศูทรจึงจะบำเพ็ญตบะได้อย่างวรรณะอื่นๆ ว่าแล้วนารทะก็กราบทูลพระรามรีบเสด็จออกค้นดูว่า มีฤาษีตนใดที่เป็นคนวรรณะศูทร ก็ให้กำจัดเสียอย่าให้เป็นมลทินแห่งทวาปรยุค พระรามจึงเสด็จโดยบุษบกออกตามหาฤาษีวรรณะศูทร จนกระทั่งไปพบฤาษีตนหนึ่ง ชื่อ สัมพูกะ ณ อาศรมที่อยู่ทางทิศเหนือของภูเขาไศวละ ใกล้ทะเลสาป สัมพูกะกำลังบำเพ็ญเอาหัวยืนต่างเท้า พระรามไม่รอช้ารับสั่งถามทันทีว่า สัมพูกะเกิดในวรรณะใด สัมพูกะตอบทันทีว่า ตนเกิดในวรรณะศูทร พระรามได้ยินดังนั้นก็ได้เอาพระแสงดาบตัดศีรษะสัมพูกะทันที..."
.

 

.

            สภาพโดยรวมของปราสาทบันทายฉมาร์ปรักหักพังลงมามาก ยังไม่มีการบูรณะ ยอดปราสาทหลายหลังพังลงมาเหลือหน้าพระมหาไวโรจนะ(อาทิพุทธะ)เพียง 3 ยอด ระเบียงคดและโคปุระ หลังคาก็ถล่มลงมาเป็นกองหินระเกะระกะ หน้าบันหลายแห่งก็พังลงมา หลายส่วนก็ดูเหมือนว่าจะยังสร้างไม่เสร็จเช่นเดียวกับปราสาทหินในยุคร่วมสมัยครับ

.

.

        บนสันกำแพงและสันหลังคาประดับ"บราลี" สลักเป็นรูปพระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้ว อันเป็นคติที่นิยมในสมัยนั้น เราพบ"บราลี"รูปแบบนี้ตั้งแต่ในประเทศกัมพูชาจรดมาถึงวัดมหาธาตุเมืองราชบุรีเลยครับ !!!

.

.

.

          หน้าบันหลายแห่ง สลักเป็นภาพของพระพุทธเจ้าแห่งการรักษาโรค "พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต" ผู้มีวรรณะกายสีน้ำเงิน อันเป็นพระพุทธเจ้าในคตินิยมเฉพาะในอาณาจักรเขมรโบราณสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีรูปชายหญิง อันมีความหมายถึงผู้คนทั้งมวล แสดงการเคารพอยู่ทางซ้ายและทางขวามือ

.

.

         ในอีกมุมหนึ่ง เป็นภาพจากคุณไกด์เถื่อน (OSK109) แสดงภาพบุคคลบนหน้าบัน ซึ่งน่าจะเป็นภาพของทศกัณฐ์ ผู้มี10 เศียร 20 กรในมาหกาพย์เรื่องรามเกียรติ์ มีกุมภกรรณเฝ้าอยู่ด้านข้าง หรืออาจจะเป็นภาพเทวีปรัชญาปารมิตา 11 เศียร 22 กร พระชนนนีของเหล่าพระพุทธเจ้า ในฐานะศักติหรือผู้เป็นพลังเบื้องหลังแห่งพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ก็อาจเป็นได้

.

.

         ภาพสลักนูนต่ำบนกำแพงด้านนอกทางทิศตะวันออกและทิศเหนือ เป็นเรื่องราวทางโลกหรือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นจริงในยุคนั้น เช่น ภาพพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กับเจ้าชายศรีนทรกุมารสังเกตการณ์หรือกำลังซุ่มโจมตีข้าศึกอยู่บนเนินเขา

.

.

        ภาพการยกทัพ ครัวทัพเขมรและกองทัพจาม

.

.

.

        ภาพสงครามทางบกที่มีช้างเป็นยุทธพาหนะสำคัญ ภาพสงครามยุทธนาวาในทะเลสาบเขมรกับกองทัพจามที่มีเรือรูปหัวสัตว์สวยงาม แต่ก็คงไม่น่าจะได้ใช้ในการรบจริงเพราะเป็นภาพสลักเกียรติยศ จึงเอาภาพเรือให้สวยไว้ก่อน

.

.

.

.

.

        ภาพเจ้าชายศรีนทรกุมารกำลังต่อสู้กับภรตราหูผู้ทรยศ

.

.

          ภาพราชองครักษ์นำหัวผู้ทรยศมาถวาย

.

.

        ภาพท้องพระโรงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กำลังรับแขกเมืองชาวต่างประเทศ โดยมีเจ้าชายศรีนทรกุมารภาพกำลังแนะนำหรือเป็นล่าม

.

.

        ภาพพราหมณ์สาธุกำลังบูชาศิวลึงค์

.

      

.  

            ไฮไลท์สำคัญของปราสาทบันทายฉมาร์อยู่ที่รูปสลักนูนต่ำบนกำแพงด้านทิศตะวันตก เป็นภาพปกรณัมของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรของลัทธิ "โลกเกศวร"จำนวน 6 องค์ตามคัมภีร์ของศาสนา ซึ่งยังไม่เคยพบรูปสลักวัชรยานตันตระเช่นนี้ที่ไหน นอกจากที่ปราสาทบันทายฉมาร์แห่งนี้เท่านั้นครับ

.

        รูปแสดง “อานุภาพ” ของพระโลเกศวร 6 ภาพ แสดงออกมาในลักษณะที่แตกต่างกันไป รูปสลักข้างประตูด้านขวา เป็นภาพของ "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 32 กร " หรืออาจจะหมายถึง "พระมหาไวโรจนะ" พระพุทธเจ้าสูงสุด มือขวาด้านหน้ามีพระโลเกศวรประทับ มือซ้ายด้านหน้าถือหม้อน้ำอมฤต แสดงมุทราแห่งอำนาจเหนือพระพุทธเจ้าทั่งปวง  โดยมีพระธยานิพุทธะประทับอยู่ในเรือนปราสาท และมานุษิพุทธะหรือเหล่าพระโพธิสัตว์ ประทับในชั้นต่อมาล้วนกำลังถวายการเคารพ

.

.

.

        รูปสลักทางด้านซ้ายของประตู เป็นภาพของ "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร" ในฐานะผู้เป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลสากล คัมภีร์การันฑวยูหสูตรกล่าวว่ามีเทพเจ้า 12 องค์ออกมาจากพระองค์ ทั้งพระพรหม (พระพาหา) พระนารายณ์ พระมหาเทพ พระอินทร์ (รากพระเกศา) พระวรุณ (พระอุทร) พระพาย (โอษฐ์) พระยม พระอาทิตย์ พระจันทร์(พระเนตร) พระปฤถิวี (พระบาท) พระสุรัสวดี (พระทนต์) พระลักษมี (พระชานุทั้งสอง) รูปสลักแทนด้วยวงกลม 11 วง รายล้อมรอบพระองค์

.

.

        ภาพที่สามเป็นภาพสลักการแสดงอานุภาพ ในฐานะแห่งโพธิสัตว์ผู้ปกป้องและเป็นที่พึ่งแห่งมวลมนุษย์ ปรากฏเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 10 กร  ผู้คนในทุกชนชั้นล้วนต่างกำลังถวายการเคารพบูชา  “....พระองค์เป็นประหนึ่งวิญญาณของจักรวาลที่ได้เปล่งประกายสารัตถะแห่งการช่วยเหลือสัตว์โลกให้หลุดพ้นจากภาวะทั้งปวง   และความรอบรู้ชั้นสูงสุดยอดที่จะเผยแผ่ให้คงอยู่ได้ยาวนานตลอดไปด้วยจำนวนมากมายที่มีอยู่ของบรรดาพระพุทธองค์ทั้งหลายอันอยู่รอบพระวรกาย....” 

.

.

        ภาพที่สี่ เป็นภาพการแสดงอานุภาพแห่งองค์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 6 กร หรือมุทรา “เปล่งรัศมี” แสดงความยิ่งใหญ่ ในคัมภีร์การันฑวยูหสูตร  กล่าวไว้ว่า  “....ด้วยเพียงพระโลมา 1 เส้นของพระองค์ก็มีอานุภาพมากกว่าพระพุทธเจ้า 62 เท่าของจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา นอกจากนั้นในขุมพระโลมาแต่ละขุมของพระองค์ ยังมีคนธรรพ์อยู่เป็นจำนวนพัน อีกขุมหนึ่งมีฤาษีอยู่เป็นจำนวนล้าน ผู้ที่ออกมาจากพระโพธิสัตว์เปล่งรัศมีจึงมีทั้งเทวดา คนธรรพ์ ฤาษี และพระพุทธเจ้าอีกมากมาย...” ทางด้านซ้ายเป็นภาพพระวัชริน ทางขวาเป็นภาพ เทวีปรัชญาปารมิตา ศักติของพระอวโลกิเตศวร และพระเหวัชระ ยิดัมหรือเทพผู้พิทักษ์พุทธศาสนาวัชรยานตันตระ มีหน้าที่ในการปราบภูตผีปิศาจสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ไม่ให้ทำอันตรายมนุษย์ และรูปอัปสรา นางกำนัลกำลังถวายความเคารพ 

.

.  

        ภาพที่ห้า เป็นภาพสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8 กร คัมภีร์อมิตายูรธยานสูตร กล่าวว่า ประภามณฑลที่ล้อมรอบพระเศียรพระโพธิสัตว์โลเกศวรประกอบด้วย พระพุทธเจ้า 500 พระองค์ แต่ละองค์แวล้อมด้วยพระโพธิสัตว์ 500 พระองค์ และพระโพธิสัตว์แต่ละองค์ก็ยังแวดล้อมด้วยเหล่าเทวดาอีกเป็นจำนวนมาก

.

.

       ภาพสุดท้ายเป็นภาพสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8 กร ถือ วัชระ อังกุศ หนังสือ สังข์ จักร ลูกประคำ หม้อน้ำอมฤต และดาบ ในฐานะที่ทรงมีอานุภาพเหนือพระมหาเทพศิวะและพระนางอุมา รวมทั้งเทพเจ้าทั้งหลายของศาสนาฮินดูในสรวงสวรรค์

.

. 

         ปราสาทบันทายฉมาร์น่าจะหยุดก่อสร้างและถูกทิ้งร้างลงหลังสมัยพระเจ้าอินทรวรรมันที่ 2 พระราชโอรสของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ด้วยเพราะพระองค์อ่อนแอ ไม่มีพระราชอำนาจเฉกเช่นพระราชบิดา อาณาจักรเขมรเริ่มเสื่อมลงเป็นอย่างมากในรัชกาลนี้ ก็คงเพราะมาจากการเกณฑ์แรงงานไปสร้างปราสาทหินจำนวนมากในสมัยพระราชบิดา ระบบการควบคุมน้ำในบารายใหญ่ก็เริ่มล้มเหลว แสงยานุภาพทางทหารก็ตกต่ำ จนกองทัพเขมรต้องถอนกำลังออกจากเมืองวิชัย เมืองหลวงของอาณาจักรจามปา พร้อมกับการเสื่อมอำนาจควบคุมในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาและในที่ราบสูงโคราช

.

.        

         เมื่อสิ้นผู้คนและมนตรา ปราสาทที่เคยบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่แห่งลัทธิโลเกศวร ก็ถึงแก่กาลดับสลายกลายเป็นซากป้อมปราการร้าง เมื่อเวลาผ่านไป ป่ารกก็กลับเข้ามายึดครอง ทั้งต้นไม้ใหญ่นานาชนิด รากไม้และเถาวัลย์ต่างขึ้นชอนไชไปทั่วร่องหินเป็นที่สำราญ จากลำเล็กก็เติบโตขยายราก ดันหินส่วนประกอบชั้นล่างให้หลุดออก ส่วนบนก็ถล่มลงตามมา กลายเป็นกองหินศิลาปราสาทที่ซ่อนตัวอยู่ในไพรสณฑ์

.

.

        จนเมื่อเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น พื้นที่ของปราสาทบันทายฉมาร์อยู่ในเขตควบคุมของกลุ่มติดอาวุธ “เขมรเสรี” แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับตัวปราสาทมากนัก คงเป็นเพราะเรื่องราวของ “สุสาน”แห่งเจ้าชายและขุนศึกทั้งสี่ ที่ฝรั่งเศสเคยบอกเล่าเป็นตำนานฝังใจ ได้ช่วยก่อให้เกิดจินตนาการของภูตผีปีศาจในท่ามกลางเงาทะมึนของกองหิน ใบหน้าบนยอดปราสาท เถาวัลย์และต้นไม้ที่ขึ้นปกคลุม คอยหลอกหลอนจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ !!!

.

.

       เมื่อประมาณปี 2001 ภายหลังจากวารสาร “THE EARTH 2000” ได้นำเสนอเรื่องราวของปราสาทบันทายฉมาร์ พร้อมรูปภาพของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในคติอานุภาพต่าง ๆ สู่สาธารณะชนเป็นครั้งแรก (หลายภาพใน Entry นี้ นำมาจากหนังสือเล่มนี้ครับ)ได้ไม่นาน  รูปสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร กำแพงส่วนที่มีรูปสลักที่สามและรูปสลักที่สี่ตาม Entry นี้ ได้ถูกรื้อถอนปล้นสะดมโดยขบวนการลักลอบค้าวัตถุโบราณข้ามชาติ ที่มีเครือข่ายความร่วมมือกับทหารเขมรเสรีในขณะนั้น ตามออเดอร์ของผู้มีอำนาจและเงินตราในกรุงเทพ ฯ แต่ในที่สุดพระอวโลกิเตศวรผู้ทรงอานุภาพก็ได้กลับคืนมา รัฐบาลไทยจึงได้ส่งมอบพร้อมโบราณวัตถุอีกเป็นจำนวนมากกลับสู่ประเทศกัมพูชา ปัจจุบันรูปพระอวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีที่ถูกโจรกรรมทั้งสองรูปจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ กรุงพนมเปญ

.

        ไม่ใช่แค่รูปสลักสองรูปบนกำแพงเท่านั้นนะครับ หลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงในประเทศกัมพูชาสงบลง การลักลอบกะเทาะทำลายเพื่อโจรกรรมโบราณวัตถุจากปราสาทหินต่าง ๆ ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ คงเพราะโบราณวัตถุหินทรายแกะสลักศิลปะเขมรยังมีเสน่ห์ มนต์ขลัง ชวนให้หลงใหลเป็นที่ต้องการของเหล่าเศรษฐีและผู้สะสมทุนนิยมทั่วโลกอยู่เสมอ

.

.

        แม้แต่ฤาษีวาลมิกิ มุนีผู้ขับกล่อมบทโศลกกาพย์ฉันท์แห่งเทพเจ้า

ให้กับปราสาทบันทายฉมาร์มายาวนาน

ก็ยังไม่รอดจากโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ !!!

. 

เพลงบรรเลงประกอบ "ระบำลพบุรี"

. 

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net