วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เสห่ห์ภูหลวง


เสน่ห์ของภูหลวง

พระไพศาล วิสาโล

 

จุดสุดยอดของภูหลวงเมื่อแรกเห็นนั้น ผิดกับที่วาดภาพเอาไว้มาก แทนที่จะเป็นป่าทึบและเต็มด้วยไม้ใหญ่ เบื้องหน้าเราคือป่าแคระหรือป่าไม้พุ่ม ไม้ส่วนใหญ่ลำต้นเตี้ยและเล็ก กลางวันจึงรับแดดเต็มที่ ขณะเดียวกันก็ต้องเจอกับลมที่ปะทะแรง เคยนึกเอาอย่างคนไม่รู้ว่า "ราชินี" แห่งป่าอนุรักษ์ของไทยจะตระการตาและยิ่งใหญ่ด้วยทิวทัศน์ ยิ่งกว่าภูกระดึงหรือเขาใหญ่ ไม่นึกว่าจุดที่ถือกันว่างดงามด้วยไม้พันธุ์งามนั้นกลับดูพื้น ๆ และออกจะแห้งแล้งด้วยซ้ำ

           ที่จริงป่าทึบ ป่าสน และไม้ใหญ่ก็มีอยู่ไม่น้อยทั่วภูหลวง แต่บริเวณที่ลือชื่อที่สุดในด้านไม้ดอก โดยเฉพาะกล้วยไม้ กลับเป็นป่าแคระ ซึ่งมีดินคุณภาพต่ำเอามาก ๆ ระบบนิเวศบริเวณนั้นเปราะบางอย่างยิ่ง ดังนั้นน้อยคนที่จะได้รับอนุญาตให้มาเที่ยวชม นอกจากพระตำหนักของสมเด็จพระราชินีแล้ว ก็มีอาคารไม่กี่หลัง (ซึ่งรวมไปถึงสถานีถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์) อยู่ในบริเวณนั้น

           แต่จะว่าไป เป็นเพราะดินที่เลวและสภาพแวดล้อมที่ไม่อำนวยนี้เอง เสน่ห์แห่งภูหลวง จึงเปล่งประกายให้เราได้ชื่นชม ถ้าภูหลวงมีดินดีอุดมด้วยน้ำ ไหนเลยจะมีกล้วยไม้นานาพรรณอยู่ทั่วผืนป่า รองเท้านารี สิงโตกลอกตา เอื้องครั่งแสด และกล้วยไม้อีกกว่า ๒๐๐ ชนิด ช่วยกันแต่งแต้มภูหลวงให้งดงามอย่างหาที่ใดมาเปรียบเทียบได้ยาก

           ความงามนั้นมักจะมาควบคู่กับการถือตัวและกรีดกราย แต่ความงามของภูหลวงนั้นกลับให้ความรู้สึกที่ตรงกันข้าม และนี้คือเสน่ห์อันสำคัญของภูหลวง ที่อยู่เบื้องหลังความงามของกล้วยไม้ทั้งหลาย บริเวณที่ถือกันว่างามที่สุดของภูหลวงนั้น ดูสงบเสงี่ยมและอ่อนน้อมถ่อมตนย่างยิ่ง ไร้ซึ่งความยิ่งใหญ่ด้วยประการทั้งปวง จนนึกไม่ถึงเอาเลยเมื่อแรกเห็น

           อันที่จริงแล้ว "ความสงบเสงี่ยมและอ่อนน้อมถ่อมตน" คือเอกลักษณ์สำคัญยิ่งของภูหลวงเลยทีเดียว บรรดาชีวิตต่าง ๆ ที่นำความงดงามและกิตติศัพท์มาสู่ภูลูกนี้ล้วนเบาบางอย่างยิ่งในเรื่องความถือตัวถือตน สาเหตุสำคัญก็เพราะ ภูหลวงไม่มีที่ว่างมากนัก สำหรับการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ และความเห็นแก่ตัว ดินที่เลวและน้ำซึ่งมีน้อยทำให้ต้นไม้ที่สูงใหญ่วางอำนาจไม่อาจอยู่ได้ ไม้ใดจะอยู่ภูหลวงได้ต้องทำตัวให้เล็กลงและอยู่อย่างสมถะ กล้วยไม้หลายชนิดไม่ลังเลใจเลยที่จะลดขนาดของตัวเองจนกลายเป็นกล้วยไม้จิ๋ว น้ำค้างเพียงหนึ่งหยดหรือแค่ละอองหมอกในอากาศ ก็ช่วยให้เขาเหล่านั้นอยู่ได้อย่างสบาย

           ความแห้งแล้งอีกเช่นกัน ที่ทำให้ชีวิตทั้งหลายไม่อาจอยู่อย่างตัวใครตัวมัน หรือเที่ยวเบียดเบียนกันได้ หากแต่จำต้องโน้มตัวเข้าหากันเพื่อช่วยเหลือกัน เพราะถ้าต่างคนต่างอยู่ก็ต้องสูญพันธุ์กันไปหมด พยานแห่งความร่วมมือกันจะแสดงให้เราประจักษ์แทบทุกตารางนิ้ว ถ้านึกไม่ออกก็ขอให้มองที่ไลเคน ไลเคนเป็นตัวอย่างความร่วมมือกันระหว่างสาหร่าย (หรือตะไคร่) กับรา ฝ่ายแรกนั้นสามารถสังเคราะห์แสงได้ ส่วนฝ่ายหลังก็ดูดสารอาหารและความชื้นได้ เมื่อรวมกันเป็นไลเคนแล้ว ก็ยังไปร่วมมือและช่วยเหลือชีวิตอื่นอีกต่อไปอีก เช่น เหง้าน้ำทิพย์ ซึ่งอาศัยไลเคนที่ชื่อว่า "ฟองหิน" เอื้อเฟื้ออยู่ที่โคนต้น

           คนที่ตัวตนใหญ่โตนั้นไม่คิดที่จะปรับตัว หากเรียกร้องให้คนอื่นปรับเข้าหาตนมากกว่า แต่นั่นไม่ใช่นิสัยของพันธุ์ไม้ส่วนใหญ่ที่นั่น ขณะที่ก๊อกมองพร้อมจะขึ้นไปอยู่บนต้นไม้อื่น เหง้าน้ำทิพย์ก็ไม่ปฏิเสธที่จะขึ้นบนหิน แม้จะแข็งกระด้างเพียงใด ขอให้มีรอยแตกเล็ก ๆ เท่านั้น เหง้าน้ำทิพย์ก็พร้อมจะยื่นรากเข้าไปแทรกและขออาศัยอยู่ จากนั้นก็ค่อย ๆ เก็บสะสมเศษใบไม้ใบหญ้าแล้วแปรให้เป็นดินรอบโคนต้นเพื่อเก็บความชื้น โดยมีฟองหินช่วยอีกแรงหนึ่ง

           คงมีไม่กี่แห่งนักที่เราจะได้เห็นความงดงามเยื่ยงราชินีควบคู่กับสมถะอ่อนน้อมถ่อมตน แต่ที่ภูหลวงคุณค่าทั้งสองมีให้เห็นได้ไม่ยาก แต่จะมีสักกี่คนที่มองทะลุความงดงาม จนเห็นความสงบเสงี่ยมของบรรดากล้วยไม้พันธุ์ไม้ที่นั่น ทั้ง ๆ ที่คุณค่าประการหลังนั้นคือเอกลักษณ์และเสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของภูหลวง ถ้าผู้คนซึมซับรับเอาความสมถะของธรรมชาติที่นั่นไปบ้าง ชีวิตจะมีความสุขกว่าเดิม อีกทั้งโลกก็จะน่าอยู่ยิ่งขึ้นด้วย

           น่าเสียดายที่เรามักไปเที่ยวภูหลวงด้วยความถือตัวถือตนอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่จะชื่นชมความงามของกล้วยไม้เท่านั้น หากยังคิดเก็บความงามเหล่านั้นมาเป็นของตัวอย่างเดียว

           จะต้องมีภูหลวงอีกกี่แห่ง ขึ้นภูหลวงอีกกี่เที่ยว เราถึงจะซาบซึ้งกับความอ่อนน้อมถ่อมตน และถือเอาภูหลวงเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ แทนที่จะรุมทึ้งรุมทำร้ายเพื่อสนองตัวตนอันพองโตอย่างไม่รู้จักจบสิ้น.

 

โดย sriprae

 

กลับไปที่ www.oknation.net