วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความหลากหลายทางชีวภาพในลุ่มน้ำเลย


ความหลากหลายทางชีวภาพในลุ่มน้ำเลย

ประยงค์ อัฒจักร 

มูลนิธิเลยเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

อาจจะยังไม่มีใครที่ศึกษาและสรุปเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพของลุ่มน้ำเลยออกมาอย่างแน่ชัด แต่จากการประมวลเอกสาร งานศึกษาต่างๆ รวบถึงการสอบถามจากชาวบ้านทำให้ทราบว่า ในลุ่มน้ำเลย นับตั้งแต่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำสายนี้ จนถึงปากเลยที่เชียงคาน มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม อย่างน้อย ๖๐ ชนิด เช่น ช้างป่า เลียงผา หมีควาย เก้ง กวางป่า หมาใน ชะนีธรรมดา นกอย่างน้อย ๒๒๖ ชนิด (WWF, 2545) และมีหนึ่งชนิดที่ถ่ายภาพได้ ในปี 2543 และเป็นชนิดที่ไม่เคยพบที่ใดมาก่อนในโลก กบเขียด ๒๘ ชนิด เต่าและตะพาบน้ำ ๖ ชนิด เช่น เต่าปูลู (Big-headed Turtle) ปลาน้ำจืด อย่างน้อย ๒๑ ชนิด ปูอย่างน้อย ๕ ชนิดรวมถึง ปูเจ้าพ่อหลวง (Giant Mountain Crab) ปูทูลกระหม่อม (Mealy crab) และปูพระพี่นาง (Crimson Crab) กุ้งน้ำจืด อย่างน้อย ๒ ชนิด นอกจากนี้ยังพบสัตว์จำพวกแมลงหายาก เช่น กว่างดาว 

 

ข้อมูลที่มีอยู่เหล่านี้ ส่วนใหญ่พบในพื้นที่ลุ่มน้ำเลยตอนบน โดยเฉพาะเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง

 

ส่วนความหลากหลายของสังคมพืช ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงถือเป็นเขตสุดท้ายที่ได้รับอิทธิพลจากเทือกเขาหิมาลัย  ซึ่งสามารถแยกประเภทของป่า ในลุ่มน้ำเลยได้ ดังนี้

-         ป่าดิบเขา พบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง พันธุ์พืชเด่นได้แก่ ไม้ก่อ สนสามพันปี และป่าเตี้ยหรือป่าแคระ

-         ป่าสนเขา พบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ไม้เด่นได้แก่ สนสามใบและสนสองใบ

-         ป่าดิบแล้ง พบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง พันธุ์พืชเด่น ได้แก่ ตะแบก ชมพู่ และยางดำ

-         ป่าเบญจพรรณ พันธุ์พืชเด่น ได้แก่ ติ้ว ไผ่ กะทอน

-         ป่าเต็งรัง มีทั้งเต็งรังแท้ เช่น ในเขตอำเภอภูหลวง เต็งรังผสมเหียง และเต็งรังผสมก่อ

-         ป่าไผ่ พบได้ทั่วไปตลอดลุ่มน้ำเลย ถือว่าเป็นไม้ที่มีบทบาทต่อประชาชนในลุ่มน้ำเลยมากที่สุด ทั้งเป็นแหล่งอาหารและไม้ใช้สอยที่สำคัญ

 

ความหลากหลายทางชีวภาพเหล่านี้ ทำหน้าที่รักษาสภาพความสมดุลย์ของระบบนิเวศ ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของคนในลุ่มน้ำเลย โดยเฉพาะเป็นแหล่งอาหาร แหล่งวัตถุดิบในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย และแหล่งสมุนไพรรักษาโรค

 

แม้ความอุดมสมบูรณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพในลุ่มน้ำเลยจะร่อยหรอลงไปมาก ปลาหลายชนิด เช่น ปลาพลวง อาจพบได้ในป่าภูหลวงเท่านั้น ส่วนปลาไน หรือปลาอีตู๋ ปลาเพี้ย ปลาก่ำ  ไม่พบนานแล้ว ขนาดของปลาก็เล็กลงกว่าเดิม คือ ไม่ทันโต ก็ถูกจับ การจับสัตว์น้ำเปลี่ยนแปลงจากการใช้เครื่องมือพื้นบ้าน เช่น สวิงสามเหลี่ยมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็มีการใช้เครื่องมือสมัยใหม่ เช่น การปิดลำน้ำ การใช้ระเบิด ยาเบื่อ หรือไฟฟ้าช้อต เป็นต้น ประกอบกับการทำลายสภาพแวดล้อมจากวิถีการผลิตที่เปลี่ยนไป เช่น การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ที่ใช้รถไถขาเดียว การใช้สารเคมี ที่ชะล้างพังทลายของดินลงไปสะสมในแม่น้ำเลย ล้วนแล้วแต่เป็นการทำลายความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในลุ่มน้ำเลย

 

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านในชนบทของเมืองเลยยังต้องพึ่งพิง ดอกผลของธรรมชาติ ในการดำรงชีวิตอยู่กว่าครึ่งของอาหารที่บริโภคแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็น หน่อไม้ เห็ด ผักหวาน สัตว์ป่า ปู ปลา หรือ พืชผักจากธรรมชาติอีกนับไม่ถ้วน บางชนิดเป็นแหล่งรายได้สำคัญ เช่น ผักหวานป่าที่ตำบลแก่งศรีภูมิ อ. ภูหลวง เป็นแหล่งรายได้ปีละหลายล้านบาท

 

ปูเจ้าพ่อหลวง ปูน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของไทย

ปูเจ้าพ่อหลวง มีชื่อสามัญว่า Giant Mountain Crab มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Potamon bhumibol  แต่ชาวบ้านที่เมืองเลยเรียกว่า ปูหิน

แม้ชาวบ้านในจังหวัดเลย และจังหวัดใกล้เคียงจะรู้จักปูหินมาเป็นเวลานานพอๆ กับที่คนทะเลรู้จักกุ้ง และกินมันเป็นอาหารเช่นกัน แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์แล้ว พึ่งจะค้นพบปูชนิดนี้ เมื่อ 19 มีนาคม 2519

ศาสตราจารย์ ไพบูลย์ นัยเนตร แห่งคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ถือว่าเป็นผู้ค้นพบปูชนิดนี้ในทางวิทยาศาสตร์  เป็นปูน้ำจืดตัวใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ขนาดกระดองประมาณ 8.2 เซนติเมตร ดังนั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอัญเชิญพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นนามปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลก เพื่อเป็นการเฉลิมพระกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ และได้รับพระบรมราชานุญาตเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2543

ลักษณะเด่นของปูเจ้าพ่อหลวงมี 3 สี คือ สีน้ำตาลเข้ม สีม่วง และสีส้ม โดยกระดองจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม ขาเดิน 4 คู่ และขาก้ามทั้งสองข้างเป็นสีน้ำตาลเข้ม ยกเว้นด้านในของก้ามหนีบอันล่างเป็นสีม่วง และปลายก้ามหนีบทั้งสองข้างเป็นสีส้ม เป็นปูน้ำจืดตัวใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ปูเจ้าพ่อหลวง อาศัยอยู่ตามลำธารที่ค่อยข้างสะอาดในป่า ตามใต้ก้อนหิน หรือขุดรูอยู่ตามรากไม้  ลำธารสาขาของแม่น้ำเลยในเขตป่าภูหลวง  ถือได้ว่าเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยที่สำคัญของปูชนิดนี้

ปูเจ้าพ่อหลวง ถือว่าเป็นปูที่มีรสชาติอร่อยที่สุดของชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบป่าภูหลวง โดยในหน้าหนาวที่ปูมีการสะสมไขมัน ชาวบ้านจะนำกระดูกไก่ ไปล่อปูให้ออกมาจากใต้ก้อนหิน หรือจากรู และจับมากินเป็นอาหารชั้นยอดหรือขายตัวละ 5-10 บาท


เต่าปูลู หัวโต หางยาว

ประเทศไทยมีสัตว์เลื้อยคลานในกลุ่มเต่าอยู่ประมาณ 27 ชนิด ประกอบด้วย เต่าทะเล 4 ชนิด เต่ามะเฟือง 1 ชนิด ตะพาบน้ำ 5 ชนิด เต่าน้ำจืด 13 ชนิด เต่าบก 3 ชนิด และเต่าปูลู 1 ชนิด

เต่าปูลู  มีชื่อสามัญว่า Big-headed Turtle หรือ Snaped Turtle จัดอยู่ในวงศ์ PLATYSTERNIDAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Platysternon megacephalum (Gray, 1831)

เป็นสัตว์ที่มีลักษณะค่อนข้างแปลก เหมือนสัตว์ในเทพนิยาย มีหัวเป็นมังกร ตัวเป็นเต่า หางเป็นงู ขาเป็นจระเข้  ส่วนหัวมีขนาดใหญ่ ด้านบนมีแผ่นแข็งรูปสามเหลี่ยมปกคลุม ปากงุ้มคล้ายปากนกแก้ว มีกรามใหญ่ และแข็งแรง กระดองมีขนาดเล็ก จนไม่สามารถหดหัว และคอเข้าในกระดองได้ ส่วนหางมีความยาวมากกว่ากระดอง มีลักษณะเป็นข้อปล้อง รูปสี่เหลี่ยมเรียงต่อกัน เท้ามีนิ้ว 4 นิ้วมีเล็บแหลม ช่วยในการปีนป่าย ระหว่างนิ้วเชื่อมต่อด้วยพังผืด คล้ายตีนเป็ด บ่งบอกว่าเป็นสัตว์ที่ว่ายน้ำได้ ส่วนกระดองหลัง กับกระดองท้อง เชื่อมต่อกันด้วยเนื้อเยื่อที่เหนียวมาก ลักษณะสีทั่วไปจะแตกต่างกันไปตามภูมิประเทศ คือ มีสีเขียวเข้ม สีน้ำตาลแกมแดง และสีดำ กระดองท้องมีสีเหลือง แต้มสีน้ำตาลเข้ม ลูกเต่าเมื่อแรกฟักไข่ จะมีกระดองด้านหลังหยักคล้ายฟันเลื่อย

เต่าปูลู จะออกหาอาหารในเวลากลางคืน ตามลำธาร หรือบริเวณที่มีน้ำขัง อาหารคือ ปูน้ำตก ปลา หอย และกุ้ง

เต่าปูลูจะวางไข่บนสันทราย หรือพื้นดินร่วนริมลำธาร ราวปลายเดือน เมษายน - พฤษภาคม ครั้งละ 3-4 ฟอง

เต่าปูลูพบตามลำธารน้ำเย็นบนภูเขา ในระดับความสูงกว่า 1,000 เมตร ในภาคเหนือ ลงไปตามแนวทิวเขา ด้านตะวันตกจนไปถึง จ. กาญจนบุรี และพบในเทือกเขาเพชรบูรณ์ เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว น้ำหนาว ภูกระดึง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงและแม่น้ำเลยและเทือกเขาภูพาน และอุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย ก็สามารถพบเห็นได้

 

ปัจจุบัน เต่าประเภทนี้ได้ลดจำนวนลงไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสถาพความสมบูรณ์ ของป่าเปลี่ยนแปลง ไปมาก ประกอบกับการขยายพันธุ์ เป็นไปได้น้อยมาก อีกทั้งมีคนจับไปทำยาบำรุง ซึ่งมีความเชื่อว่า มีสรรพคุณดี เช่นเดียวกับนอแรด

 

อย่างไรก็ตาม การบริโภคเป็นอาหารของชาวบ้านบางพื้นที่ ก็เป็นภัยคุกคามต่อประชากรของเต่าปูลูที่สำคัญอย่างหนึ่ง แม้ว่าเต่าชนิดนี้จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะสัตว์ป่าคุ้มครองก็ตาม

 


อีปุ่มและแม่ของมัน

 

ตามข้อมูลในหนังสือ คู่มือสัตว์สะเทินน้ำ สะเทินบกในเมืองไทย โดยธัญญา จั่นอาจ (2546) ได้อธิบายเกี่ยวสัตว์ประเภทอึ่งชนิดหนึ่งเอาไว้ว่า ชื่อ อึ่งกรายลายเลอะ หรือ  Smith’s Litter Frog มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Leptobrachium smithi มีขนาด 36-68 เซนติเมตร ลักษณะลำตัวสีม่วง ครึ่งตาด้านบนมีสีส้ม ตาและขอบปากมีจุดสีดำ บนหลังและสีข้างมีแต้มสีเข้มรูปร่างไม่แน่นอน ขามีลายพาดสีเข้ม ท้องมีลายแต้ม พบตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันตกลงไปถึงภาคใต้

 

สอบถามจากชาวบ้านเมืองเลย ทราบว่าเจ้าสัตว์ที่ชื่ออึ่งกรายลายเลอะนั้น ชาวบ้านเรียกว่า อีย่ากาบ เขียดตัวเล็ก ร้องเสียงดังๆ คล้ายเสียงเป็ด อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำใสๆ เย็นๆ ในป่าเขา

 

อีย่ากาบ จะวางไข่ในลำธารใสๆ ในหน้าหนาว ซึ่งจะเป็นความฉลาดของอีย่ากาบ หรือ ธรรมชาติสร้างสรรค์ ก็แล้วแต่ ทั้งนี้เหตุผลที่คนอธิบาย บอกว่า เพราะลำธารในป่าเขา น้ำจะไหลแรงในหน้าฝน ลูกอ๊อด ของกบเขียดภูเขา อาจไม่สามารถต้านทานกระแสน้ำ จึงปรับเปลี่ยนมาวางไข่ในฤดูน้ำน้อยเสีย เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ของมัน

 

ลูกอ๊อดของอีย่ากาบที่ฟักเป็นตัวออกมา ชาวเมืองเลยเรียกชื่อเฉพาะว่า อีปุ่ม (ในอำเภอด่านซ้ายมีชื่อตำบลอีปุ่ม ที่สะท้อนความมีอยู่มากมายของสัตว์ชนิดนี้ ในอดีต) ถือเป็นอาหารชั้นเยี่ยมของชาวบ้านนอกคอกนา โดยมีการพัฒนาเครื่องมือในการจับอีปุ่มเป็นการเฉพาะ เรียกว่าตุ้ม ลักษณะคล้ายข้องใส่ปลา แต่มี “งา” อยู่ด้านข้าง ใกล้ๆ ส่วนก้น ส่วน ตำแหน่งที่เป็นปาก แทนที่จะเป็นไม้ไผ่สานเป็นงา ชาวบ้านจะใช้กะลามะพร้าวปิดเสียเป็นส่วนใหญ่

 

เมื่ออีปุ่มเติบโตขนาดหัวแม่มือ ในราวเดือนธันวา มกรา ชาวบ้านจะเอาตุ้มไปวางไว้ตามวังน้ำลึกๆ มีอาหารที่ทำจากฟักทอง และ.... ใส่ไว้ข้างในตุ้ม วางดักตอนเย็น ตอนเช้าก็ไปเก็บกู้  ถ้าได้อีปุ่มมามากมาย จะแบ่งขายก็ได้ราคาดี เพราะห่อหมกอีปุ่มนั้นอร่อยมาก

 

นอกจากการใช้ตุ้มในการจับอีปุ่มแล้ว การช้อนด้วยสวิงรูปสามเหลี่ยม หรือ การใช้มือเปล่าค่อยๆ จับในน้ำใสๆ ก็สามารถจับอีปุ่มได้

 

อีปุ่มหากรอดพ้นจากผู้คนจับมาต้มยำ ทำแกง โตขึ้นมา หางจะหดสั้นลง แต่จะมีขางอกออกมา เมื่อครบ 4 ขา ชาวบ้านจะเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น อีกองเกาะ ซึ่งก็ถึงคราว เลิกกิน

 

ต้นน้ำเลย เป็นบ้านที่สำคัญแห่งหนึ่งของอีปุ่มและอีย่ากาบ...แม่ของมัน

โดย sriprae

 

กลับไปที่ www.oknation.net