วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดอกฝ้ายบานที่เมืองเลย


ดอกฝ้ายบานที่เมืองเลย ?

ประยงค์ อัฒจักร

 นับตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ เป็นต้นมา เมื่อฤดูกาลหมุนเวียนมาถึงเดือนกุมภาพันธ์ “งานดอกฝ้ายบานที่เมืองเลย” ก็จะถูกจัดขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองดอกผลของแผ่นดิน คือ ปุยฝ้ายขาวนวล ที่พึ่งเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ

เมืองเลยนั้นถือว่าเป็นเมืองหนาวของเมืองร้อนอย่างประเทศไทย คนเมืองเลยมีความฉลาดมากพอที่ผลิตเครื่องนุ่งห่มเพื่อป้องกันความหนาว แม้ในปัจจุบันที่เครื่องกันหนาวนานาชนิดจากโรงงานจะมีวางขายอยู่ตามตลาดนัดไม่รู้จบ แต่หากเข้าไปในเรือนของคนเมืองเลย ก็มักจะมีตู้ (โชว์) ผ้าห่มประจำบ้านเสมอ และฝ้ายก็คือพืชเส้นใยที่คนเมืองเลยปลูกกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรเพื่อมุ่งการผลิตสินค้าเพื่อขาย ทำให้เกิดต้นฝ้ายพันธุ์ใหม่ ใยขาว สมอโตขึ้นมากมาย และฝ้ายที่ไม่สามารถลบออกไปจากหัวของคนเมืองเลยเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา ก็คือ ฝ้ายพันธุ์ศรีสำโรง ๖๐

 รัฐบาลส่งเสริมการปลูกฝ้าย คนเมืองเลยก็รับสนองได้อย่างรวดเร็ว เพราะลักษณะภูมิประเทศรู้เห็นเป็นใจ  คือ ฝ้ายขึ้นได้ดีในที่สูงบนภูเขา และในที่ราบสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ ๑,๒๐๐ เมตร อุณหภูมิที่เหมาะ คือ ๒๒-๒๕ องศาเซลเซียส มีแดดเพียงพอ มีฝนสม่ำเสมอในช่วงที่ฝ้ายเจริญเติบโต ชอบดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำดี ป่าที่มีอยู่มากมายถูกโค่น ถาง เผา จนเกิดปรากฏการณ์ “หิมะดำ” เพื่อปลูกฝ้าย ในปี ๒๕๒๔-๒๕ จึงถือว่าเป็น “ปีทอง” ของการปลูกฝ้ายเพื่อขาย ในแผ่นดินสุดหนาวในสยามแห่งนี้ พื้นที่ปลูกฝ้ายสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ถึง ๑๒๙,๔๐๔ ไร่ ทำรายได้เกิน ๒๐๐ ล้านบาท

 “มองขึ้นไปบนภู ยามเดือนหงาย ปุยฝ้ายขาวนวลสะท้อนแสงเดือน สว่างนวลใย” คนเฒ่าบ้านกกบกเคยทวนภาพโรแมนติกในอดีตให้ผมฟัง

 ลุงเขียว ไขข่าว เล่าไว้ในหนังสือ สารคดีพิเศษ เล่ม เมืองเลยว่า  “งานดอกฝ้ายที่เมืองเลย จัดขึ้นครั้งแรกระหว่างวันที่ ๓๐ มกราคม ถึง ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ รวม ๕ วัน ๕ คืน ที่สวนสาธารณะเทศบาลเมืองเลย ในงานมีการประกวดและสาธิตการเข็นฝ้าย ทอผ้า ประกวดตุง ขบวนแห่ และร้านรวงต่างๆ ประดับประดาด้วยฝ้าย ซึ่งเรามีอยูมากมายเหลือเฟือ นอกจากนี้ยังมีประกวดเทพีฝ้ายไทเลย ในชุดเครื่องแต่งการไทเลยด้วย ข้าราชการพ่อค้าประชาชนช่วยงานกันเต็มที่ ปีแรกที่จัดนั้นยังไม่ได้โปรโมตเป็นทางการ ทาง ททท. ให้ความร่วมมือโดยนำนักท่องเที่ยวมาร่วมงาน ๑๕๐ คน ปรากฏว่าโรงแรมเต็มหมด เพราะโรงแรมเราเล็ก ต้องพักกันที่วัดก็มี”

 สถิติสูงสุด และภาพงานเฉลิมฉลองดอก(ปุย)ฝ้ายที่เมืองเลย ได้ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ในปีต่อๆ มา ฝ้ายต้องเผชิญกับโรคภัย โดยเฉพาะ หนอนเจาะสมอฝ้าย ทำให้ต้นทุนในการปลูกเพิ่มขึ้นมาก เพราะต้องใช้สารเคมีราคาแพงๆ ขวดละ ๓๐๐-๕๐๐ บาท เกษตรกรวัยฉกรรจ์ในวันที่ฝ้ายราคาดี หลายคนกลายเป็นคนขี้โรค สุขภาพทรุดโทรม บางคนกลายเป็นภาระของครอบครัว ราคาฝ้ายตกลงมาอยู่ที่ ๑๐ บาท ขณะที่ราคามะขามหวานกิโลฯ ละเป็น ๑๐๐ บาท

ความหวังที่จะรวยเพราะการปลูกฝ้ายของคนเมืองเลย จึงเป็นเหมือนลมวูบผ่าน เหมือน “ผีหลอก” เช่นเดียวกับ “ลมลือ” มะขามหวานก็โหม กระหน่ำ ฝุ่นตลบอบอวน เข้ามาแทน เหมือนครั้งฝ้ายบูม “งานดอกฝ้ายที่เมืองเลย” จึงมีคำมาเติมว่า “มะขามหวาน” ยังดีที่งานกาชาดประจำปีเมืองเลยไม่ใช่งานที่มีชื่อยาวที่สุด เพราะลมลือ กระชายดำ ชิงแผ่วเสียก่อน ราคาเกินร้อยตกเหลือกิโล ๑๐ บาท (ธันวาคม ๔๖ บ้านนาเชื่อม นาแห้ว) ไม่งั้นงานดอกฝ้ายต้องชื่อ “งานกาชาด ดอกฝ้ายบาน มะขามหวาน กระชายดำ ที่เมืองเลย” อะไรทำนองนี้

 อย่างไรก็ตามครับ สำหรับเมืองเลยแล้ว “ฝ้าย” คือตัวแทนของ “วัฒนธรรม” ซึ่งต่างจากมะขามหวาน ดอกไม้ กระชายดำ หรือพืชใดๆ ก็ตาม ฝ้ายยังเป็นเหมือน “อัตตลักษณ์” หรือ สัญลักษณ์ ของเมืองสุดหนาวแห่งนี้ เพียงแต่อาจจะซวนเซเพราะ “ลมลือ” จากกระแสการปลูกพืชเศรษฐกิจ ที่โหมพัดเอาเม็ดทรายเข้าตาบ้างก็ตาม

 นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมงานกาชาดเมืองเลย จึงมีคำว่า “ดอกฝ้ายบาน” ต่อท้าย แม้จะไม่มีฝ้ายซักดอกในงานนี้ก็ตาม

 

ฝ้ายไม่ได้หายไปไหน?

ท่ามกลางคำถามว่า “ฝ้ายหายไปไหน” นั้น จริงๆ แล้ว ฝ้ายไม่ได้หายไปไหน แต่ฝ้ายกลับเข้าสู่ที่ตั้งเดิม ทำหน้าที่แบบที่เคยทำมาก่อนฝ้ายพันธุ์ใหม่ ฝ้ายน้อย (ฝ้ายอีตุ่ย) ฝ้ายใหญ่ ยังคงเบ่งบานในสวนเล็กๆ ของคนตัวเล็กๆ และถูกนำมาแปรรูปเป็นผ้าห่มไว้กันหนาว ที่หายไปเป็นเพียง “ฝ้ายผีหลอก” ที่ถูกสร้างโดยนักปรับปรุงพันธุ์พืชเท่านั้น

 ปี ๒๕๔๕ โครงการพัฒนาชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ป่าภูหลวง ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งของ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย (WWF Thailand) ได้เข้าดำเนินงานในหมู่บ้านที่อยู่ติดป่าภูหลวง ในเขตอำเภอภูหลวงและวังสะพุง

 เจ้าหน้าที่โครงการได้ร่วมวิเคราะห์ประสบการณ์ด้านการเกษตรกับชาวบ้าน ได้เห็นการต่อสู้ของคนเมืองเลยตั้งแต่ยุคบุกเบิกป่า ปลูกข้าวไร่ ปลูกพริก และฝ้าย ซึ่งถือว่าเป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์  เพราะข้าวกับพริก คือ อาหารขั้นแรกสุด (ส่วนเกลือ ต้องไปเอาที่บ้านบ่อโพธิ์ อำเภอนครไท) และฝ้าย คือ เครื่องนุ่งห่ม พื้นฐานของมนุษย์เช่นกัน ไล่เรียงมาจนถึงการปลูกฝ้าย(เพื่อขาย) การปลูกมะขามหวาน การเข้ามาของมันสำปะหลัง หมากเดือย ข้าวโพด กระทั่งกระชายดำ 

 หมู่บ้านกกบก ต. หนองงิ้ว อ. วังสะพุง มีกลุ่ม “แม่ญิง” ใจกล้ากลุ่มหนึ่ง ที่มั่นใจในศักยภาพของตนเอง เพราะก่อนฝ้ายผีหลอก ชาวบ้านมีความรู้ และประสบการณ์ในการปลูกฝ้ายพันธุ์พื้นเมือง ที่มีความต้านทานโรค และแมลงอยู่แล้ว นอกจากนี้ประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่โครงการก็พอทราบว่า ในประเทศไทยไม่มีใครผลิตฝ้ายปลอดสารพิษออกสู่ตลาดเลย (WWF มีโครงการส่งเสริมการผลิตฝ้ายปลอดสารพิษในประเทศปากีสถาน)

 การทดลองปลูกฝ้ายพื้นเมือง โดยไม่ใช้สารเคมีก็เริ่มต้นขึ้นในปีนั้น เป็นการทดลอง และเรียนรู้กันอยู่เงียบๆ แต่มีความฝันเต็มอก นอกจากนี้ยังต้องอาศัย “สติเตือน” สำคัญซึ่งได้จากบทเรียนการปลูกพืชเศรษฐกิจ คือ ต้องทำใจให้รู้จัก “พอเพียง” เพราะหากเกิดความไม่พอเมื่อไหร่ ฝ้ายปลอดสารพิษ ก็มีสิทธิที่จะล้มเหลว

 “การปลูกฝ้ายปลอดสารพิษ ไม่มีอะไรยุ่งยาก ก็ทำเหมือนที่เคยปลูกมาสมัยปู่ย่าตายาย แต่ต้องมีความ ขยัน และ ความเอาใจใส่ ในเดือน๖ ก็เตรียมดิน และหว่านเม็ดฝ้าย ถ้าหญ้ารกก็ใช้วิธีดาย ใช้ปุ๋ยขี้วัว ขี้ควาย หรือปุ๋ยอินทรีย์ โรคฝ้ายก็มีบ้าง ก็ใช้น้ำหมักชีวภาพ” คือคำสรุปสั้นๆ ของแม่ชน นางแพง ทองปั้น หัวหน้ากลุ่ม

 สมาชิก ๒๐ คน ปลูกคนละงานสองงาน รวมเนื้อที่กันได้ ๙ ไร่ ได้ผลผลิตในปีแรก ๑,๔๐๐ กิโล จากนั้นก็เข็นขาย ได้ ๒๕๐ กิโล ขายกิโลละ ๒๔๐ บาท ได้เงิน ๖๐,๐๐๐ บาท นั่นคือผลของปี ๒๕๔๕-๔๖ ได้ประสบการณ์ ความมั่นใจ ส่วนกำไรเต็มๆ คือ ได้พวก โดยเฉพาะกลุ่ม “แม่ญิงไทใต้” ที่ทอผ้าฝ้ายส่งขายเมืองนอกกันเป็นเรื่องเป็นราว แต่ขาดแคลนเส้นฝ้ายปลอดสารพิษที่ผู้ซื้อต้องการมากเป็นพิเศษ

ในปี ๔๖ กลุ่ม “แม่ญิง” ปลูกฝ้ายปลอดสารพิษได้ขยายตัวออกไปในหมู่บ้านใกล้เคียงบ้านกกบก คือน้ำจันทร์ และกกกอก สมาชิกเพิ่มเป็น ๔๖ คน พื้นที่เพิ่มเป็น ๒๖ ไร่

  และในปีนี้เอง เรื่องราว “ดอกฝ้ายบาน” จะกลับมาอีกครั้งในร้านของ “โครงการพัฒนาชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ป่าภูหลวง” หรือ WWF โดย “กลุ่มแม่ญิงปลูกฝ้าย” จะมาร่วมบอกเล่าเรื่องราวของฝ้ายเมืองเลย ที่นั่น

 

 

โดย sriprae

 

กลับไปที่ www.oknation.net