วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เศรษฐกิจฐานราก..เพื่อความอยู่รอดของสังคมไทยในกระแสโล"ภา"ภิวัฒน์


เมื่อประมาณ พค. ๒๕๕๐ ผมได้ไปเข้าร่วมเสวนาสัญจร (จัดโดยกลุ่ม NGO อะไรสักอย่างผมยังไม่ทราบรายละเอียด)  ในครั้งนี้ได้สัญจรไปยัง ต.ตลาดไทร อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา ได้จัดการเสวนาขึ้นที่บ้านพักของพ่อจันที ประทุมภา (ปราชญ์ชาวบ้าน อายุ 70 ปี) ในหัวข้อเรื่องการอยู่ดีมีสุข

            เริ่มแรกพ่อจันทีเล่าว่าเดิมมีฐานะดี แต่ประกอบธุรกิจไปมา โดนโกง ติดหนี้สองแสนบาท (เมื่อประมาณสัก 16 ปีมาแล้ว) เกือบฆ่าตัวตาย แต่ในที่สุดก็คิดได้ หันมาทำเกษตรผสมผสานตามทฤษฎีของในหลวงจนปลดหนี้ได้ในที่สุด และมีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ มีสุขภาพดีเพราะกินแต่อาหารปลอดสารพิษที่ปลูกเอง ส่วนด้านพฤติกรรมก็เลิกอบายมุขทั้งปวง เช่น เหล่า บุหรี่ การพนัน บัดนี้ได้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อขยายผลไปยังหมู่บ้านอื่น มีประชาชนหลายหมู่บ้านได้เข้ามาอบรมที่นี่อย่างต่อเนื่องทั่วภาคอีสานก็ว่าได้

            จากนั้นเสวนากรจากหลายฝ่ายเช่น ภาคองค์กรอิสระ ภาคราชการ (สาธารณสุข) ภาคการศึกษา  ภาคศาสนา (พระ..หลวงตาแช จาก อ.สีคิ้ว) ได้ร่วมแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งผมก็ได้ร่วมแจมกับเขาด้วยทั้งในตอนต้นและตอนท้าย

            ในตอนท้ายผมได้เสนอความเห็นโดยเนื้อความว่า การอยู่อย่างพอเพียงของชุมชนนั้นไม่ได้หมายถึงการอยู่อย่างโดดเดี่ยว ยังต้องเชื่อมโยงกับธุรกิจการค้าในระดับชาติหรือนานาชาติอย่างหนีไม่พ้น เพราะหากทุกคนมีผลผลิตการเกษตรดีก็จะเกินความต้องการของท้องถิ่น ก็ต้องแปรเป็นเงินเพื่อเอาไปซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นที่ผลิตไม่ได้ในท้องถิ่น แต่ทุกวันนี้ธุรกิจส่วนใหญ่ค้ากำไรเกินควร โดยกำไรส่วนใหญ่ไปตกแก่พ่อค้าคนกลางและพ่อค้าปลีก เช่น เสื้อสีเหลือง 1 ตัวราคาผลิตพร้อมกำไรที่ขายส่งโดยผู้ผลิตในท้องถิ่นได้รับข้อมูลว่ามีราคาเพียง 110 บาท แต่เสื้อตัวเดียวกันนี้ติดป้ายขายในห้างสรรพสินค้าในเมือง 590 บาท ซึ่งประชาชนในท้องถิ่นก็ต้องเดินทางไปซื้อเอาในเมืองด้วยราคานั้นกับเขาด้วย คำถามคือจะทำอย่างไรให้เกิดธุรกิจแบบพอเพียง ไม่ค้ากำไรเกินควรและเป็นธุรกิจในท้องถิ่นด้วย ซึ่งผมเห็นว่าชุมชนจะต้องเรียนรู้และจัดตั้งธุรกิจร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ทันสมัยในรูปแบบของสหกรณ์ขึ้นมาในท้องถิ่น ด้วยการระดมทุนกันเอง และหรือรับการลงทุนร่วมจากภาคอื่นๆ รวมทั้งภาครัฐ ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งผ่องถ่ายสินค้าของท้องถิ่นเองแล้ว ยังเป็นภูมิคุ้มกันให้กับท้องถิ่นและประเทศชาติได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เพราะช่วยสกัดคนท้องถิ่นไม่ให้ทะลักเข้าไปซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าข้ามชาติที่มาโกยกำไรออกไปต่างประเทศ

            นอกจากนี้จะต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมท้องถิ่นในลักษณะการร่วมทุนกันเองของสมาชิกชุมชน ซึ่งอย่างน้อยในหนึ่งตำบลควรต้องมีโรงสีชุมชน โรงงานแปรรูปอาหารและบรรจุภัณฑ์ชุมชน โรงงานทอผ้าและตัดเสื้อผ้าชุมชน โรงงานผลิตยาสมุนไพรและเครื่องประทินโฉมชุมชน (เช่นเครื่องสำอางในห้องน้ำ) โรงงานรับก่อสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โรงงานซ่อมสร้างเครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงห้างสรรพสินค้าชุมชน  ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวงจรของปัจจัยสี่ทั้งสิ้น ซึ่งจะทำให้เกิดความพอเพียง หรือ เกือบพอเพียงภายในชุมชนของตน (ประมาณ 1 ตำบล) เศรษฐกิจของชุมชนจะเชื่อมโยงเกื้อหนุนกันเอง เกี่ยวข้องกับภายนอกแต่เพียงเท่าที่จำเป็น ทำให้มีภูมิคุ้มกันโรคทางเศรษฐศาสตร์ได้เป็นอย่างดี กล่าวคือหากเศรษฐกิจระดับชาติล่ม (เช่นนายทุนต่างชาติถอนทุนออกหมดด้วยแรงกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจโลก) ชุมชนก็ยังคงอยู่ได้ไม่เดือดร้อนถึงขั้นอดข้าวเพราะสามารผลิตปัจจัยสี่ได้ภายในโครงสร้างของตัวเอง (เรื่องนี้เคยเกิดมาแล้วแม้ในประเทศมหาอำนาจเช่นอเมริกา เมื่อคราวเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ คศ. 1930 )

            เมื่อเสวนาเสร็จพ่อจันทีได้พาเดินชมสวนเกษตรผสมผสานของท่าน ผมได้รับทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน แต่ก็ไม่วายสับสนว่าเราจะสู้กับกระแสโล”ภา”ภิวัฒน์อันเชี่ยวกรากนี้ได้อย่างไร หัวจะไปฟาดหินโสโครกตายเสียก่อนกระมัง

โดย ริบหรี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net