วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โชคดีตลอดไป


โชคดี ตลอดไป

ประยงค์ อัฒจักร

 

มาเยี่ยมพี่โชคทีไร ต้นไม้ใบหญ้า ก็เติบโตขึ้นทุกที และพี่โชคก็จะมีสิ่งใหม่ๆ มาอวดผมเสมอ ทุกครั้งที่แวะมาผมก็จะแวะไปดูต้นสะตอ และไม้หอม ที่ผมเห็นมันมาตั้งแต่ต้นเล็กๆ เช่นเดียวกับต้นหว้า กระท้อน ขนุน มะม่วง โดยเฉพาะโชคอนันต์ รวมถึงไผ่น้ำเต้า ซึ่งมีอายุใกล้เคียงเจ้าบิ๊กลูกชายคนเล็กของพี่โชค ซึ่งก็จะเห็นว่า มันเติบโตขึ้นทุกวันจนเป็นแม่ไม้ ท่ามกลางป่ากินได้ จนแทบระลึกถึงภาพลางๆ ของพี่โชคฉีดยาฆ่าหญ้า บนแผ่นดินห่วยๆ เมื่อปี 33 แทบไม่ออก

พี่โชคที่ผมรู้จัก เรียนจบมาทางด้านจักรกลการเกษตรจากรั้วตะโกราย ที่โคราช แล้วไปจบด้าน “ยาสูบ” จากรั้วอินทนิล ที่เชียงใหม่ นอกจากนี้ผมพอรู้พี่โชคเคยใช้ชีวิตในกรุงเทพ แถววัดพระศรีมหาธาตุ และอุบลราชธานี สมัยเรียนมัธยม

พี่โชคก็เฉกเช่นนักศึกษาเกษตรศาสตร์หลายๆ ที่รักในวิชาการเกษตร แต่ถูกอาจารย์มหาวิทยาลัยหลอก จนแทบโงหัวไม่ทัน

พี่โชคเข้าวังน้ำเขียวปีไหน ผมจำไม่ได้ แต่มาปลูกข้าวโพดเป็นร้อยไร่ ใช้เครื่องจักรกลที่เรียนมา วิชาการที่ก้าวหน้าที่สุดในวังน้ำเขียว แต่ไม่สามารถ กำหนดฟ้า และราคาข้าวโพดได้ นี่คือ บทเรียนที่ 1 เกษตรเชิงเดี่ยวไม่ใช่คำตอบของเกษตรกร เพราะแม้เกษตรกรหัวก้าวหน้า ที่มีความพร้อมทั้งความรู้ เทคโนโลยี่ และความสามารถในการเป็นหนี้ (เครดิต) ทำไมไม่สามารถสร้างชีวิตที่มั่นคงจากการปลูกพืชเศรษฐกิจได้ แล้วเกษตรกรตัวเล็กๆ อื่นๆ ที่ปลูกพืชโดยอาศัยกระแสพาไป จะรอดได้อย่างไร…โชคดีที่กลับตัวทัน

ผมรู้จักพี่โชคในวันที่พวกเราเดินทางไปสังสรรค์ปีใหม่ 2533 ของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จันทบุรี และเราต่างก็เป็นเจ้าหน้าที่โครงการพัฒนาชนบทเพื่อการอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ หรือ โครงการทีม (TEAM) ที่มีนิคม พุทธา เป็นแม่ทัพ ภายหลังที่เกษตรกรหัวก้าวหน้า พ่ายแพ้แก่พืชเงินสด (Cash Crop) ซึ่งโครงการทีมพยายามเปลี่ยนแบบแผนการผลิตสู่เกษตรแบบป่า (วนเกษตร) โดยมีครูบาใหญ่ ชื่อ วิบูลย์ เข็มเฉลิม

พี่โชคก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง ทั้งด้วยประสบการณ์ปลูกข้าวโพด และแนวทางโครงการทีม คือ วนเกษตร ที่จะพัฒนาชุมชนเพื่ออนุรักษ์ป่าเขาใหญ่ (...โห โม้จริงๆ) พี่โชคซึ่งชอบพอกับต้นไม้ใบหญ้าอยู่แล้ว ก็ลงมือทำพร้อมๆ ไปกับชาวบ้าน เริ่มจากมะขามหวาน โดยประสบการณ์ชาวบ้านท่าวังไทร ที่พี่โชคเองก็หลงเชียร์ว่ามันดีเหลือแสน เพราะไม่ต้องรีบขาย นึ่งเอาไว้ก็ได้ ขณะเดียวกันก็เรียนรู้ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เราไปเยี่ยมคีรีวง ที่นครศรีธรรมราช หลายครั้ง และพี่โชคก็สะสมพันธุ์ไม้มากขึ้นมากขึ้น ทั้งพันธุ์ไม้ทำเงิน และพันธุ์ไม้ที่ชอบ โดยเฉพาะไม้ใบด่าง ตามประสาเกษตรกรหัวก้าวหน้า สวนพี่โชค หรือสวนรวยโชค (รวยเป็นชื่อภรรยา..) เริ่มกลายเป็น โอเอซีส แห่งคลองทุเรียน

ปี 2537 ผู้ชาย 3 คน ชื่อ อ้วน (นิคม) เบิ้ม (อรทัย) และ โชคดี นึก (บ้า) อยากจะฟื้นป่าภูเขาไฟ จึงปีนป่ายขึ้นไปนอนหนาวบนเขาแผงม้า ซึ่งต่อมาความบ้ากลายเป็น โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ เขาแผงม้า ซึ่งคนธรรมดาทุกคนที่มีส่วนสร้างก็คงภูมิใจไปทั้งชีวิต โดยเฉพาะพี่โชค

โชคดีของพี่โชค คือ ไม่ค่อยมีโอกาสย้ายไปไหน เหมือนเจ้าหน้าที่มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า คนอื่นๆ หากแต่ยึดกุมสภาพพื้นที่ สร้างสมประสบการณ์จากโครงการทีม สู่โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ เขาแผงม้า จนวันนี้อาจจะสามารถสรุปได้ว่า ผลสำเร็จของโครงการทีม คือ พี่โชค ผลสำเร็จของพี่โชค คือ การวนเกษตร และเขาแผงม้า

นี่คือ บทเรียนที่ 2 ยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง (Area-based) เรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากจุดเล็กๆ สั่งสมความรู้ ประสบการณ์ รูปธรรม อย่างสวยงาม…โชคดีที่เรียนรู้ และได้ทำ

 นี่เป็นคุณค่าสำคัญมาก ที่ไม่ว่า หน่วยราชการ หรือแม้แต่องค์กรเอกชน ก็ตาม ที่ทำโครงการเชิงประเด็น หรือตามภารกิจหน่วยงาน ในระยะเวลาสั้นๆ แล้วตั้งคำถามว่า จะบรรลุอะไร ความยั่งยืนอยู่ที่ไหน ควรจะเรียนรู้อย่างจริงจัง...คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน แปลว่าอะไร

 

บทเรียนที่ 3 ศูนย์เรียนรู้เพื่อการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ

สวนลุงโชค และเขาแผงม้า คือ ตำราเล่มใหญ่ที่ควรจะกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของคนทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ หรือแม้แต่ระดับสากล ซึ่งประกอบด้วยตำราการฟื้นป่าเขตร้อน และตำราเกษตรผสมผสานแบบป่า เพราะเป็นระบบเกษตรกรรมที่สามารถตอบสนองทั้งในด้าน ความมั่นคงและอธิปไตยทางอาหาร การฟื้นฟูระบบนิเวศ การสร้างสวัสดิการชีวิต (จ่ายเบี้ยประกันโดยต้นไม้) การสร้างรายได้จากผลผลิต เช่น สมุนไพร หรือแม้แต่ความคิดการปลูกป่าใช้หนี้ ที่เกษตรกรผู้ล้มเหลวจากพืชเศรษฐกิจกำลังเรียกร้อง รวมถึงการแก้ปัญหาโลกร้อนด้วยการขายคาร์บอนเครดิต

การพัฒนาที่ผ่านมา ภายในระยะเวลาอายุพี่โชค พื้นที่ป่าลดลงกว่าครึ่งหนึ่งของที่เคยมีมา เกษตรกรภาคอีสานสะสมหนี้ทะลุ 100,000 บาทต่อราย สังคม และชุมชนล่มละลาย เพราะการพัฒนาที่มองเห็นเรื่องราวเป็นชิ้นๆ ประสบการณ์ของพี่โชคจึงมีค่า เพราะเป็นการพัฒนาแล้วได้ป่าเพิ่ม ลดหนี้สิน และเอาศักดิ์ศรีความเป็นคนกลับมา...โชคดีที่ทำสำเร็จ

จะเหลือก็แต่คนแปลรหัส ให้ผู้คนได้เรียนรู้ หรือพูดอีกอย่าง สวนพี่โชคและเขาแผงม้า คือ ผัก ปลา อาหาร ที่พี่โชคหาเตรียมไว้ ให้แม่ครัวฝีมือดีมาช่วยปรุง เพื่อให้ผู้คนได้อิ่ม อร่อย

ตำราการเรียนรู้นี้ควรว่าด้วย การสรุปบทเรียนชีวิต การฟื้นดิน นา ป่า น้ำ และสุดท้ายคือการฟื้นชีวิตคนและชุมชน

 

บทส่งท้าย

1. พี่โชคล้มเหลวจากการปลูกพืชเศรษฐกิจ (ข้าวโพด) แม้จะมีความรู้ เครื่องมือ และเครดิต (ความสามารถในการเป็นหนี้) เพราะพี่โชคกำหนดฟ้าไม่ได้ ผลิตปุ๋ยเคมีเองไม่ได้ ลงแรงเองไม่ไหว กำหนดราคาเองไม่ได้

2. พี่โชคเรียนรู้ตลอดเวลา แม้เคยเชื่อครูที่มหาวิทยาลัย แต่เมื่อลองทำแล้วไม่รอด ก็เรียนรู้แนวคิดและเทคนิคใหม่ๆ จากชาวบ้านยันด๊อกเตอร์ เอาไปผสมกลมกลืนกับความรู้ที่ร่ำเรียน ฝึกฝนมา ทดลอง และเรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติ ค่อยๆ เดิน ค่อยๆ ก้าว สะสมประสบการณ์ และความรู้ เหมือนต้นไม้ที่ค่อยๆ โตขึ้น

          3. พี่โชคสร้างต้นแบบ แต่อาจจะกินยากหน่อย สำหรับคนอีกมาก จำเป็นที่จะต้องแปลสาระ ออกมาเป็นตำรา เป็นหลักสูตร เป็นกระบวนการเรียนรู้ เพื่อเป็น “ศูนย์การเรียนรู้” ที่มีชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งเป็นตัวเดินเรื่อง

         

ผมออกเดินทางจากมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า สู่ WWF เมื่อปี 2540 ด้วยทิฎฐิบางประการ แต่พี่โชคยังอยู่และกำลังปลูกป่า 10 ปีต่อมา มูลนิธิแห่งนี้มีอันต้องปิดตัวเองลงด้วยทิฎฐิบางประการ ส่วนผมออกเดินทางจาก WWF สู่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ด้วยความจำเป็นบางประการ แต่พี่โชคก็ยังอยู่ และตั้งใจจะปลูกคน...ขอให้โชคดี

เสียงพี่โชคแว่วๆ ไล่หลังผมมาว่า “ผมโชคดีอยู่แล้ว”

โดย sriprae

 

กลับไปที่ www.oknation.net