วันที่ พฤหัสบดี พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เหตุหนึ่งที่ทำให้ไทยไม่เจริญ


คนไทยมีรายได้ต่อหัวประชากรน้อยกว่าคนอเมริกันหลายเท่าตัว

แต่คนไทยกลับมีรถเบนซ์ต่อหัวประชากรมากกว่าคนอเมริกันหลายเท่าตัว

(สถิติอันแรกเป็นที่รู้กันดี แต่อันหลังผมคะเนเอาจากการที่ได้อยู่อเมริกาและเมืองไทยมานานพอๆกัน)

ทั้งที่ราคารถเบนซ์ในเมืองไทยแพงกว่าในอเมริกาประมาณ 3 เท่า (เนื่องจากภาษี)

ทำให้ผมเกิดแนวคิดว่าน่าจะคำนวณหาดัชนีชี้วัดความหน้าใหญ่ของคนในชาติได้ไม่ยากนัก

คือเอาจำนวนเงินที่ใช้ซื้อรถเบนซ์ของคนในชาติทั้งหมด หารด้วยรายได้ประชาชาติทั้งหมด

จะเรียกว่า “ดัชนีหน้าใหญ่” ก็ดูตรงประเด็นดีนะ

รัฐบาลหรือใครที่สนใจน่าจะลองคำนวณดู

(ไม่น่าหายากเพราะยอดขายรถและราคารถในประเทศต่างๆก็หาได้

ส่วนรายได้ประชาชาติของประเทศก็หาได้โดยง่าย)

ผมคะเนว่าประเทศไทยน่าจะมีดัชนีนี้สูงที่สุดในโลก (มากกว่าเยอรมันเสียอีก)

คนไทยเราจะได้มีดัชนีที่วัดว่าเรา”ดี”ที่สุดในโลกก็เขาบ้าง

 

หลักการเดียวกันนี้สามารถใช้ได้กับของอย่างอื่นๆด้วย เช่น

นาฬิกาข้อมือ กระเป๋าถือ เสื้อนอก ไวน์ ปากกา  น้ำหอม เน็คไท รองเท้า

และที่กำลังมาแรงคือ หมา (สัตว์สี่เท้าที่เห่าได้)

หมากำลังเป็นเครื่องบ่งชี้สถานะ (status symbol) ตัวใหม่ของคนไทย

ยิ่งพวกคนบ้านนอกยิ่งหนักข้อ

เห็นเดินจูงหมาพันธุ์ต่างด้าวกันกลาดเกลื่อนเมือง

รวมทั้งทะนุถนอมอุ้มมันไปหาหมอกันเป็นทิวแถว

ไม่ใช่บนเบาะหลังรถเบนซ์……แต่บนเบาะหน้าของรถมอเตอร์ไซค์!!

 

คนบ้านนอกก็ติดโรคบ้าเห่อทะเยอยาน งานการไม่ใคร่ทำ มาจากคนกรุงน่ะแหละ

บินเข้าสู่กระแสบริโภคนิยมของโลภาภิวิฒน์กันเป็นฝูงแล้วฝูงเล่า

ไม่ผิดอะไรกับฝูงปลาที่พากันว่ายเข้าสู่อวนที่เขาดักล้อมไว้

เห็นแล้วห่อเหี่ยว มองไม่เห็นอนาคตของชาติ

ตัวชี้วัดของฝ่ายคนจนในประเด็นนี้อาจเห็นได้ง่าย

ด้วยการเดินเข้าไปในร้านอาหารแฟรนชายส์ต่างประเทศสักร้านในย่านศูนย์การค้าแถวหัวเมืองบ้านนอก

เอาโคราชเมืองที่ผมอยู่ก็ได้

ปกติผม”ไม่กล้า”เข้าไปร้านพวกนี้ เพราะราคาแพงกว่ากินก๋วยเตี๋ยวข้าวแกงถึง 3-4 เท่า

แต่นานๆก็ย่างเท้าเข้าไปศึกษาบรรยากาศเสียที

สิ่งที่พบคือคนอัดแน่นเต็มร้านยังกะว่าเขาแจกฟรี

และสังเกตดูลักษณะผาดเดียวก็คะเนได้ไม่ยากนักว่า

รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของผู้บริโภคที่คลาคล่ำนั้นไม่น่าเกิน 8,000 บาท (ที่เขียนไว้นี้พศ. 2545)

แต่เขากล้ามากินอาหารมื้อละ 10% ของเงินเดือนกันบ่อยๆ

ในอีกแง่ก็ดีเหมือนกัน  เพราะในมุมมองแบบทุนนิยม จะทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

 

แล้วไอ้พวกคนรวยๆ (แบบผม แฮ่ๆ) มันหายหัวไปกินกันที่ไหนหมด

ผมไปค้นพบโดยบังเอิญว่า

พวกเขาก็ต้องยกระดับไปกินกันในร้านที่แพงมื้อละะ 10% ของรายได้เขาซิครับ

ผมเคยหลงเข้าไปครั้งสองครั้งตามโรงแรมหรู ข้าวผัดจานละ 500 บาท

กินแล้วแทบไม่อยากถ่ายออกมาด้วยความเสียดาย

แต่คนพวกนี้เขายังว่าถูกมาก ถ้าจานละ 1000 ขึ้น ค่อยสมเกียรติพวกเขาหน่อย

 

ผมเชื่อของผมเองลึกๆว่า

ชนชาติไดที่บ้าเห่อมากเกินไป ไม่มีวันเจริญกะเขาได้หรอก

ถึงเจริญได้ก็ไม่ยั่งยืน เพราะต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจอยู่ร่ำไป

 

เพื่อนฝรั่งของผมหลายคนที่ทำงานอยู่ด้วยกันในสมัยโน้น

มันห่อแซนด์วิชมากินกลางวัน

ทั้งที่จบปริญญาเอก เงินเดือนเหลือเฟือ

รถยนต์ก็ใช้ราคาถูก โตโยต้ารุ่นประหยัดสองประตู หรือทำนองนั้น

จะซื้อเครื่องใช้แต่ละที หรือเดินทางแต่ละครั้ง

เขาจะโทรศัพท์ตรวจสอบราคาเป็นสิบเจ้ากว่าจะตัดสินใจซื้อ

 

ฉลาด ขยัน ประหยัด ชาติฝรั่งเขาจึงเจริญ

แต่ของเราสอนและเป็นแบบอย่างกันให้โง่ ขี้เกียจ ฟุ่มเฟือย

โดยมีนักการเมือง ข้าราชการชั้นสูง ทำตัวเป็นตัวอย่างให้เห็นมากมาย

ขับรถเบนซ์ไปตีกอล์ฟ ....กินอาหารในโรงแรมหรู ชูคอโอ้อวดดังกิ้งก่า

ก็คงต้องซื้อของฟุ่มเฟือยของพวกฝรั่งใช้

อย่างงี้...ตลอดไป

 

 

 

โดย ริบหรี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net