วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กระเช้าภูกระดึง เรื่องเล่าไม่รู้จบ


กระเช้าภูกระดึง เรื่องเล่าไม่รู้จบ

เรื่องโดย ประยงค์ อัฒจักร

 


เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า แนวความคิดที่จะสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงมีมาตั้งแต่ปี 2525 จนปัจจุบันก็ปาเข้าไป 21 ปีแล้ว สถานการณ์ของประเทศเปลี่ยนไปมากแล้ว แต่การก่อสร้างยังไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งที่มีหน่วยราชการ นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเลยทุกยุคทุกสมัยและหอการค้าจังหวัด ต่างประสานใจเชียร์อยากให้มีการก่อสร้างมาอย่างแข็งขัน อ้างข้อดี หรือผลประโยชน์มากมายที่เมืองเลยจะได้รับ คำถามคือว่า ทำไมยังไปไม่ถึงไหน

คำตอบคือ ไม่มีใครรู้จริงเรื่องการก่อสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง ถ้าถามว่า ใคร (หรือหน่วยงานไหน) มีสิทธิที่จะสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (หรือกรมป่าไม้เดิม) เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาพื้นที่ และการกระทำใดๆ ในอุทยานแห่งชาติ จะต้องกระทำในนามพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยมีวัตถุประสงค์ของการกระทำเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครอง รักษาพื้นที่ คำถามตามมาอีก คือ การก่อสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงมีเป้าหมายอะไรที่เกี่ยวกับการปกป้อง คุ้มครองพื้นที่ คำตอบคือ...ไม่มีคำตอบ

อย่างไรก็ตาม หากว่าโครงการก่อสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงได้รับอนุมัติให้ก่อสร้างในยุคสมัยแรกๆ ซึ่งยังไม่มีระเบียบว่าด้วยการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ยังไม่มีระเบียบว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผู้ที่จะก่อสร้างก็ยังไม่รู้จะขุดเสาก่อสร้างที่ไหนด้วยซ้ำ ภาพกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงที่เถียงกันมา 2 ทศวรรษ จึงเป็นภาพที่ต่างคนต่างนึกเอาเอง ทางฝ่ายอยากให้สร้างก็มักอ้างประเทศโน้น ประเทศนี้ ทำนองว่าผู้ไม่เห็นด้วย ไม่เคยไปนั่งกระเช้าที่เมืองนอก อะไรทำนองนั้น

จนเดือนมกราคม 2541 การศึกษาข้อมูลเรื่องการสร้างกระเช้าเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังเมื่อ กรมป่าไม้ได้ว่าจ้างบริษัททีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียร์ โดยกำหนดหัวข้อโครงการศึกษาไว้ว่า “ โครงการศึกษาเพื่อกำหนดรูปแบบและวิธีการจัดการด้านนันทนาการ/ การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ณ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ” อย่างไรก็ตาม แม้ชื่อการศึกษาดูเหมือนจะเป็นการหาแนวทางจัดการนันทนาการและการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน แต่ไส้ใน (ซึ่งระบุไว้ใน TOR) ก็คือ จะสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงได้อย่างไรนั่นเอง

ผมไม่มีโอกาสได้เห็นรายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ แต่จากการเข้าร่วมระดมความคิดเห็นครั้งสุดท้าย (ช่วง Interim Report) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2542 ที่โรงแรมมารวย การ์เดน กรุงเทพฯ ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมากมาย ทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

แต่ผมจะไม่แสดงเหตุผลในการเห็นค้านหรือเห็นคล้อย จะขอนำเสนอข้อมูลหน้าตาของกระเช้าไฟฟ้านี้ พอที่ผู้อ่านจะไม่นึกไปถึงชิงช้าสวรรค์ตามงานวัดสักเล็กน้อย (ตามที่ผู้เสนอรายงานการศึกษาอยากจะให้ผู้ฟังรู้ได้ในวันนั้น)

เนื่องจากนักท่องเที่ยวไทยสามารถทิ้งขยะได้ทุกที่ แม้กระทั่งรอบถังขยะ (อันนี้ผมว่าเอง) ผู้ศึกษาจึงเสนอว่า กระเช้าจะเป็น Gondola Lift แบบเก๋ง 8 ที่นั่ง 2 แถว หันหน้าเข้าหากัน อากาศจะระบายทางช่องด้านท้องของกระเช้า ฝนตกก็ไม่เปียก เมื่อนักท่องเที่ยวเข้าไปแล้ว ไม่สามารถเปิดออกมาได้ จะเปิดออกได้ก็ต้องเมื่อกระเช้าจอดที่สถานีเท่านั้น (ด้วยระบบคอมพิวเตอร์)... อย่างไรก็ตาม เก๋ง 8 ที่นั่งนี่แหละ ที่ผู้อยากสร้างกระเช้าบอกว่า จะใช้ขนขยะลงมาจากยอดภูกระดึงด้วย

รายงานการศึกษาบอกว่า เสารองรับเคเบิ้ล จะเป็นเหล็กรูปวงกลม ซึ่งจะใช้เสาจำนวน 14-19 ต้น (ขึ้นกับจะเลือกเส้นทางไหน) ความสูงเฉลี่ยต้นละ 46 เมตร ใช้เวลาก่อสร้างราว 14 เดือน โดยที่สถานีต้นทางและปลายทางจะใช้พื้นที่ 650 กับ 400 ตร.เมตร

ในการศึกษาเสนอเส้นทางไว้ 3 เส้นทางให้เลือก
เส้นทางที่ 1 เป็นเส้นทางที่สั้นที่สุด ประมาณ 3.6 กิโลเมตร สถานีต้นทางอยู่ใกล้ที่ทำการอุทยานฯ (ศูนย์ศรีฐาน) สถานีปลายทางอยู่ที่หลังแป เส้นนี้ใช้เสา 14 ต้น ความสูงเฉลี่ย 46 เมตร งบประมาณก่อสร้างราว 250 ล้านบาท
เส้นทางที่ 2 อยู่ตรงข้ามศูนย์ศรีฐาน ใกล้บ้านไร่ใต้ แต่เส้นทางนี้จะผ่านพื้นที่ป่าปิด จึงน่าจะไม่เลือก
เส้นทางที่ 3 เริ่มจากบ้านอีเลิศขึ้นไป ใช้เสา 19 ต้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเสนอไว้ 3 เส้นทาง แต่ผู้ศึกษาก็พูดชัดเจนว่า เส้นทางที่เหมาะคือ เส้นทางที่ 1 ซึ่งอยู่ใกล้กับเส้นทางเดินปัจจุบัน (เข้าใจว่า ผู้นั่งกระเช้าอาจจะสามารถตะโกนถามคนที่เดินขึ้นภูที่อยู่ด้านล่างได้ว่า เหนื่อยไหม !!! )

นอกจากเส้นทางกระเช้าแล้ว ผู้ศึกษาก็ได้เสนอมาตรการต่างๆ ที่จะต้องดำเนินการอย่างที่ไม่เคยมีการท่องเที่ยวที่ไหนในประเทศไทยทำได้มาก่อน ทั้งในระหว่างการก่อสร้างและเมื่อกระเช้าไฟฟ้าเปิดให้บริการ เช่น การปรับปรุงภูมิทัศน์ ระบบการจองล่วงหน้า (ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน) การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก การสื่อความหมายธรรมชาติ (ซึ่งแม้อยากจะสื่อ นักท่องเที่ยวก็ไม่ยอมให้สื่อ) การบำบัดน้ำเสีย ทั้งจากห้องน้ำ ห้องส้วม ร้านค้า การกำจัดมูลฝอย ซึ่งปัจจุบันใช้การฝังกลบ (แต่ไม่ค่อยดี เพราะมีสัตว์ป่ากินขยะอยู่เสมอ) และนักท่องเที่ยว (จำนวนน้อย) ช่วยกันเก็บ การป้องกันไฟป่า (ที่ไหม้เกือบทุกปี) การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ ลูกหาบส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถเข้าไปเป็นพนักงานของกระเช้าไฟฟ้า รวมทั้งสิ้น 18 โครงการที่ต้องดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีความชัดเจนเรื่องใครจะเป็นผู้ลงทุน ซึ่งจะมีผลต่อการจัดการด้วย เพราะความคุ้มทุนและกำไรจะเป็นแรงกดดันต่อการบริหารจัดการกระเช้า เช่น กรณีกรมอุทยานฯ เป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด หรือเป็นแบบร่วมทุน หรือ เป็นแบบให้เอกชน 100% ซึ่งกฎหมายไม่เปิดโอกาสให้ทำได้ ซึ่งทางออกเรื่องนี้จะต้องแก้กฎหมาย ซึ่งไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่

นอกจากนี้ ผู้ศึกษาได้เสนอข้อจำกัดบางด้านของภูกระดึงไว้ด้วย เช่น เนื้อที่ท่องเที่ยวมีประมาณ 37,000 ไร่ จะกระจายนักท่องเที่ยวอย่างไร เพราะบางแห่งก็กระจุกตัว หรือแออัด เช่น ผาหล่มสัก นอกจากนี้ ความเปราะบางของธรรมชาติจะจัดการอย่างไร เพราะภูกระดึงไม่ได้มีเฉพาะต้นสน แต่มีช้างป่า สัตว์ป่าอื่นๆ ที่ต้องใช้ประโยชน์พื้นที่ร่วมกับนักท่องเที่ยว แหล่งน้ำที่สามารถรองรับคนได้ราว 3,000 คนต่อวัน เป็นต้น

แต่สิ่งที่ผู้ศึกษาไม่ได้ศึกษาก็คือ จะต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอะไรบ้างที่หลังภูกระดึง หากมีการดำเนินการก่อสร้างกระเช้า เช่น เมื่อนักท่องเที่ยวขึ้นไปถึงหลังแป ซึ่งอยู่ห่างจากผาหล่มสัก อันเป็นสัญลักษณ์ของภูกระดึง (ถ้าไม่ไปผาหล่มสัก ก็ยังมาไม่ถึงภูกระดึง) 12-13 กิโลเมตร จะขนนักท่องเที่ยวไปด้วยระบบขนส่งแบบไหน รถยนต์ รถราง หรือรถอีแต๊ก (เพื่อให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม) เพราะสิ่งหนึ่งที่ผู้ที่อยากสร้างกระเช้าอ้าง คือ กระเช้าจะช่วยไม่ให้คนค้างบนภูกระดึง (ถ้าเดินไป กลับไม่ทันแน่) คำถามเหล่านี้ใครตอบได้

ครับ ที่ผมยกมานี้เป็นประเด็นเพียงน้อยนิดเท่านั้น เพราะประเด็นที่เห็นต่างกัน มีนับร้อยประเด็น ซึ่งจะต้องมีกระบวนการที่จะทำให้เกิดการถกถียง พูดคุย หาข้อยุติ ที่ยอมรับกันได้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่รู้ว่าใครต้องทำบทบาทนี้ จึงมักเห็นว่า นานๆ ผู้เชียร์ให้สร้างกระเช้า (ซึ่งไม่มีอำนาจในอุทยานแห่งชาติ) ก็จะจัดประชุม สัมมนาเพื่อไม่ให้กระแสตก พร้อมกับด่าคนที่ตั้งคำถามในประเด็นที่ไม่ชัดเจนเล่นไปพลางๆ ก็ทำกันได้แค่นี้

สรุปว่า ขณะนี้มีเพียงรายงานของบริษัททีม (ซึ่งเป็นบริษัทรับจ้างทำ อีไอเอ ตามสเป๊กที่ผู้ว่าจ้างต้องการ) เกี่ยวกับการจัดการท่องเที่ยวภูกระดึงให้ยั่งยืนเท่านั้น และรายงานนี้ก็ได้ศึกษา “ ความเป็นไปได้ ” หรือ Feasibility Study หรือ FS เท่านั้น ไม่ใช่จัดทำ “ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ” หรือ อีไอเอ อย่างที่บางท่านเข้าใจ และที่แย่กว่านั้นคือ คนที่เชียร์กระเช้าส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้อ่านรายงานนี้ จึงไม่แปลกที่ใครต่อใครมักจะอ้างข้อดีของการสร้างกระเช้า เหมือนเมื่อ 21 ปีที่แล้ว

เมืองเลยมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวอันดับ 9 ของประเทศ เป็นเพชรเม็ดงามที่เจียระไนผิดเหลี่ยมตลอดมา ผมฝันอยากเห็นเมืองเลยเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็นประโยชน์ทั้งต่อคนปัจจุบัน และคนในอนาคต แต่วันนี้ ผมยังไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้า...เฮ้อ !

โดย sriprae

 

กลับไปที่ www.oknation.net